งานวิวาห์ลวงตา: ที่นั่งริมถังขยะ และของขวัญชิ้นสุดท้ายจากคนเป็นแม่

เสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงก้องกังวานไปทั่วห้องบอลรูมสุดหรูของโรงแรมระดับห้าดาวใจกลางกรุงเทพฯ แสงไฟระยิบระยับจากแชนเดอเลียร์คริสตัลส่องประกายกระทบเพชรนิลจินดาบนเรือนร่างของบรรดาแขกเหรื่อระดับไฮโซ

ฉัน “พิมพรรณ” หญิงวัยหกสิบกว่าในชุดผ้าไหมไทยสีเรียบๆ ที่ตัดเย็บอย่างประณีต แต่ไม่มีเครื่องประดับราคาแพงใดๆ เดินถือกล่องไม้แกะสลักใบหนึ่งเข้ามาในงานด้วยหัวใจที่พองโต วันนี้คือวันแต่งงานของ “กริช” ลูกชายเพียงคนเดียวที่ฉันเลี้ยงดูส่งเสียจนจบเมืองนอกด้วยน้ำพักน้ำแรงจากการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และตลาดสดหลายแห่ง ซึ่งฉันมักจะทำตัวติดดินและไม่เคยโอ้อวดฐานะให้ใครรู้

แต่เมื่อฉันเดินไปที่โต๊ะลงทะเบียนเพื่อถามหาที่นั่งของ ‘แม่เจ้าบ่าว’ รอยยิ้มบนใบหน้าของฉันก็ต้องค่อยๆ จางหายไป

“นิตา” ลูกสะใภ้แสนสวยในชุดแต่งงานฟูฟ่องหรูหรา เดินควงแขนลูกชายของฉันตรงเข้ามาหา เธอปรายตามองชุดผ้าไหมของฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาเหยียดหยาม

“อ้าว คุณแม่… นิตานึกว่าจะไม่มาซะแล้วสิคะ” นิตาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ก่อนจะชี้นิ้วไปยังประตูกระจกด้านนอกห้องบอลรูม ซึ่งเป็นระเบียงทางเดินแคบๆ ใกล้กับลิฟต์ขนของและ ‘ถังขยะ’ ใบใหญ่ของแผนกจัดเลี้ยง มีเก้าอี้พลาสติกตัวเล็กๆ วางอยู่อย่างโดดเดี่ยว

“ที่นั่งของคุณแม่อยู่ตรงนั้นนะคะ”

ฉันหันไปมองเก้าอี้ตัวนั้นสลับกับใบหน้าของลูกชาย กริชหลบสายตาฉันและก้มหน้ามองพื้น นิตาเหยียดยิ้มเยาะเย้ยที่มุมปาก ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่จงใจให้เพื่อนฝูงไฮโซของเธอที่ยืนอยู่แถวนั้นได้ยินว่า…

“ดูสิคะ… ดูท่าทางแล้ว แกไม่น่าจะใช่คนสำคัญอะไรของที่นี่ ไปนั่งตรงนั้นแหละค่ะเหมาะแล้ว งานของนิตามีแต่แขกระดับวีไอพี นิตาไม่อยากให้ใครมาซุบซิบว่างานแต่งของเรามีคนระดับล่างมาป้วนเปี้ยน”

คำพูดนั้นเหมือนมีดแหลมที่กรีดลงกลางขั้วหัวใจของคนเป็นแม่… ลูกชายที่ฉันอุ้มช้องร้องป้อน กลับยืนเงียบ ปล่อยให้ผู้หญิงของเขาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของแม่แท้ๆ กลางงานแต่ง

ไม่มีการด่าทอ ไม่มีการสาดน้ำตา หรืออาละวาดอย่างที่ใครๆ คาดคิด

ฉันจ้องมองกริชเป็นครั้งสุดท้ายด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งความเยื่อใยใดๆ อีกต่อไป ฉันไม่ได้ตอบตู้อะไรนิตาแม้แต่คำเดียว ฉันเพียงแค่เดินกลับไปที่โต๊ะลงทะเบียน หยิบกล่องไม้แกะสลักที่เป็น ‘ของขวัญแต่งงาน’ ของฉันกลับคืนมา กอดมันไว้แนบอก แล้วหมุนตัวเดินออกจากงานไปอย่างเงียบเชียบที่สุด

ผ่านไปเพียงสิบห้านาทีหลังจากที่ฉันเดินออกมา…

กริชและนิตากำลังยืนชนแก้วแชมเปญอย่างเริงร่า แต่แล้ว ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมและทนายความส่วนตัวของฉันก็เดินแหวกฝูงชนตรงเข้าไปหาพวกเขาทั้งคู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“ขอโทษนะครับคุณกริช คุณนิตา” ผู้จัดการโรงแรมเอ่ยเสียงเรียบ “ทางเราจำเป็นต้องนำบิลค่าใช้จ่ายทั้งหมดของงานแต่งงานคืนนี้ จำนวน 15 ล้านบาท มาเรียกเก็บกับพวกคุณโดยตรงครับ”

นิตาขมวดคิ้ว “พูดเรื่องอะไรกันคะ! ก็แม่จอมงกของกริชที่เพิ่งเดินออกไป เป็นคนจ่ายเงินมัดจำและรับรองค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วไม่ใช่เหรอ!”

ทนายความของฉันก้าวขึ้นมาด้านหน้า พร้อมกับยื่นเอกสารให้กริช “คุณพิมพรรณเพิ่งโทรมายกเลิกการเป็นสปอนเซอร์ทั้งหมดของงานนี้ครับ… และที่สำคัญกว่านั้น คุณกริชทราบไหมครับว่า ‘ของขวัญ’ ที่คุณพิมพรรณตั้งใจจะมอบให้พวกคุณในกล่องไม้นั้นคืออะไร?”

กริชหน้าซีดเผือด มือสั่นเทาเมื่อรับรู้ถึงความผิดปกติ ทนายความพูดต่อด้วยเสียงที่ดังก้องไปทั่วบริเวณ

“ในกล่องนั้น คือโฉนดคฤหาสน์หรูมูลค่า 50 ล้านบาทที่เป็นเรือนหอของพวกคุณ พร้อมกับเช็คเงินสดอีก 100 ล้านบาท ที่คุณพิมพรรณตั้งใจจะมอบให้เพื่อไปกอบกู้บริษัทของครอบครัวคุณนิตาที่กำลังจะล้มละลาย… แต่ตอนนี้ คุณพิมพรรณได้สั่งยกเลิกเช็คใบนั้น และสั่งระงับการโอนกรรมสิทธิ์คฤหาสน์ทั้งหมดแล้วครับ”

เพล้ง!

แก้วแชมเปญในมือนิตาร่วงหล่นแตกกระจายเต็มพื้น ใบหน้าที่เคยเย่อหยิ่งบัดนี้ซีดเผือดราวกับกระดาษ ความจริงที่เพิ่งตระหนักได้คือ หญิงแก่ที่เธอไล่ไปนั่งข้างถังขยะ คือมหาเศรษฐีตัวจริงที่กุมชะตาชีวิตและหนี้สินของครอบครัวเธอไว้ทั้งหมด!

“ม… ไม่จริงใช่ไหมกริช! ทำไมคุณไม่บอกฉันว่าแม่คุณรวยขนาดนี้!” นิตากรีดร้องเสียงหลง

กริชไม่ตอบ เขาโยนแก้วทิ้งแล้ววิ่งสับขาวิ่งออกไปจากห้องบอลรูมอย่างบ้าคลั่ง นิตารวบชายกระโปรงแต่งงานราคาแพงวิ่งกระหืดกระหอบตามออกไปติดๆ ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาและเสียงหัวเราะเยาะของแขกในงาน

พวกเขาวิ่งกระหืดกระหอบมาถึงหน้าโรงแรม… ทันได้เห็นรถโรลส์-รอยซ์ แฟนทอม สีดำขลับของฉัน กำลังเคลื่อนตัวออกไปจากวงเวียนหน้าล็อบบี้

“แม่ครับ!! แม่!! หยุดรถก่อน! กริชขอโทษ!” กริชตะโกนสุดเสียง วิ่งตามรถพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม

“คุณแม่คะ!! นิตาผิดไปแล้ว นิตาตาบอดเอง กลับมาก่อนเถอะนะคะ!” นิตาสะดุดชายกระโปรงล้มลงไปกองกับพื้นถนน ร้องไห้ฟูมฟายอย่างหมดสภาพ

ภายในรถที่เงียบสงบ ฉันมองภาพชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังวิ่งตามหลังรถผ่านกระจกมองหลังอย่างน่าสมเพช

“ให้หยุดรถไหมครับคุณท่าน?” คนขับรถถามด้วยความกังวล

ฉันหลับตาลง ปล่อยให้น้ำตาหยดสุดท้ายของความผูกพันไหลริน ก่อนจะลืมตาขึ้นมาพร้อมกับความเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว

“ไม่ต้อง… ขับต่อไป” ฉันตอบเสียงเรียบ “คนที่ไม่เห็นค่าของเราในวันที่เขาคิดว่าเราอยู่ต่ำต้อย ก็ไม่มีสิทธิ์ได้รับความเมตตาใดๆ ในวันที่เขารู้ว่าเราอยู่สูงกว่า… ฉันไม่มีลูกชายอีกต่อไปแล้ว”

รถหรูเคลื่อนตัวกลืนหายไปกับแสงไฟของเมืองหลวง ทิ้งกริชและนิตาให้เผชิญกับหนี้สินมหาศาล ความอัปยศอดสู และตราบาปที่พวกเขาจะต้องจดจำไปจนวันตาย… ว่าคนที่พวกเขาส่งไปนั่งข้างถังขยะ คือคนที่โยนชีวิตของพวกเขาลงถังขยะเช่นเดียวกัน.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *