ขวบเพื่อประจบหลานรัก… สู่คำพิพากษาของปู่ที่จะทำให้คนใจดำสิ้นเนื้อประดาตัว!
I. งานวันเกิดที่ถูกลืมและฝ่ามือของพ่อ
คฤหาสน์ตระกูล “ศิริโภคา” คืนนี้สว่างไสวไปด้วยแสงไฟและเสียงเพลงเฉลิมฉลอง วันนี้คืองานเลี้ยงวันเกิดสุดหรูของ “พอร์ช” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ “รตี” ผู้เป็นน้องสาวของ “กวินทร์” รองประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่
แต่ไม่มีใครในคฤหาสน์หลังนี้จำได้เลยว่า… วันนี้ก็คือวันเกิดอายุครบ 7 ขวบของ “น้องนาวา” ลูกชายแท้ๆ ของกวินทร์เช่นเดียวกัน
ตั้งแต่ภรรยาของกวินทร์เสียชีวิตไปเมื่อห้าปีก่อน กวินทร์ก็เอาแต่บ้างานและหลงระเริงกับอำนาจเงินทอง เขาปล่อยปละละเลยนาวา และมักจะเอาอกเอาใจหลานชายอย่างพอร์ชมากกว่าลูกแท้ๆ ของตัวเอง เพื่อเอาใจรตีและสร้างภาพลักษณ์ครอบครัวที่อบอุ่นในวงสังคม
นาวายืนหลบมุมอยู่หลังเสาหินอ่อน แววตาเดียงสามองดูเค้กช็อกโกแลตก้อนโตสูงสามชั้นที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางงาน ท้องเล็กๆ ร้องโครกครากเพราะเด็กน้อยยังไม่ได้ทานข้าวเย็น นาวารวบรวมความกล้า เดินเตาะแตะเข้าไปกระตุกชายเสื้อสูทราคาแพงของกวินทร์ผู้เป็นพ่อ
“คุณพ่อครับ… นาวาขอเค้กสักชิ้นได้ไหมครับ… วันนี้วันเกิดนาวาเหมือนกัน นาวาอยากกินเค้ก…” เสียงเล็กๆ สั่นเครือ
กวินทร์ที่กำลังยืนถือแก้วไวน์คุยโอ้อวดเรื่องโปรเจกต์ร้อยล้านกับแขกเหรื่อ หันขวับมามองลูกชายด้วยสายตาหงุดหงิด พอร์ชที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบแผดเสียงร้องโวยวาย
“ไม่ให้! นี่มันเค้กของพอร์ชนะ! ไอ้ตัวประหลาดนี่มาแย่งเค้กพอร์ช คุณลุงกวินทร์ไล่มันไปเลยนะ!”
ความอับอายที่ถูกลูกชายมาทำตัว ‘งี่เง่า’ ต่อหน้าแขกวีไอพี ทำให้กวินทร์บันดาลโทสะ เขาไม่ได้มองเห็นความหิวโหยหรือความหวังในดวงตาของลูกชายเลยแม้แต่น้อย
เพียะ!!!
ฝ่ามือหนาตบฉาดเข้าที่แก้มซ้ายของเด็กชายวัย 7 ขวบอย่างแรงจนร่างเล็กล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้น!
