ตราเกียรติยศที่ถูกเหยียบย่ำ และคำสั่งไล่ตะเพิดที่พลิกชะตากรรม: เมื่อแม่เลี้ยงสั่ง รปภ.

โยนฉันออกจากงาน โดยมีพ่อแท้ๆ ยืนมองด้วยความเย็นชา… พวกเขาจึงต้องชดใช้ด้วยการสูญเสียทุกสิ่ง!

I. เครื่องแบบสีเขียวท่ามกลางดงเพชร

แสงไฟจากแชนเดอเลียร์คริสตัลมูลค่าหลายสิบล้านสาดส่องลงมากระทบแก้วแชมเปญและเครื่องเพชรระยิบระยับของแขกเหรื่อระดับไฮโซ งานกาล่าดินเนอร์ฉลองครบรอบ 20 ปีของ “โรงแรมแกรนด์ ภูวนาท” โรงแรมหรูระดับห้าดาวใจกลางกรุงเทพมหานคร กำลังดำเนินไปอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา

ฉันชื่อ “ผู้กองรินลดา” เพิ่งเดินทางกลับมาจากการปฏิบัติภารกิจลับตามแนวชายแดนที่ยาวนานถึงสามปีเต็ม ร่างกายของฉันยังมีรอยแผลจากการฝึกฝนและการปะทะ แต่จิตใจของฉันกลับโหยหาครอบครัว ฉันไม่ได้กลับไปเปลี่ยนชุดที่บ้าน แต่เลือกที่จะเดินทางตรงมาที่โรงแรมของพ่อทันทีใน ชุดเครื่องแบบทหารเต็มยศ ประดับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติเต็มหน้าอก เพื่อหวังจะทำให้พ่อภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้

แต่ทันทีที่รองเท้าคอมแบทขัดมันของฉันก้าวผ่านประตูห้องบอลรูม เสียงดนตรีคลาสสิกที่บรรเลงคลออยู่ก็คล้ายจะเงียบลง สายตานับร้อยคู่หันมาจ้องมองฉันราวกับฉันเป็นตัวประหลาดที่หลงเข้ามาในงานเต้นรำของเหล่าชนชั้นสูง

II. คำสั่งตวาดที่ไร้หัวใจ

ฉันกวาดสายตามองหาพ่อ จนกระทั่งไปสะดุดเข้ากับร่างสูงของ “เจ้าสัวธนา” พ่อแท้ๆ ของฉัน ท่านกำลังยืนคุยอย่างออกรสอยู่กับกลุ่มรัฐมนตรี โดยมี “คุณหญิงพิมพิไล” แม่เลี้ยงวัยคราวพี่ที่แต่งตัวฟู่ฟ่าด้วยชุดราตรีสีแดงเพลิงยืนควงแขนอยู่อย่างแนบชิด

ทันทีที่คุณหญิงพิมพิไลหันมาเห็นฉัน รอยยิ้มจอมปลอมบนใบหน้าของเธอก็หุบลงทันที ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความรังเกียจราวกับเห็นขยะปฏิกูล เธอปล่อยแขนพ่อ แล้วชี้หน้าฉันกลางงานกาล่าที่แสนหรูหรา

“รปภ.! ใครปล่อยให้นังทหารชั้นผู้น้อยนี่เข้ามาในงานของฉัน! ลากตัวมันออกไปเดี๋ยวนี้!” เสียงแหลมปรี๊ดของเธอตวาดลั่นจนแขกทั้งงานหันมามองเป็นตาเดียว

ฉันชะงัก ขาทั้งสองข้างชาหนึบ ฉันหันไปมองหน้าพ่อด้วยความหวังว่าท่านจะปกป้องฉัน… แต่ภาพที่เห็นกลับทำให้หัวใจของฉันแตกสลาย

เจ้าสัวธนา พ่อผู้ให้กำเนิดฉัน… ท่านเพียงแค่ยืนถือแก้วแชมเปญนิ่งๆ สบตาฉันด้วยแววตาที่เย็นชาและไร้ความรู้สึก ท่านไม่ได้เอ่ยปากห้ามคุณหญิงพิมพิไล ท่านไม่ได้บอกแขกในงานว่าฉันคือลูกสาว และท่าน… ไม่ได้พูดปกป้องฉันเลยแม้แต่คำเดียว ท่านเลือกที่จะรักษาหน้าตาทางสังคมและเอาใจภรรยาใหม่ มากกว่าศักดิ์ศรีของลูกสาวสายเลือดแท้ๆ

III. เมื่อความกตัญญูถึงคราวสิ้นสุด

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยร่างยักษ์สามคนวิ่งกรูเข้ามาหาฉันตามคำสั่งของแม่เลี้ยง “ขอโทษนะครับคุณผู้หญิง รบกวนเชิญด้านนอกครับ” หัวหน้า รปภ. เอ่ยพร้อมกับทำท่าจะเข้ามาจับแขนฉัน

“ไม่ต้องแตะตัวฉัน” ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทแต่แฝงไปด้วยความดุดันแบบทหารที่ผ่านสมรภูมิรบ “ฉันเดินเองได้”

“เห็นไหมคะคุณพี่ นังเด็กนี่มันก้าวร้าว! แต่งตัวซอมซ่อสกปรกเข้ามาทำลายบรรยากาศงานหมด ดีนะที่คุณพี่ไม่เคยประกาศว่ามีลูกสาวทำอาชีพต่ำๆ แบบนี้!” คุณหญิงพิมพิไลหันไปฉอเลาะกับพ่อ ซึ่งพ่อก็เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ แล้วจิบแชมเปญต่อราวกับฉันไม่มีตัวตน

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ น้ำตาที่เคยคิดจะไหลถูกสูบกลับเข้าไปจนหมดสิ้น ความรักและความเคารพที่เคยมีให้ผู้ชายตรงหน้ามอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน

“ก่อนที่ฉันจะเดินออกไป… ฉันมีอะไรบางอย่างที่ต้องจัดการให้เสร็จก่อน”

ฉันล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อเครื่องแบบ หยิบเอกสารซองสีน้ำตาลที่มีตราประทับทางกฎหมายออกมา แล้วเดินฝ่าวงล้อมของ รปภ. ตรงไปที่เวทีกลางห้องบอลรูม ฉันแย่งไมโครโฟนมาจากพิธีกรที่กำลังยืนอ้าปากค้าง

IV. โฉนดที่ดินและการทวงคืนบัลลังก์

“นังรินลดา! แกจะทำบ้าอะไร ลงมาจากเวทีเดี๋ยวนี้นะ!” คุณหญิงพิมพิไลกรีดร้อง

ฉันไม่สนใจเสียงนกเสียงกา กวาดสายตามองแขกเหรื่อทุกคน แล้วเปิดซองเอกสารออก “สวัสดีค่ะ แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ดิฉัน ร้อยเอกหญิงรินลดา ภูวนาทกุล… หลายท่านอาจจะไม่ทราบว่า โรงแรมแกรนด์ ภูวนาท แห่งนี้ ไม่ได้สร้างมาจากหยาดเหงื่อแรงกายของเจ้าสัวธนา แต่สร้างมาจากมรดกและที่ดินของ ‘คุณหญิงลลิตา’ คุณแม่แท้ๆ ของดิฉันที่ล่วงลับไปแล้ว”

เจ้าสัวธนาหน้าซีดเผือด มือที่ถือแก้วแชมเปญเริ่มสั่นเทา “รินลดา… พอได้แล้ว ลงมาคุยกันหลังไมค์” พ่อพยายามพูดเสียงเบาเพื่อรักษาฟอร์ม

“หลังไมค์งั้นเหรอคะพ่อ? ทีตอนที่เมียใหม่พ่อชี้หน้าด่าและสั่งยามไล่รินต่อหน้าคนเป็นร้อย พ่อยังยืนดูเฉยๆ ได้เลยนี่คะ!” ฉันตอกกลับผ่านไมโครโฟนเสียงดังกังวาน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *