แชทครอบครัวสีเลือด: เมื่อคำปฏิเสธไร้เยื่อใย ผลักฉันสู่อุบัติเหตุในข่าวค่ำ…

 และบทเรียนตอกหน้าที่จะทำให้พวกเขาสลบทั้งยืน!

I. เถ้ากระดูกและความโดดเดี่ยวที่สนามบิน

สนามบินสุวรรณภูมิยามเย็นเต็มไปด้วยผู้คนที่เดินขวักไขว่และเสียงจอแจ แต่สำหรับ “รินรดา” โลกทั้งใบของเธอกลับเงียบสงัดและหนาวเหน็บ หญิงสาวในชุดสีดำสนิทก้าวเดินออกมาจากเกตด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว สองมือของเธอโอบกอดโถกระเบื้องเคลือบสีขาวไว้แนบอกอย่างทะนุถนอม… ภายในนั้นคือเถ้ากระดูกของ “กวิน” สามีอันเป็นที่รัก ซึ่งเพิ่งจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะที่พวกเขาเดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศ

รินรดาต้องจัดการพิธีศพอย่างโดดเดี่ยวในต่างแดนท่ามกลางความโศกเศร้าที่แสนสาหัส ไม่มีใครจากครอบครัวของเธอบินไปร่วมงานหรือแม้แต่จะโทรมาปลอบใจ สิ่งที่พวกเขาทำมีเพียงการส่งพวงหรีดแสดงความเสียใจผ่านตัวแทนเท่านั้น

ความเหนื่อยล้ากัดกินไปถึงกระดูก รินรดาลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่มาหยุดที่หน้าประตูทางออก ฝนด้านนอกกำลังตกกระหน่ำราวกับฟ้ารั่ว เธอหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา เปิดแอปพลิเคชัน LINE เข้าไปในกลุ่ม ‘ครอบครัววรโชติ’ ซึ่งมีแม่และพี่ชายของเธออยู่ในนั้น

นิ้วที่สั่นเทาพิมพ์ข้อความส่งไป…

รินรดา: “เครื่องของรินลงจอดแล้วนะคะตอน 5 โมงเย็น ฝนตกหนักมากเลย… มีใครพอจะขับรถมารับรินที่สนามบินได้บ้างไหมคะ?”

เธอเฝ้ารอด้วยความหวังอันริบหรี่ หวังเพียงแค่ความอบอุ่นจากครอบครัวในวันที่เธอเพิ่งสูญเสียโลกทั้งใบไป แต่เสียงแจ้งเตือนที่ตอบกลับมา กลับกลายเป็นมีดที่กรีดลึกลงไปในแผลเดิม

รณกร (พี่ชาย): “โอ๊ยริน! พวกเรายุ่งกันจะตายอยู่แล้ว วันนี้ที่บ้านมีนัดทานข้าวมื้อใหญ่ แกโตป่านนี้แล้ว กดหางานเรียก Uber หรือแท็กซี่นั่งกลับมาเองเถอะ แค่นี้ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้!”

ข้อความของพี่ชายยังไม่ทันจะทำให้ความจุกในอกจางหาย ข้อความของผู้เป็นแม่ก็เด้งตามมาติดๆ

คุณหญิงวิไล (แม่): “แกน่าจะรู้จักวางแผนและจัดการเรื่องพวกนี้ให้ดีกว่านี้นะตั้งแต่แรก! ไม่ใช่เอะอะก็มาทำตัวเป็นภาระคนอื่นกะทันหันแบบนี้ พ่อกวินตายไปทั้งคน แกควรจะเข้มแข็งและหัดพึ่งพาตัวเองได้แล้วนะรินรดา!”

รินรดายืนนิ่ง น้ำตาอุ่นๆ หยดหนึ่งร่วงแหมะลงบนโถกระเบื้องเคลือบ ครอบครัวที่ควรจะเป็นเซฟโซน กลับมองว่าความโศกเศร้าและการขอความช่วยเหลือของเธอเป็นเพียง ‘ภาระ’ ที่น่ารำคาญ

หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปาดน้ำตาทิ้ง ก่อนจะพิมพ์ตอบกลับไปด้วยประโยคสั้นๆ เพียงสองคำ…

รินรดา: “ไม่เป็นไรค่ะ”

II. มื้อค่ำอันแสนสุข และ แท็กซี่มรณะ

เวลา 18:30 น. ณ คฤหาสน์ตระกูลวรโชติ

บนโต๊ะอาหารไม้สักตัวยาว เต็มไปด้วยอาหารเหลาเลิศรสและไวน์ราคาแพง คุณหญิงวิไลและรณกรกำลังนั่งทานอาหารกันอย่างออกรส เสียงหัวเราะและบทสนทนาเรื่องธุรกิจดังขึ้นเป็นระยะ หน้าจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ในห้องอาหารเปิดทิ้งไว้ที่ช่องข่าวภาคค่ำ

“ยัยรินนี่ก็จริงๆ เลยนะคะคุณแม่ สามีตายแทนที่จะรีบๆ กลับมาจัดการเรื่องมรดก ดันทำตัวอ่อนแอเป็นนางเอกเจ้าน้ำตาไปได้” รณกรบ่นพึมพำขณะหั่นสเต็กเนื้อวากิวเข้าปาก

“ปล่อยน้องมันไปเถอะ ตาหนู เดี๋ยวพอมันนั่งแท็กซี่มาถึงบ้าน มันก็เลิกงอแงไปเองแหละ คนอ่อนแอแบบนั้น ถ้าเรามัวแต่ไปโอ๋ มันก็จะทำตัวเป็นภาระเราไม่เลิก” คุณหญิงวิไลตอบพลางจิบไวน์อย่างเย็นใจ

ทั้งสองคนไม่เคยรู้เลยว่า… คำว่า ‘ไม่เป็นไร’ ของรินรดานั้น จะเป็นข้อความสุดท้ายที่พวกเขาจะได้อ่าน

จู่ๆ เสียงดนตรีไตเติ้ลรายการข่าวก็ดังขัดจังหวะขึ้น พร้อมกับภาพบนหน้าจอที่ตัดเข้าสู่ “ข่าวข่าวด่วนทะลุจอ (Breaking News)”

ผู้ประกาศข่าวชายหน้าตาตื่นตระหนกรายงานด้วยน้ำเสียงเร่งด่วน

“ข่าวด่วนครับท่านผู้ชม! เกิดอุบัติเหตุสยองขวัญสลดบนทางด่วนมอเตอร์เวย์มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ท่ามกลางพายุฝนที่ตกหนัก รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์สิบแปดล้อเกิดเบรกแตกและเสียหลัก พุ่งข้ามเลนเข้าทับรถแท็กซี่สีชมพูคันหนึ่งจนแบนราบเป็นหน้ากลอง สภาพรถพังยับเยินไม่มีชิ้นดีเลยครับ!”

“โหย… เละขนาดนั้น คนในรถจะรอดได้ยังไงเนี่ย น่ากลัวจริงๆ” รณกรพึมพำพลางตักซุปเข้าปาก ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก

“…เบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยรายงานว่า คนขับแท็กซี่เสียชีวิตคาที่ ส่วนผู้โดยสารที่นั่งมาด้านหลัง เป็นหญิงสาวชาวไทยหนึ่งราย อาการสาหัสปางตายและหมดสติ เจ้าหน้าที่กำลังใช้เครื่องตัดถ่างงัดร่างเธอออกมาครับ…”

III. วินาทีที่ความจริงกระชากวิญญาณ

คุณหญิงวิไลกำลังจะเอื้อมมือไปเปลี่ยนช่องทีวีเพราะรู้สึกว่าข่าวมันสยดสยองเกินไป แต่แล้ว… ภาพที่ตากล้องข่าวซูมเข้าไปในซากรถแท็กซี่คันนั้น กลับทำให้มือของคุณหญิงชะงักค้างอยู่กลางอากาศ!

