ใบ้ พลิกชะตาชีวิตและนำพาขบวนรถหรูกลับมาตอบแทนพระคุณ!
I. โจ๊กชามเก่าและสี่ชีวิตที่ถูกทอดทิ้ง
เสียงล้อรถเข็นคันเก่าฝืดฝืนดังเอี๊ยดอ๊าดฝ่าความมืดมิดของตรอกซอกซอยย่านสลัมใจกลางกรุงเทพฯ “ลุงชิด” ชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเสมอ กำลังเข็นรถขายโจ๊กหมูคันเก่งกลับที่พัก ลุงชิดเป็นคนเงียบขรึม… ไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากพูด แต่เพราะเขา ‘เป็นใบ้’ มาตั้งแต่กำเนิด โลกของเขาเงียบสงบ แต่หัวใจของเขากลับส่งเสียงดังลั่นไปด้วยความเมตตา
ทุกๆ เที่ยงคืน เมื่อหม้อโจ๊กเริ่มงวดลง ลุงชิดจะเข็นรถมาจอดที่ใต้สะพานลอยเก่าๆ ที่นั่นมีดวงตาหิวโหยสี่คู่รอคอยเขาอยู่เสมอ พวกเขาคือเด็กเร่ร่อนสี่คนที่ไม่รู้แม้กระทั่งว่าพ่อแม่ของตัวเองเป็นใคร
“ภาม” เด็กชายคนโตวัย 12 ปี ผู้คอยปกป้องน้องๆ
“รินทร์” เด็กหญิงวัยมัธยมหน้าตาเอาเรื่องที่ทำตัวห้าวหาญเพื่อความอยู่รอด
“นที” เด็กชายสวมแว่นตาแตกๆ ที่ชอบเก็บหนังสือพิมพ์เก่ามานั่งอ่าน
และ “มะลิ” เด็กหญิงตัวน้อยวัยเพียง 5 ขวบที่ผอมโซจนเห็นซี่โครง
ลุงชิดไม่เคยไล่พวกเขาไปไหน ชายร่างเล็กจะตักโจ๊กเนื้อเนียนนุ่ม ใส่หมูสับชิ้นโตๆ และไข่ลวกจนล้นชาม ยื่นให้เด็กทั้งสี่คนกินจนอิ่มหนำทุกคืน เขาใช้ภาษามือที่พวกเด็กๆ พอจะเดาออกว่า “กินเยอะๆ จะได้โตไวๆ” พร้อมกับลูบหัวพวกเขาด้วยความรัก แม้ลุงชิดจะยากจน แต่เขาก็เจียดเงินที่ได้จากการขายโจ๊ก ซื้อสมุด ดินสอ และรองเท้าแตะคู่ใหม่ให้เด็กพวกนี้เสมอ
จนกระทั่งวันหนึ่ง มูลนิธิช่วยเหลือเด็กกำพร้าได้ลงพื้นที่และขอรับตัวเด็กทั้งสี่ไปดูแลเพื่อส่งเสียให้เรียนหนังสือในเมืองหลวง
ในวันจากลา มะลิกอดขาลุงชิดร้องไห้จ้า ภามจับมือที่หยาบกร้านของลุงชิดไว้แน่นพร้อมให้คำมั่นสัญญา “ลุงชิดครับ… ลุงรอพวกเรานะ สักวันหนึ่ง พวกเราจะกลับมาตอบแทนบุญคุณโจ๊กทุกชามของลุงให้ได้!”
ลุงชิดเพียงแค่ยิ้มกว้าง พยักหน้า และโบกมือลาเด็กๆ ด้วยน้ำตาแห่งความปีติ… โดยไม่รู้เลยว่า นั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้เห็นหน้าพวกเด็กๆ ในรอบยี่สิบปี
II. ยี่สิบปีแห่งความโดดเดี่ยวและวิกฤตวัยชรา
กาลเวลาล่วงเลยผ่านไป 20 ปี…
รถเข็นโจ๊กคันเก่าผุพังไปตามกาลเวลา เช่นเดียวกับสังขารของลุงชิดในวัย 70 ปี ที่ตอนนี้ป่วยเป็นโรคหอบหืดและเดินขากะเผลก เขาอาศัยอยู่ในเพิงสังกะสีเล็กๆ ท้ายสลัมที่รอวันพังทลาย ลุงชิดไม่ได้ขายโจ๊กอีกต่อไปแล้ว เขาประทังชีวิตด้วยการเก็บของเก่าขายไปวันๆ ท่ามกลางความโดดเดี่ยว มีเพียงรูปถ่ายใบเก่าที่แอบถ่ายเด็กทั้งสี่คนไว้ เป็นสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงหัวใจ
แต่แล้ว เช้าวันหนึ่ง ฝันร้ายก็มาเยือน
“เสี่ยกัง” นายทุนเงินกู้หน้าเลือดและเจ้าของที่ดิน เดินกร่างเข้ามาพร้อมกับลูกน้องร่างยักษ์สามคน พวกมันเตะหม้อหุงข้าวและข้าวของของลุงชิดจนกระจัดกระจาย
“ไอ้แก่! ฉันให้เวลาแกย้ายออกไปตั้งเดือนนึงแล้ว ทำไมแกยังลอยหน้าลอยตาอยู่อีก! ที่ดินตรงนี้ฉันจะเอาไปสร้างคอนโด หอบกระดูกของแกไสหัวออกไปได้แล้ว!” เสี่ยกังตวาดลั่น
ลุงชิดพยายามยกมือไหว้ปลกๆ ส่งเสียงในลำคออย่างน่าสงสาร อ้อนวอนขอเวลาอีกสักนิดเพราะเขาไม่มีที่ไปจริงๆ แต่เสี่ยกังกลับไร้ความปรานี
“ไม่มีที่ไปก็ไปนอนข้างถนนสิวะ! พวกมึง พังเพิงเน่าๆ นี่ทิ้งให้หมด!”
ลูกน้องของเสี่ยกังเงื้อค้อนปอนด์ขึ้นเตรียมจะทุบทำลายบ้านหลังสุดท้ายของชายชรา ลุงชิดหลับตาปีน กอดรูปถ่ายของเด็กทั้งสี่ไว้แน่น น้ำตาแห่งความสิ้นหวังไหลอาบแก้ม…
เอี๊ยดดดดดดด!!!
III. ขบวนรถหรูสะท้านสลัม
เสียงเบรกของรถยนต์ดังสนั่นหวั่นไหวจนฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ลูกน้องของเสี่ยกังชะงักมือค้าง ชาวบ้านในสลัมต่างชะโงกหน้าออกมาดูด้วยความตกตะลึง!
ที่หน้าเพิงสังกะสีของลุงชิด… มีขบวนรถหรูระดับซูเปอร์คาร์และลิมูซีนจอดเรียงรายกันถึงสี่คัน!
Rolls-Royce Phantom สีดำสนิท, Ferrari สีแดงเพลิง, Mercedes-Benz S-Class และ Audi R8
ชาวบ้านต่างซุบซิบกันเซ็งแซ่ เพราะรถเหล่านี้แค่ล้อข้างเดียวก็มีมูลค่ามากกว่าบ้านทั้งสลัมรวมกันเสียอีก!
ประตูรถ Rolls-Royce เปิดออกเป็นคันแรก ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดสูทอาร์มานี่ก้าวลงมา นัยน์ตาของเขาคมกริบและทรงอำนาจ ตามมาด้วยหญิงสาวในชุดแบรนด์เนมหรูหราจาก Ferrari, ชายหนุ่มสวมแว่นตาบุคลิกภูมิฐานจาก Mercedes และหญิงสาวสวยจัดระดับซูเปอร์สตาร์จากคันสุดท้าย
เสี่ยกังหน้าซีดเผือด รีบวิ่งเข้าไปประจบประแจงทันที “ท-ท่านประธานภาม! คุณทนายรินทร์! คุณหมอนที! น้องมะลิ! ม-มาทำอะไรที่สลัมสกปรกๆ แบบนี้ครับเนี่ย!”
เสี่ยกังจำพวกเขาได้ดี เพราะทั้งสี่คนคือบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศเวลานี้! ภาม คือมหาเศรษฐีอสังหาริมทรัพย์, รินทร์ คือทนายความมือหนึ่งที่ไม่มีใครกล้าต่อกร, นที คือศัลยแพทย์สมองอันดับต้นๆ ของเอเชีย และ มะลิ คือนางเอกซูเปอร์สตาร์ที่โด่งดังที่สุด!
ภามไม่ได้ปรายตามองเสี่ยกังแม้แต่น้อย เขาสาวเท้าก้าวเข้าไปหาลุงชิดที่กำลังนั่งตัวสั่นอยู่บนพื้นดิน ก่อนที่มหาเศรษฐีหมื่นล้านจะทำในสิ่งที่ทุกคนต้องเบิกตากว้าง…
IV. น้ำตาของทายาท และการตอบแทนที่รอคอย
ภาม รินทร์ นที และมะลิ คุกเข่าลงบนพื้นโคลนที่เปรอะเปื้อนพร้อมกัน โดยไม่สนใจว่าเสื้อผ้าราคาแพงของพวกเขาจะสกปรกแม้แต่น้อย!
“ลุงชิดครับ… ภามเอง ภามกลับมาหาลุงแล้วครับ” ชายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลเสียงสั่นเครือ น้ำตาลูกผู้ชายไหลริน
“ลุงคะ… มะลิคิดถึงโจ๊กของลุงที่สุดเลย” ดาราสาวชื่อดังกอดร่างที่ผอมโซของลุงชิดแน่น ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร
ลุงชิดเบิกตากว้าง มือที่สั่นเทาคอยๆ เอื้อมไปสัมผัสใบหน้าของพวกเขาทีละคน รอยยิ้มที่หายไปนานแสนนานกลับมาปรากฏบนใบหน้าเหี่ยวย่นอีกครั้ง ชายชราร้องไห้จนตัวโยน พยักหน้าหงึกๆ สื่อความหมายว่าเขายังจำดวงตาของเด็กเร่ร่อนทั้งสี่ได้เสมอ
เสี่ยกังยืนขาสั่นพั่บๆ “น-นี่มันเรื่องอะไรกันครับท่านประธาน…”
รินทร์ ทนายความสาวสุดแกร่ง ลุกขึ้นยืนและหันขวับไปจ้องหน้าเสี่ยกังด้วยสายตาที่พร้อมจะเชือดเฉือน
“ฉันได้ข่าวว่าคุณกำลังจะไล่ที่ ‘พ่อ’ ของพวกเรางั้นเหรอคะ เสี่ยกัง?”
“พ-พ่อ! ไอ้แก่ใบ้นี่น่ะเหรอครับพ่อพวกคุณ!”
“ระวังปากด้วย!” นทีตวาดเสียงกร้าว “ชายคนนี้คือผู้มีพระคุณที่ต่อลมหายใจให้พวกเรา ถ้าไม่มีโจ๊กของเขาในวันนั้น ก็ไม่มีพวกเราในวันนี้!”
รินทร์ล้วงสมุดเช็คออกมา ตวัดปากกาเขียนตัวเลขลงไปก่อนจะปาใส่หน้าเสี่ยกัง
“นี่คือเช็คสิบล้านบาท ฉันขอซื้อที่ดินสลัมผืนนี้ทั้งหมด! และถ้าฉันเห็นคุณหรือลูกน้องของคุณมาป้วนเปี้ยนใกล้พ่อของฉันอีก ฉันจะใช้กฎหมายทุกข้อฟ้องร้องให้คุณหมดตัว ล้มละลาย และไปนอนในคุก! เข้าใจไหม!!”
เสี่ยกังรีบคว้าเช็คและพยักหน้ารัวๆ ก่อนจะวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปพร้อมกับลูกน้องอย่างไม่คิดชีวิต
V. บทสรุปแห่งความกตัญญู
บรรยากาศในสลัมกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงสะอื้นแห่งความปิติยินดี
ภามประคองลุงชิดให้ลุกขึ้นยืน
“พ่อครับ… ที่ดินผืนนี้ ภามจะสร้างเป็นมูลนิธิและโรงทานแจกอาหารฟรี เพื่อสืบทอดความใจดีของพ่อ ส่วนตอนนี้… พ่อกลับบ้านกับพวกเรานะครับ พ่อเหนื่อยมามากพอแล้ว ต่อจากนี้ไป ให้พวกเราสี่คนได้ดูแลพ่อไปตลอดชีวิตนะครับ”
ลุงชิดร้องไห้จนไม่มีเสียงจะเปล่งออกมา เขาพยักหน้าและโอบกอดทายาททั้งสี่ของเขาไว้แน่นที่สุด
ในค่ำคืนนั้น ชายชราตาบอดและเป็นใบ้ ผู้เคยถูกสังคมทอดทิ้ง ได้นั่งอยู่บนหัวโต๊ะอาหารในคฤหาสน์ที่หรูหราที่สุด ล้อมรอบไปด้วยลูกๆ ทั้งสี่คนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิต
บนโต๊ะไม่ได้มีอาหารหรูหราราคาแพง… แต่มันคือ ‘โจ๊กหมู’ สี่ชามที่เด็กๆ ทั้งสี่คนช่วยกันทำ เพื่อรำลึกถึงรสชาติแห่งความเมตตา รสชาติที่เปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล… รสชาติแห่งความรักที่ไม่มีวันลืมเลือน.
