กาศจากสายลำโพงโรงพยาบาลรัฐ… บดขยี้หัวใจคนเป็นแม่ให้แหลกสลายตลอดกาล
I. ลมหายใจที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่คุ้นเคยลอยคละคลุ้งไปทั่วโถงทางเดินอันแออัดของโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ฉันชื่อ “รินลดา” หญิงหม้ายสู้ชีวิตที่ทำงานรับจ้างซักรีดเพื่อหาเงินมาประทังชีวิตและรักษา “น้องภูผา” ลูกชายวัย 7 ขวบเพียงคนเดียวของฉันที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวระยะสุดท้าย
“คุณแม่คะ อาการของน้องภูผาทรุดลงมากนะคะ ทางเดียวที่จะรอดคือต้องได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกและการรักษาด้วยยาพุ่งเป้าจากต่างประเทศ… ซึ่งค่าใช้จ่ายสูงมาก” คำพูดของคุณหมอเมื่อเช้านี้ยังคงดังก้องอยู่ในหัว ฉันไม่มีเงิน ไม่มีแม้แต่ทรัพย์สินใดๆ ให้เอาไปจำนอง ภูผากำลังจะตายเพราะฉันเป็นแม่ที่ยากจนเกินกว่าจะยื้อชีวิตเขาไว้ได้
ฉันนั่งกุมมือเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยรอยเจาะสายน้ำเกลือของลูกชาย ภูผายิ้มบางๆ แม้ใบหน้าจะซีดเผือด
“แม่รินอย่าร้องไห้นะครับ ภูผาไม่เจ็บเลย…”
ฉันจูบหน้าผากที่ร้อนผ่าวของเขา สัญญากับตัวเองว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อหาเงินมารักษาเขาให้ได้ แม้จะต้องแลกด้วยวิญญาณก็ตาม
II. ปาฏิหาริย์จากสวรรค์
เย็นวันนั้น ฉันเดินออกมาหน้าโรงพยาบาลเพื่อหาซื้อข้าวกล่องประทังความหิว เงินในกระเป๋าเหลือเพียงไม่กี่ร้อยบาท ที่แผงลอตเตอรี่เก่าๆ ริมฟุตบาท ยายแก่คนขายกำลังเก็บแผงหนีฝนที่ทำท่าจะตกลงมา ด้วยความสงสาร ฉันจึงตัดสินใจใช้เงินร้อยบาทสุดท้าย ซื้อลอตเตอรี่ชุดใหญ่ที่เหลือติดแผงมาหนึ่งชุด โดยไม่ได้คาดหวังอะไรนอกจากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
เมื่อกลับมาถึงห้องพักรวมของโรงพยาบาล โทรทัศน์ที่แขวนอยู่บนเพดานกำลังถ่ายทอดสดการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล ฉันล้วงกระดาษใบนั้นออกมาจากกระเป๋าเสื้อด้วยความเหม่อลอย สายตาจ้องมองตัวเลขบนหน้าจอทีละหลัก… ทีละหลัก…
งวดนี้… รางวัลที่หนึ่ง และรางวัลแจ็กพอตพิเศษรวมมูลค่า 200 ล้านบาท!
ฉันก้มมองตัวเลขในมือสลับกับหน้าจอโทรทัศน์… ตัวเลขหกหลักนั้นตรงกันทุกตัว! หัวใจของฉันเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก น้ำตาแห่งความปีติไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้ มือที่หยาบกร้านสั่นเทาขณะกำลอตเตอรี่ใบนั้นไว้แน่น
“ภูผา! ภูผาของแม่! ลูกรอดแล้ว! แม่มีเงินรักษาลูกแล้วนะ!” ฉันกระซิบกับตัวเองอย่างบ้าคลั่ง สวรรค์มีตา สวรรค์ส่งเงินสองร้อยล้านมาเพื่อต่อลมหายใจให้แก้วตาดวงใจของฉัน!
III. การวิ่งแข่งกับมัจจุราช
ฉันรีบวิ่งลงไปติดต่อฝ่ายการเงินและติดต่อประสานงานกับตัวแทนของโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำทันที ฉันบอกพวกเขาว่าฉันมีเงินแล้ว ฉันพร้อมจะจ่ายทุกบาททุกสตางค์เพื่อย้ายลูกชายไปรับการรักษาที่ดีที่สุดเดี๋ยวนี้ ฉันวุ่นวายกับการโทรศัพท์และวิ่งทำเอกสารรับรองต่างๆ ด้วยหัวใจที่พองโต ความหวังที่เคยดับมอดกลับมาสว่างไสวเจิดจ้า
ภาพในหัวของฉันคือ ภูผาที่หายดี ภูผาที่ได้กลับไปวิ่งเล่นที่โรงเรียน ภูผาที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่… เงินสองร้อยล้านนี้ จะเนรมิตชีวิตใหม่ให้เราสองแม่ลูก
หลังจากจัดการเอกสารเบื้องต้นเสร็จ ฉันวิ่งกระหืดกระหอบกลับมาที่ตึกผู้ป่วยเด็ก รอยยิ้มกว้างที่สุดในชีวิตปรากฏบนใบหน้า ในมือของฉันกำเอกสารและลอตเตอรี่ใบนั้นไว้แน่นราวกับเป็นเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์
IV. เสียงประกาศจากนรก
แต่แล้ว… ในขณะที่ฉันเพิ่งก้าวเท้าผ่านประตูโถงชั้นล่างของตึกผู้ป่วย เสียงประกาศจากลำโพงของโรงพยาบาลก็ดังก้องขึ้น ตัดสลับกับเสียงอึกทึกของผู้คน
“ประกาศ… ขอเชิญญาติของเด็กชายภูผา กรุณาติดต่อที่ห้องไอซียูเด็กชั้นสี่ ด่วนค่ะ…”
ดวงใจของฉันกระตุกวาบ รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้าง
“ประกาศซ้ำ… ทีมแพทย์ฉุกเฉิน โค้ดบลู (Code Blue) เตียงหมายเลขสี่ ห้องไอซียูเด็ก ด่วนค่ะ…”
รหัส โค้ดบลู… รหัสที่ฉันรู้ดีว่ามันหมายถึงภาวะหัวใจหยุดเต้นและกำลังทำการปั๊มหัวใจยื้อชีวิต!
ขาทั้งสองข้างของฉันชาหนึบ แต่สัญชาตญาณความเป็นแม่สั่งให้ฉันออกตัววิ่ง วิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้จะทำได้ ฉันวิ่งฝ่าฝูงชน ล้มลุกคลุกคลานขึ้นบันไดไปสี่ชั้นโดยไม่รอลิฟต์ น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม ปากก็พร่ำสวดมนต์อ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกประการ
“อย่าเพิ่งทิ้งแม่ไปนะภูผา! แม่รวยแล้ว! แม่มีเงินซื้อยาให้หนูแล้ว! รอแม่ก่อน!”
V. โลงศพที่สร้างจากเงินสองร้อยล้าน
เมื่อฉันพังประตูห้องไอซียูเข้าไป ภาพที่เห็นตรงหน้าคือพยาบาลและหมอหลายคนกำลังผลัดกันปั๊มหน้าอกเล็กๆ ของลูกชายฉัน เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพดังลากยาวเป็นเส้นตรง… ปรี๊ดดดดดดด…
ฉันทรุดตัวลงคุกเข่าอยู่หน้าเตียง มองดูความพยายามอันสูญเปล่าของทีมแพทย์ เวลาผ่านไปสิบห้านาทีที่ยาวนานราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์ ในที่สุด คุณหมอก็ถอนหายใจและค่อยๆ ปล่อยมือออกจากหน้าอกของภูผา เขาหันมามองฉันด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสลดใจ
“หมอเสียใจด้วยครับคุณแม่… น้องภูผาจากพวกเราไปแล้วครับ น้องสู้จนถึงที่สุดแล้ว”
โลกทั้งใบของฉันแตกสลาย กลายเป็นเศษซากที่ไม่มีวันประกอบกลับคืนได้อีก ลอตเตอรี่มูลค่าสองร้อยล้านบาทในมือร่วงหล่นลงสู่พื้นกระเบื้องที่เย็นเฉียบ… มันไร้ค่า ไร้ความหมาย ไม่ต่างอะไรกับเศษกระดาษเปื้อนฝุ่น
ฉันคลานเข้าไปกอดร่างที่ไร้วิญญาณของลูกชาย ร้องไห้โหยหวนจนแทบขาดใจ เงินสองร้อยล้านที่ฉันเพิ่งได้รับมาเพื่อแลกกับชีวิตของเขา… สุดท้ายแล้ว มันก็เป็นเพียงแค่ ‘ตลกร้าย’ ที่มัจจุราชหยิบยื่นให้ เพื่อให้ฉันได้รู้ซึ้งว่า… ต่อให้มีเงินล้นฟ้า ก็ไม่อาจซื้อลมหายใจที่สูญเสียไปแล้วกลับคืนมาได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว.