“อย่ามาทำตัวตะกละและไร้มารยาทในงานของฉันนะนาวา! แกมันตัวซวยจริงๆ ทำให้ฉันต้องขายหน้าแขกผู้ใหญ่ ไสหัวกลับขึ้นไปบนห้องเดี๋ยวนี้ และคืนนี้ไม่ต้องลงมากินข้าว!” กวินทร์ตวาดลั่น
นาวานอนขดตัวอยู่บนพื้น มือเล็กๆ กุมแก้มที่เริ่มบวมแดง น้ำตาเม็ดโตไหลทะลักออกมา แต่เด็กน้อยไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงสะอื้น นาวาค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นและเดินก้มหน้าเดินขึ้นบันไดไปอย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของพอร์ชและรตี
ส่วนกวินทร์… เขาหันกลับไปชนแก้วไวน์และหัวเราะร่วนกับแขกเหรื่อ ราวกับว่าการตบตีเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองเป็นเพียงการปัดแมลงวันตัวหนึ่งทิ้งไป
II. ของขวัญราคาแพงและความโกรธของราชสีห์
เช้าวันรุ่งขึ้น…
กวินทร์เดินลงมากินอาหารเช้าด้วยใบหน้าเบิกบาน ในมือของเขาถือกล่อง iPad Pro รุ่นใหม่ล่าสุด ที่เพิ่งวางขาย เขาเดินตรงไปยื่นให้พอร์ชที่กำลังนั่งกินแพนเค้กอยู่
“นี่ของขวัญวันเกิดย้อนหลังจ้ะหลานรัก ลุงสั่งสเปกท็อปสุดมาให้พอร์ชเลยนะ” กวินทร์ลูบหัวหลานชายอย่างเอ็นดู
“ว้าว! ขอบคุณครับคุณลุงกวินทร์ ลุงกวินทร์รวยที่สุดเลย!” พอร์ชกระโดดโลดเต้น
รตียิ้มกริ่ม “แหม พี่กวินทร์ก็สปอยล์หลานเกินไปนะคะ เดี๋ยวอีกหน่อยขึ้นเป็นประธานบริษัทเต็มตัว คงซื้อรถสปอร์ตให้หลานแน่ๆ”
“แน่นอนสิรตี พี่ทำงานหนักสร้างกำไรให้บริษัทตั้งเท่าไหร่ เงินแค่นี้จิ๊บจ๊อยมาก” กวินทร์ยืดอกโอ้อวดอำนาจบารมีของตัวเอง
แต่ในขณะที่พวกเขากำลังหัวเราะร่วนกันอยู่นั้น… ประตูห้องอาหารก็ถูกผลักออกอย่างแรง
“เจ้าสัวธนินท์” ประธานใหญ่แห่งศิริโภคากรุ๊ป ผู้เป็นพ่อของกวินทร์และปู่แท้ๆ ของนาวา ก้าวเดินเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าที่ถมึงทึงราวกับพายุทอร์นาโด ท่านเพิ่งกลับจากการคุยธุรกิจที่ต่างประเทศเร็วกว่ากำหนด
และสิ่งที่ทำให้ทุกคนในห้องอาหารต้องกลั้นหายใจ คือร่างเล็กๆ ของ นาวา ที่ถูกเจ้าสัวจูงมือเดินตามเข้ามาด้วย… ใบหน้าซีกซ้ายของเด็กชายวัย 7 ขวบ มีรอยช้ำสีม่วงอมเขียวขนาดใหญ่ประทับอยู่อย่างชัดเจนจนน่าสลดใจ!
“ค-คุณพ่อ… กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ ทำไมไม่บอกผมก่อน จะได้ให้คนขับรถไปรับ” กวินทร์หน้าถอดสี รีบลุกขึ้นยืน
เจ้าสัวธนินท์ไม่ตอบคำถาม ท่านกวาดสายตามองกล่อง iPad ราคาแพงบนโต๊ะ สลับกับมองแก้มที่บวมช้ำของหลานชายตัวน้อย แววตาของชายชราเต็มไปด้วยความร้าวรานและความโกรธจัดที่แผดเผา
“เมื่อกี้ฉันเดินผ่านห้องครัว… ป้าแม่บ้านเล่าให้ฉันฟังหมดแล้ว เรื่องงานวันเกิดเมื่อคืน…” น้ำเสียงของเจ้าสัวเย็นเยียบจนจับขั้วหัวใจ “แกตีลูกแท้ๆ ของแก เพียงเพราะเขาขอเค้กวันเกิดชิ้นเดียว… แต่เช้าวันนี้ แกกลับเอาเงินไปซื้อของเล่นราคาแพงให้ลูกคนอื่นฮะ กวินทร์!”
“โธ่ คุณพ่อครับ…” กวินทร์พยายามแก้ตัว “นาวาทำตัวไร้มารยาทต่อหน้าผู้ใหญ่ ผมก็แค่ลงโทษสั่งสอนนิดหน่อยเองครับ เด็กมันดื้อก็ต้องตีเป็นธรรมดา ส่วนพอร์ชเขาเป็นเด็กดี ผมก็ต้องให้รางวัล”
“สั่งสอนนิดหน่อย?” เจ้าสัวธนินท์แค่นหัวเราะ ก่อนจะชี้หน้าลูกชายเนรคุณ “แกตบหน้าเด็ก 7 ขวบจนเขียวช้ำขนาดนี้ แกเรียกมันว่านิดหน่อยงั้นเหรอ! แกมันไม่ใช่คน! แกหลงระเริงในอำนาจ หลงคำเยินยอจอมปลอม จนลืมไปแล้วว่าความรักของพ่อที่แท้จริงมันเป็นยังไง!”
กวินทร์อึกอัก รตีพยายามจะพูดแทรก “คุณพ่อคะ พี่กวินทร์เขาทำงานหนักเพื่อบริษัทนะคะ เขาเป็นรองประธาน เขาจะจัดการลูกเขายังไงก็สิทธิ์ของเขานี่คะ”
เจ้าสัวธนินท์ปรายตามองลูกสาวด้วยหางตา ก่อนจะหันกลับมาจ้องตากวินทร์อย่างเด็ดขาด ท่านดึงตัวน้องนาวาเข้ามากอดไว้แนบอกราวกับจะปกป้องแก้วตาดวงใจ
“แกคิดว่าแกยิ่งใหญ่มากนักใช่ไหมกวินทร์? แกคิดว่าเงินทองและตำแหน่งที่แกมี มันจะคุ้มครองสันดานหยาบช้าของแกได้ตลอดไปงั้นสิ…”
ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจและเด็ดขาดที่สุด ประโยคต่อมาของท่านเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ผ่าลงมากลางวันแสกๆ
“จำคำพูดของฉันไว้ให้ดี… พรุ่งนี้… อํานาจ ทรัพย์สิน และทุกสิ่งทุกอย่างที่แกเคยโอ้อวด จะสูญสิ้นไปจนไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว!”
III. รุ่งอรุณแห่งการพิพากษา
เช้าวันต่อมา ณ ห้องประชุมบอร์ดบริหารระดับสูงสุดของศิริโภคากรุ๊ป
กวินทร์เดินเข้ามาในห้องประชุมด้วยท่าทีหวาดหวั่น แต่เขายังคงปลอบใจตัวเองว่า พ่อคงแค่ขู่ด้วยความโกรธ ไม่มีทางที่พ่อจะตัดหางปล่อยวัดลูกชายที่เป็นผู้บริหารหลักของบริษัทได้
แต่เขาคิดผิดมหันต์…
เมื่อเจ้าสัวธนินท์ก้าวเข้ามาในห้อง ท่านไม่ได้มามือเปล่า แต่มาพร้อมกับทีมทนายความระดับประเทศ เอกสารปึกใหญ่ถูกโยนลงกลางโต๊ะประชุม
“กราบเรียนคณะกรรมการทุกท่าน…” ทนายความเริ่มต้นขึ้น “ตามคำสั่งของท่านประธานใหญ่ นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป นายกวินทร์ ศิริโภคา จะถูก ปลดออกจากตำแหน่งรองประธานบริษัทและทุกตำแหน่งในเครือ เนื่องจากพบหลักฐานการบริหารงานที่ผิดพลาดและพฤติกรรมที่เสื่อมเสียต่อองค์กร”
“ม-ไม่จริง! คุณพ่อ! คุณพ่อทำแบบนี้กับผมไม่ได้นะ!” กวินทร์ผุดลุกขึ้นยืน ตัวสั่นเทาด้วยความช็อกสุดขีด
“ยังไม่จบแค่นั้นครับ” ทนายความพูดต่ออย่างเยือกเย็น “ท่านประธานได้ทำการปรับปรุงพินัยกรรมใหม่ หุ้นทั้งหมด 60% ที่เคยระบุว่าจะตกเป็นของนายกวินทร์และนางสาวรตี จะถูกโอนเข้าสู่ ‘กองทุนทรัสต์’ โดยมี เด็กชายนาวา ศิริโภคา เป็นผู้รับผลประโยชน์เพียงผู้เดียวเมื่อบรรลุนิติภาวะ ส่วนนายกวินทร์และนางสาวรตี… จะถูกตัดออกจากกองมรดกอย่างถาวร!”
กวินทร์เข่าอ่อน ทรุดลงไปกองกับพื้นห้องประชุม อำนาจ บารมี และเงินทองที่เขาเคยใช้โอ้อวดและกดหัวคนอื่น บัดนี้มลายหายไปในพริบตา เขากลายเป็นเพียงผู้ชายตัวเปล่าที่ไม่มีอะไรเลย!
“คุณพ่อ… ผมขอโทษ! ผมผิดไปแล้ว ให้โอกาสผมเถอะครับ ผมจะดูแลนาวาให้ดี ผมสัญญา!” กวินทร์คลานเข่าเข้าไปเกาะขาเก้าอี้ของเจ้าสัว ร้องไห้ฟูมฟายอย่างไร้ศักดิ์ศรี
เจ้าสัวธนินท์มองลูกชายด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งความปรานี
“แกสูญเสียโอกาสนั้นไป ตั้งแต่วินาทีที่แกเงื้อฝ่ามือตบหน้าหลานรักของฉันแล้ว… ไสหัวออกไปจากบริษัทของฉันซะ และอย่ามาให้ฉันกับนาวาเห็นหน้าอีก!”
IV. แผลที่จางหายและความรักที่แท้จริง
เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน…
คฤหาสน์ที่เคยเงียบเหงา บัดนี้อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะสดใสของเด็กน้อย
ที่สวนหลังบ้าน เจ้าสัวธนินท์กำลังนั่งมองน้องนาวาที่กำลังแกะกล่องของขวัญกล่องใหญ่ รอยช้ำบนแก้มของเด็กชายจางหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงรอยยิ้มที่เบิกบานและดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความสุข
“สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังนะหลานปู่… เปิดดูสิว่าชอบไหม”
นาวาเปิดกล่องออก ภายในนั้นไม่ใช่ของเล่นราคาแพงหรูหรา แต่มันคือ ชุดโมเดลรถไฟไม้ ที่นาวาเคยชี้ให้ปู่ดูในนิตยสารเมื่อหลายเดือนก่อน เด็กน้อยกระโดดกอดคอปู่ด้วยความดีใจ
“ขอบคุณครับคุณปู่! นาวารักคุณปู่ที่สุดในโลกเลย!”
ชายชรากอดหลานชายไว้แน่น น้ำตาแห่งความตื้นตันรื้นขึ้นมาที่หางตา เงินทองร้อยล้านพันล้าน อาจจะซื้อของเล่นราคาแพงเพื่อโอ้อวดสังคมได้… แต่มันไม่มีวันซื้อ ‘ความรักที่บริสุทธิ์’ และ ‘ความอบอุ่นในหัวใจ’ ได้เลย
ส่วนกวินทร์และรตี… พวกเขาต้องระเห็จออกไปเช่าคอนโดเล็กๆ อยู่ และดิ้นรนหางานทำเพื่อเลี้ยงดูหลานที่ถูกสปอยล์จนเสียคน รสชาติของความตกต่ำและสูญสิ้นทุกสิ่ง… คือบทลงโทษที่สาสมที่สุด สำหรับคนที่กล้าทำร้ายหัวใจอันบริสุทธิ์ของเด็กน้อยเพียงเพื่อความจองหองของตัวเอง!