กล้องแพนไปที่ซากกระเป๋าเดินทางสีแดงเลือดหมูที่แตกกระจายอยู่บนถนน… มันคือกระเป๋ารุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่คุณหญิงวิไลเป็นคนซื้อให้รินรดาเป็นของขวัญแต่งงาน!

แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของคนทั้งสองแม่ลูกแทบจะหยุดเต้น คือภาพของเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่กำลังประคองสิ่งของบางอย่างออกมาจากซากรถที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด… มันคือโถกระเบื้องเคลือบสีขาวที่แตกบิ่น ซึ่งภายในบรรจุเถ้ากระดูกมนุษย์เอาไว้!

ผู้ประกาศข่าวรายงานต่อด้วยน้ำเสียงสลด

“…จากการตรวจสอบเอกสารในที่เกิดเหตุ พบว่าผู้โดยสารหญิงท่านนี้ เพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างประเทศหลังจากไปจัดพิธีศพให้สามีครับ น่าเศร้าใจมากที่เธอต้องมากประสบอุบัติเหตุซ้ำรอยสามีของเธอในเวลาไล่เลี่ยกัน…”

เพล้ง!!!

แก้วไวน์ในมือของคุณหญิงวิไลร่วงหล่นลงกระแทกพื้นจนแตกกระจาย ไวน์สีแดงฉานสาดกระเซ็นไปทั่วพื้นพรมราวกับหยาดเลือด ร่างของหญิงวัยกลางคนชาวาบไปทั้งตัว ใบหน้าที่เคยหยิ่งยโสบัดนี้ซีดขาวราวกับกระดาษ

“ม-แม่ครับ… น-นั่นมัน… กระเป๋าของริน… โถกระดูกของไอ้กวิน…” รณกรพูดเสียงตะกุกตะกัก ช้อนในมือร่วงหล่นลงบนจาน ขาทั้งสองข้างสั่นสะท้านจนลุกไม่ขึ้น

ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องอาหารที่เคยกึกก้องไปด้วยเสียงหัวเราะ ไม่มีใครพูดอะไรออกมาได้แม้แต่คำเดียว คำว่า “พวกเรายุ่งกันจะตาย เรียกแท็กซี่นั่งกลับมาเองเถอะ” และ “แกน่าจะจัดการเรื่องนี้ให้ดีกว่านี้นะ” ดังก้องสะท้อนไปมาในหัวของพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับคำสาปแช่งจากขุมนรก

ถ้าเพียงแต่พวกเขายอมเสียเวลาสักนิด… ถ้าเพียงแต่พวกเขาขับรถไปรับเธอตามที่เธอขอร้อง… รินรดาก็คงไม่ต้องไปนั่งอยู่ในแท็กซี่มรณะคันนั้น!

Rrrrrrr! Rrrrrrr!

จู่ๆ เสียงโทรศัพท์บ้านก็กรีดร้องขึ้นท่ามกลางความเงียบ มันดังก้องกังวานราวกับเสียงสัญญาณเตือนภัย รณกรและคุณหญิงวิไลมองหน้ากันด้วยความหวาดผวา ไม่มีใครกล้าเดินไปรับสาย เพราะพวกเขารู้ดีว่าปลายสายนั้นคือใคร…

มันคือสายจากโรงพยาบาล ที่กำลังจะโทรมาแจ้งผลแห่งความเห็นแก่ตัวของพวกเขา… ผลกรรมที่พวกเขาจะต้องแบกรับความรู้สึกผิดที่ฆ่าลูกและน้องสาวของตัวเองทางอ้อม ไปจนชั่วชีวิต!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *