เมื่อเจ้าบ่าวหยามเกียรติให้ฉันเป็นคนรับใช้… สู่การก้าวเดินจากลาที่ทิ้ง ‘ใบสั่งฟ้องล้มละลาย’ ไว้ให้ดูต่างหน้า!
I. รอยยิ้มจอมปลอมหลังม่านวิวาห์
งานฉลองมงคลสมรสระดับพันล้าน ณ โรงแรมหรูใจกลางกรุงเทพมหานครเพิ่งจบลงไปอย่างยิ่งใหญ่ แขกเหรื่อกว่าพันคนต่างชื่นชมในความเหมาะสมราวกับกิ่งทองใบหยกของ “ลลิตา” ทายาทสาวจากตระกูลผู้ดีเก่าที่ดูเรียบง่าย และ “กฤต” นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงแห่งตระกูลจิระประภา ตระกูลเศรษฐีใหม่ที่กำลังมาแรงในแวดวงอสังหาริมทรัพย์
ฉันก้าวเข้ามาในคฤหาสน์หลังงามของตระกูลสามีด้วยความเหนื่อยล้า ชุดแต่งงานทรงหางปลาที่ประดับด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้หนักอึ้งจนทำให้ฉันแทบก้าวขาไม่ออก แต่ในใจกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังที่จะสร้างครอบครัวที่อบอุ่น
ทว่า ทันทีที่บานประตูคฤหาสน์ปิดลง รอยยิ้มแสนหวานของกฤตที่เคยมีให้ฉันมาตลอดหนึ่งปีที่คบกัน กลับอันตรธานหายไปราวกับเป็นคนละคน เขาปลดเนคไทออกอย่างหงุดหงิด โยนเสื้อสูทราคาแพงทิ้งลงบนโซฟา โดยมี “คุณหญิงประภา” แม่ของเขา นั่งกอดอกไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หลุยส์ด้วยสายตาที่เยือกเย็นและเหยียดหยาม
“คุณกฤตคะ ช่วยลลิตาปลดซิปชุดหน่อยได้ไหมคะ ลลิตาเอี้ยวตัวไม่ถึง…” ฉันเอ่ยปากขอความช่วยเหลือด้วยรอยยิ้ม
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมา ไม่ใช่อ้อมกอดหรือความช่วยเหลืออย่างที่เจ้าบ่าวควรจะทำให้เจ้าสาวในคืนส่งตัว…
II. ผ้าขี้ริ้วและคำประกาศิต
พั่บ!!!
ก้อนผ้าสีดำคล้ำที่ส่งกลิ่นเหม็นหืนของน้ำมันเครื่อง ถูกกฤตปาอัดเข้าที่ใบหน้าของฉันอย่างแรง! คราบน้ำมันเหนียวเหนอะหนะเปื้อนเครื่องสำอางบนใบหน้าและชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ของฉันจนเป็นรอยด่างดวงที่น่าสะอิดสะเอียน
ฉันชะงักงัน ก้อนผ้าขี้ริ้วนั้นร่วงหล่นลงแทบเท้า ฉันเงยหน้ามองผู้ชายที่เพิ่งสวมแหวนให้ฉันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนด้วยความไม่เข้าใจ
กฤตแสยะยิ้ม นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและดูแคลน
“จำเอาไว้นะลลิตา… ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หน้าที่ของเธอไม่ใช่ ‘คุณนาย’ ของบ้านหลังนี้ แต่เธอคือ ‘คนรับใช้’ ของตระกูลฉัน!”
คุณหญิงประภาหัวเราะร่วนในลำคอ เสริมขึ้นมาทันที “บ้านเราไม่ต้องการสะใภ้ที่เอาแต่นั่งชูคอเป็นคุณหนูหรอกนะพรุ่งนี้ตื่นตีสี่มาทำกับข้าว ซักผ้า และขัดส้วมให้หมดทุกห้อง อย่าคิดว่าครอบครัวเธอเคยเป็นผู้ดีเก่าแล้วฉันจะเกรงใจ ตอนนี้ครอบครัวเธอตกอับจนต้องเอาลูกสาวมาใส่ตะกร้าล้างน้ำขายให้ตระกูลฉันแล้ว เจียมตัวซะบ้าง!”
พวกเขาคิดว่าครอบครัวของฉันกำลังเผชิญกับวิกฤตทางการเงิน และการแต่งงานครั้งนี้คือการที่ฉันมาเกาะพวกเขาเพื่อพยุงฐานะตัวเอง กฤตคิดว่าเขาถือไพ่เหนือกว่า และสามารถกดขี่ข่มเหงฉันได้อย่างที่ใจต้องการ
III. รอยยิ้มแห่งการจากลา
ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่น คงจะทรุดตัวลงร้องไห้ฟูมฟาย หรือโวยวายด้วยความโกรธแค้นที่ถูกหักหลังตั้งแต่วันแรกของการใช้ชีวิตคู่
แต่สำหรับฉัน… ฉันเพียงแค่หยิบผ้าขี้ริ้วผืนนั้นขึ้นมาเช็ดคราบน้ำมันบนแก้มออกอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเหยียดยิ้มบางๆ ที่มุมปาก มันเป็นรอยยิ้มที่สงบนิ่ง เยือกเย็น และอ่านไม่ออก
“ยิ้มบ้าอะไรของเธอ! ฉันสั่งให้ไปเปลี่ยนชุดแล้วมาเช็ดพื้นเดี๋ยวนี้!” กฤตตวาดลั่น
ฉันไม่ตอบรับคำสั่งนั้น ฉันค่อยๆ ดึง แหวนเพชรห้ากะรัต ที่นิ้วนางข้างซ้ายออก วางมันลงบนโต๊ะกระจกหน้าโซฟาอย่างนุ่มนวล เสียงของแหวนที่กระทบกับกระจกดังก้องในความเงียบ
“แหวนวงนี้… ฉันคืนให้ค่ะ” ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ไร้ซึ่งความอาวรณ์ “ฉันคิดว่าเราคงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ชีวิตร่วมกันอีกต่อไป ขอบคุณที่แสดงธาตุแท้ให้เห็นตั้งแต่วันแรกนะคะ กฤต”
ฉันหันหลังกลับ เดินตรงไปหยิบกระเป๋าเดินทางใบเล็กที่เพิ่งให้คนขับรถยกเข้ามาเมื่อครู่ แล้วก้าวเดินออกจากประตูคฤหาสน์ไปอย่างเด็ดเดี่ยว โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองพวกเขาสักวินาทีเดียว
“เฮอะ! จะไปไหนก็ไปเลย! นังผู้หญิงตกอับ ออกไปจากบ้านฉันแล้วแกจะไม่มีที่ซุกหัวนอน! เดี๋ยวพรุ่งนี้แกก็ต้องคลานเข่ากลับมากราบเท้าฉัน!” เสียงของกฤตตะโกนไล่หลังมาอย่างจองหอง
ฉันก้าวขึ้นรถแท็กซี่ที่วิ่งผ่านมาพอดี ปล่อยให้คฤหาสน์หลังนั้นค่อยๆ ลับสายตาไป… กฤตไม่มีวันรู้เลยว่า คนที่ต้องคลานเข่ามากราบเท้าในวันพรุ่งนี้ จะไม่ใช่ฉันอย่างแน่นอน
IV. กล่องของขวัญมูลค่ายี่สิบล้าน
เวลา 23.00 น. ภายในคฤหาสน์ตระกูลจิระประภา
กฤตและคุณหญิงประภากำลังนั่งจิบแชมเปญฉลองความสำเร็จ พวกเขาไม่ได้สะทกสะท้านกับการจากไปของฉันเลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่พวกเขาสนใจในค่ำคืนนี้คือ ‘ของขวัญวิวาห์’ จากฝั่งครอบครัวของฉัน
“ตากฤต รีบเปิดกล่องไม้สักใบนั้นเร็วเข้า! พ่อของนังลลิตาบอกแม่ว่า ของขวัญในกล่องนี้มีมูลค่าถึงยี่สิบล้านบาทเชียวนะ! ถึงตระกูลมันจะเริ่มถังแตก แต่ของเก่าเก็บคงมีราคาไม่เบา!” คุณหญิงประภาตาลุกวาวด้วยความโลภ
กฤตยิ้มกริ่ม หยิบกุญแจที่ได้รับจากพ่อของฉันไขเปิดกล่องไม้สักสลักลายโบราณที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน
“ถ้าเป็นเช็คเงินสดยี่สิบล้าน พรุ่งนี้ผมจะเอาไปเคลียร์หนี้ก้อนสุดท้ายที่เรากู้ธนาคารมาหมุนในบริษัท แล้วคราวนี้ตระกูลเราก็จะผงาดสักทีครับแม่!”
แกร๊ก…
ฝากล่องถูกเปิดออก… ทว่า ภายในนั้นไม่มีเช็คเงินสด ไม่มีทองคำแท่ง และไม่มีเครื่องเพชรโบราณใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียง แฟ้มเอกสารสีดำ และ จดหมายหนึ่งฉบับ ที่ประทับตราครั่งสีแดงรูปสัญลักษณ์ของตระกูลฉัน
กฤตขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ เขาหยิบจดหมายนั้นขึ้นมาเปิดอ่าน ก่อนที่รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาจะแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า ขาทั้งสองข้างของเขาเริ่มสั่นระริกราวกับจับไข้!
“ม-มีอะไรตากฤต! ในนั้นเขียนว่าอะไร ทำไมทำหน้าแบบนั้น!” คุณหญิงประภาเริ่มใจคอไม่ดี แย่งจดหมายในมือลูกชายมาอ่านบ้าง
เนื้อความในจดหมายเขียนด้วยลายมือของฉันเอง:
“เรียน กฤต และ คุณหญิงประภา…
ของขวัญมูลค่ายี่สิบล้านที่ครอบครัวฉันเตรียมไว้ให้ แท้จริงแล้วคือ ‘ใบเสร็จรับเงินการไถ่ถอนจำนอง’ คฤหาสน์หลังนี้ และเอกสารการชำระหนี้สินทั้งหมดที่บริษัทของพวกคุณกำลังจะถูกฟ้องล้มละลาย ฉันตั้งใจจะมอบชีวิตใหม่ให้กับพวกคุณในฐานะครอบครัวเดียวกัน…
แต่ในเมื่อพวกคุณเลือกที่จะต้อนรับฉันด้วยผ้าขี้ริ้วและการดูถูกเหยียดหยาม ของขวัญชิ้นนั้นจึงถูกยกเลิก… แฟ้มสีดำที่อยู่ในกล่อง คือ ‘หมายศาลฟ้องขับไล่’ และเอกสารยืนยันว่า บริษัท ‘LLT Capital’ ซึ่งฉันเป็นประธานกรรมการบริหาร ได้เข้าซื้อหนี้เสียทั้งหมดของตระกูลจิระประภาไว้แล้ว
คฤหาสน์หลังนี้ ตอนนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของฉันอย่างสมบูรณ์แบบ กรุณาเก็บของและไสหัวออกไปจากบ้านของฉันภายในเวลา 08.00 น. ของวันพรุ่งนี้… หวังว่าจะสนุกกับชีวิตข้างถนนนะคะ
ลลิตา”
V. ความเงียบงันที่แสนเจ็บปวด
แฟ้มเอกสารสีดำร่วงหล่นลงจากมือของคุณหญิงประภา กระจายเกลื่อนพื้นพรม ทุกหน้าประทับตราสีแดงจากศาลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ตระกูลจิระประภาไม่ได้รวยอย่างที่สร้างภาพ พวกเขาเอาคฤหาสน์ไปจำนองเพื่อพยุงธุรกิจที่กำลังล่มสลาย และหวังจะใช้ฉันเป็นเครื่องมือในการสูบเลือดสูบเนื้อ แต่กฤตกลับเข้าใจผิดคิดว่าครอบครัวของฉันต่างหากที่ตกอับ เพราะฉันชอบทำตัวติดดินและใช้ของราคาถูก
“ม-ไม่จริง… ลลิตาเป็น CEO ของ LLT Capital งั้นเหรอ! บริษัททุนยักษ์ใหญ่นั่นน่ะนะ!” กฤตละล่ำละลัก เสียงแหบพร่าราวกับคนขาดอากาศหายใจ “ผ-ผมทำอะไรลงไป… ผมเพิ่งเอาผ้าขี้ริ้วโยนใส่หน้ามหาเศรษฐีที่ถือโฉนดบ้านผมอยู่เหรอ!”
“ต-ตากฤต! รีบโทรหาน้องเดี๋ยวนี้! โทรไปง้อขอโทษน้อง บอกว่าเราแค่ล้อเล่น! ถ้าเราโดนยึดบ้าน เราจะไปอยู่ที่ไหน!” คุณหญิงประภากรีดร้องอย่างเสียสติ ร่างกายสั่นงันงก ทรุดตัวลงไปนั่งกองกับพื้น
กฤตรีบกดโทรศัพท์มือถือโทรหาฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า มือของเขาสั่นจนกดผิดกดถูก… แต่สิ่งที่เขาได้รับ มีเพียงเสียงตอบรับอัตโนมัติ
“หมายเลขที่คุณเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้…”
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมคฤหาสน์หลังใหญ่ มันเป็นความเงียบที่น่ากลัวและเจ็บปวดที่สุดในชีวิตของพวกเขา ไม่มีเสียงโวยวาย ไม่มีข้ออ้างใดๆ ที่จะช่วยเหลือพวกเขาได้อีกแล้ว
VI. รุ่งอรุณแห่งการชำระแค้น
เช้าวันรุ่งขึ้น เวลา 08.00 น. ตรง
รถตู้สีดำสนิทสามคันแล่นเข้ามาจอดที่หน้าคฤหาสน์ตระกูลจิระประภา ทีมทนายความชุดสูทและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรูปร่างกำยำนับสิบคน ก้าวลงมาจากรถ พร้อมด้วยตัวฉัน… ลลิตา ในชุดสูททำงานแบรนด์เนมที่ดูสง่างามและทรงอำนาจ แตกต่างจากเจ้าสาวที่ดูอ่อนโยนเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง
กฤตและคุณหญิงประภาในสภาพอิดโรย ขอบตาดำคล้ำเพราะไม่ได้นอนทั้งคืน วิ่งกระหืดกระหอบออกมาที่หน้าประตู
“ลลิตา! คุณมาแล้ว! ผมขอโทษ! ผมมันโง่เอง ผมผิดไปแล้ว ยกโทษให้ผมเถอะนะ เรายังเป็นสามีภรรยากันอยู่นะ!” กฤตพยายามจะถลันเข้ามาจับมือฉัน แต่ถูกบอดี้การ์ดร่างยักษ์ขวางเอาไว้
“เมื่อคืนฉันทิ้งแหวนแต่งงานไว้ให้แล้วไงคะ ถือซะว่างานแต่งของเราเป็นแค่ฝันร้ายชั่วข้ามคืนก็แล้วกัน” ฉันแสยะยิ้ม มองอดีตแม่ผัวและอดีตสามีด้วยแววตาที่เย็นเยียบ “เวลาหมดแล้วค่ะคุณกฤต… รปภ. คะ ช่วยเชิญ ‘อดีตเจ้าของบ้าน’ ออกไปจากเขตพื้นที่ของฉันด้วยค่ะ ถ้าพวกเขาดื้อดึง… ก็โยนออกไปได้เลย”
“ไม่นะ! ลลิตา! เมตตาฉันเถอะ ฉันแก่แล้ว จะให้ฉันไปอยู่ข้างถนนได้ยังไง!” คุณหญิงประภาร้องไห้โฮ คลานเข่าลงบนพื้นหินอ่อน
ฉันปรายตามองหญิงชราที่เคยสั่งให้ฉันไปขัดส้วมเมื่อคืน ก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด
“จำเอาไว้นะคะ… คนที่ชอบทำตัวเย่อหยิ่งและเหยียบย่ำคนอื่น มักจะลืมมองไปว่า ตัวเองกำลังยืนอยู่บนแผ่นดินของใคร!”
ฉันหันหลังเดินเข้าคฤหาสน์หลังงามของตัวเอง ปล่อยให้เสียงกรีดร้องและเสียงสะอื้นไห้ของสองแม่ลูกดังระงมอยู่หน้าประตูรั้ว… ผ้าขี้ริ้วผืนนั้น ได้เช็ดคราบความอ่อนแอในตัวฉันออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงนางพญาที่พร้อมจะบดขยี้ทุกคนที่กล้ามาลองดี!
