‘แม่บังเกิดเกล้า’ ที่กำลังลากคอภรรยาของผมลงสู่นรกทั้งเป็น!
I. เสียงสะอื้นในความเงียบสงัด
นาฬิกาดิจิทัลบนโต๊ะทำงานกะพริบเปลี่ยนเป็นเวลา 02.00 น. บรรยากาศภายในออฟฟิศใจกลางเมืองกรุงเทพฯ เงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศและเสียงพิมพ์คีย์บอร์ดของผม “กวิน” สถาปนิกหนุ่มที่ต้องรับหน้าที่หัวหน้าครอบครัว ผมกำลังเร่งปั่นแบบแปลนโปรเจกต์ใหญ่ให้เสร็จทันกำหนดส่งในเช้าวันรุ่งขึ้น ความเหนื่อยล้ากัดกินไปทุกอณูของร่างกาย แต่เมื่อนึกถึงรอยยิ้มของ “นลิน” ภรรยาสุดที่รัก และ “น้องคิน” ลูกชายตัวน้อยวัยเพิ่งครบเดือน หัวใจของผมก็กลับมามีแรงสู้ต่อ
ผมพักสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ เอื้อมมือไปหยิบสมาร์ทโฟนเพื่อจะเปิดดูแอปพลิเคชัน ‘เบบี้มอนิเตอร์’ (กล้องวงจรปิดที่ซ่อนอยู่ในห้องนอนเด็ก) หวังเพียงจะได้เห็นภาพลูกน้อยนอนหลับปุ๋ยเพื่อเติมกำลังใจ
แต่ทันทีที่แอปพลิเคชันเชื่อมต่อสำเร็จ สิ่งแรกที่พุ่งชนโสตประสาทของผมไม่ใช่ความเงียบสงบ แต่เป็น เสียงแผดร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตายของน้องคิน มันไม่ใช่เสียงร้องกวนปกติ แต่เป็นเสียงร้องที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและต้องการความช่วยเหลือ!
ผมรีบเพ่งมองไปที่หน้าจอ ภาพที่ปรากฏทำให้คิ้วของผมขมวดเข้าหากัน นลิน ภรรยาของผมกำลังนั่งพิงกำแพงอยู่ข้างเปลเด็ก สภาพของเธออิดโรยอย่างหนัก ใบหน้าซีดเผือด ขอบตาดำคล้ำจากการอดนอนสะสมมาหลายสัปดาห์ เธอพยายามจะเอื้อมมือไปอุ้มลูก แต่ร่างกายกลับไร้เรี่ยวแรงจนทำได้เพียงซบหน้าลงกับเข่าแล้วสะอื้นไห้
ทำไมคุณแม่ถึงไม่ไปช่วยดูลูกล่ะ? ผมตั้งคำถามในใจ เพราะ “คุณนายพรรณี” แม่บังเกิดเกล้าของผม อาสาย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านเพื่อช่วยดูแลหลานในตอนที่ผมต้องทำงานดึกดื่น
และในวินาทีต่อมา… คำตอบที่ผมได้รับ ก็เกือบจะทำให้หัวใจของผมหยุดเต้น
II. ปีศาจในคราบแม่
ประตูห้องนอนเด็กถูกผลักออก ร่างของแม่ผมเดินเข้ามาในห้อง ทว่าสิ่งที่ทำให้เลือดในกายของผมเย็นเฉียบ ไม่ใช่การปรากฏตัวของท่าน แต่เป็น ‘แววตา’ ที่ท่านใช้จ้องมองภรรยาของผม
มันไม่ใช่แววตาของแม่ย่าผู้เมตตา แต่มันคือแววตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ ขยะแขยง และชิงชังอย่างปิดไม่มิด!
“แม่… แม่จะทำอะไร…” ผมพึมพำกับตัวเองขณะจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ด้วยมือที่สั่นเทา
แม่ของผมไม่ได้เดินไปอุ้มหลานที่กำลังร้องไห้จ้า แต่ท่านกลับก้าวสามขุมเข้าไปหานลินที่กำลังนั่งหมดแรงอยู่บนพื้น ก่อนที่เหตุการณ์อันน่าสยดสยองที่สุดในชีวิตผมจะเกิดขึ้น!
คุณนายพรรณีเงื้อมือขึ้น กระชากกลุ่มผมของนลินอย่างแรงจนภรรยาของผมหงายหลังล้มลงไปกองกับพื้น!
“โอ๊ย! คุณแม่… นลินเจ็บค่ะ…” เสียงของภรรยาผมดังลอดผ่านลำโพงโทรศัพท์ มันช่างแหบพร่าและน่าเวทนาเหลือเกิน
“เจ็บสิดี! นังสำออย! แกคิดว่าลูกชายฉันหาเงินมาเหนื่อยแทบตาย เพื่อให้แกมานั่งทำตัวเป็นคุณนายอ่อนแออยู่บ้านหรือไง!” แม่ของผมตะตอกใส่หน้าเธออย่างเกรี้ยวกราด
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นทำให้ผมแทบหยุดหายใจ แม่ของผมออกแรงกระชากผมของนลิน และ ลากร่างที่ไร้ทางสู้ของเธอไปตามพื้นห้องอย่างป่าเถื่อน! นลินพยายามใช้มือปัดป้องและร้องไห้อ้อนวอน แต่แม่ของผมกลับไม่มีความปรานีใดๆ ท่านลากภรรยาของผมไปกระแทกกับขาเปลเด็ก จนเปลของน้องคินสั่นสะเทือน ลูกชายของผมยิ่งแผดเสียงร้องดังขึ้นด้วยความตกใจ
“ลุกขึ้นมาเงียบปากไอ้เด็กมารหัวขนเดี๋ยวนี้! ถ้าแกดูแลมันไม่ได้ ก็ไสหัวออกจากบ้านลูกชายฉันไป!” แม่ของผมเตะซ้ำเข้าที่สีข้างของนลินอย่างเลือดเย็น
ผมช็อกจนพูดไม่ออก โลกทั้งใบพังทลายลงตรงหน้า… ผู้หญิงที่เลี้ยงดูผมมาตั้งแต่เกิด กำลังทำร้ายภรรยาของผมอย่างโหดเหี้ยม ราวกับสัตว์เดรัจฉาน!
III. เหยียบคันเร่งฝ่านรก
สติของผมกลับมาอย่างรวดเร็ว ผมกดปุ่ม ‘บันทึกวิดีโอ’ บนหน้าจอสมาร์ทโฟนเพื่อเก็บหลักฐานทุกวินาที ก่อนจะคว้ากุญแจรถและพุ่งตัวออกจากออฟฟิศราวกับคนเสียสติ
ระยะทางจากออฟฟิศถึงบ้านที่เคยใช้เวลาเกือบชั่วโมง ผมเหยียบคันเร่งมิดไมล์ ฝ่าไฟแดงและทะยานผ่านความมืดมิดของกรุงเทพฯ ยามตีสองด้วยหัวใจที่ลุกโชนไปด้วยความโกรธแค้นและความรู้สึกผิดที่ปล่อยให้ภรรยาต้องเผชิญหน้ากับปีศาจร้ายเพียงลำพัง
อดทนไว้นะนลิน… พี่กำลังไปช่วยแล้ว!
สิบห้านาทีต่อมา ผมจอดรถกระชากเบรกหน้าบ้านอย่างรุนแรง ผมวิ่งกระแทกประตูบ้านเข้าไป ไม่สนใจที่จะถอดรองเท้า สองขาก้าวขึ้นบันไดทีละสามขั้น พุ่งตรงไปยังห้องนอนเด็กทันที!
IV. คำพิพากษาของหัวหน้าครอบครัว
ปัง!!
ผมถีบประตูห้องนอนเด็กจนเปิดผางออก ภาพที่เห็นตรงหน้าคือ นลินกำลังกอดลูกน้อยแนบอก นั่งตัวสั่นเทาอยู่มุมห้อง โดยมีแม่ของผมยืนชี้หน้าด่าทอเธออยู่
“กวิน! ท-ทำไมลูกกลับมาป่านนี้ล่ะ!” แม่ของผมสะดุ้งสุดตัว รีบปรับเปลี่ยนสีหน้าจากปีศาจร้ายกลายเป็นแม่ผู้แสนดีในเสี้ยววินาที “ดูสิลูก นังนลินมันไม่ยอมดูลูก ปล่อยให้หลานแม่ร้องไห้จนเสียงแหบเสียงแห้ง แม่เข้ามาเตือนดีๆ มันก็ทำเป็นบีบน้ำตาใส่แม่…”
“หยุดตอแหลสักทีเถอะครับแม่!!!”
ผมตวาดลั่นจนบ้านทั้งหลังแทบจะสะเทือน เสียงของผมดุดันและแข็งกร้าวอย่างที่แม่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ผมเดินเข้าไปประคองร่างที่บอบช้ำของนลินขึ้นมาสวมกอดไว้แน่น ภรรยาของผมปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น เสื้อผ้าของเธอหลุดลุ่ยและมีรอยช้ำที่แขนอย่างเห็นได้ชัด
“ก-กวิน แกกล้าตะคอกใส่แม่เหรอ! นังนี่มันเป่าหูอะไรแก!” แม่พยายามจะแผดเสียงสู้
ผมไม่ตอบ แต่ล้วงสมาร์ทโฟนออกมา เปิดคลิปวิดีโอวงจรปิดที่เพิ่งบันทึกไว้เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน และหันหน้าจอไปทางท่าน… ภาพที่ท่านกระชากผมนลินและลากเธอไปกับพื้น ฉายชัดพร้อมกับเสียงด่าทออันหยาบคาย
ใบหน้าของแม่ซีดเผือดราวกับกระดาษ ขาทั้งสองข้างก้าวถอยหลังไปโดยอัตโนมัติ
“น-นั่นมัน… กวิน ฟังแม่ก่อนนะลูก แม่แค่สั่งสอนมัน…”
“สั่งสอนด้วยการลากคอเมียผมไปกับพื้นเนี่ยนะ!” ผมตะโกนสวนกลับ น้ำตาของลูกผู้ชายไหลออกมาด้วยความผิดหวังอย่างถึงที่สุด “ผมทำงานสายตัวแทบขาดเพื่อสร้างครอบครัวที่อบอุ่น ผมไว้ใจให้แม่มาช่วยดูแลพวกเขา แต่แม่กลับใช้โอกาสนี้ทำร้ายคนที่ผมรักที่สุด ลับหลังผม แม่ทำระยำแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว!”
“กวิน… แม่ทำไปเพราะรักลูกนะ! ผู้หญิงบ้านนอกแบบมันไม่คู่ควรกับลูกเลยสักนิด!”
“ถ้าความรักของแม่ คือการทำลายชีวิตครอบครัวของผม… ผมก็ไม่ต้องการมันอีกต่อไป!”
ผมชี้มือไปที่ประตูห้องด้วยแววตาที่เด็ดขาดและเย็นเยียบที่สุดในชีวิต
“เก็บของของแม่ แล้วออกไปจากบ้านของผมเดี๋ยวนี้! และอย่ากลับมาเหยียบที่นี่อีก!”
“กวิน! แกจะไล่แม่บังเกิดเกล้าเพื่อปกป้องนังเมียชั้นต่ำคนนี้งั้นเหรอ!” แม่กรีดร้องอย่างเสียสติ
“ใช่! เพราะตั้งแต่วินาทีที่แม่ทำร้ายนลิน แม่ก็ไม่ได้เป็นครอบครัวของผมอีกแล้ว… เชิญครับ ก่อนที่ผมจะโทรเรียกตำรวจมาลากตัวแม่ข้อหาทำร้ายร่างกาย!”
V. รุ่งอรุณแห่งการเยียวยา
เมื่อสิ้นเสียงขู่คำขาด แม่ของผมก็รู้ว่าท่านไม่มีทางสู้หลักฐานคาตาได้ ท่านเก็บข้าวของและเดินกระแทกเท้าออกจากบ้านไปพร้อมกับคำสาปแช่ง แต่ผมไม่สนใจคำพูดเหล่านั้นอีกต่อไปแล้ว ประตูบ้านถูกล็อกอย่างแน่นหนา เป็นการปิดตายฝันร้ายของพวกเราอย่างถาวร
ผมกลับขึ้นมาที่ห้องนอน อุ้มน้องคินไปวางไว้ในเปลอย่างเบามือ ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าตรงหน้านลินที่กำลังนั่งร้องไห้อยู่บนเตียง ผมกุมมือที่สั่นเทาของเธอขึ้นมาจูบซับน้ำตา
“พี่ขอโทษนะนลิน… พี่ขอโทษที่รู้ตัวช้าไป ขอโทษที่ปล่อยให้นลินต้องเจอกับเรื่องเลวร้ายแบบนี้” ผมสะอื้น
นลินลูบผมของผมเบาๆ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่ซีดเซียวของเธอ
“ไม่เป็นไรค่ะกวิน… ขอบคุณนะคะที่กลับมา ขอบคุณที่เลือกปกป้องนลินกับลูก”
คืนนั้น ผมกอดภรรยาไว้ในอ้อมแขนจนกระทั่งแสงแรกแห่งรุ่งอรุณสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง บทเรียนครั้งนี้สอนให้ผมรู้ว่า หน้าที่ของ ‘หัวหน้าครอบครัว’ ไม่ใช่แค่การออกไปหาเงินนอกบ้าน แต่คือการปกป้องคนที่เรารักจากอันตราย… แม้ว่าอันตรายนั้น จะมาจากคนที่ได้ชื่อว่า ‘สายเลือดเดียวกัน’ ก็ตาม.
