กฎของบ้านสามี และสายเรียกเข้าสั่งตาย:

เมื่อน้ำตาของลูกสาว แลกมาด้วยความพินาศ

บรรยากาศยามเย็นวันอาทิตย์มักจะอบอวลไปด้วยความอบอุ่นของครอบครัวเสมอ แต่นั่นไม่ใช่สำหรับสิ่งที่ฉันเพิ่งก้าวเข้ามาเห็น

ฉัน “คุณหญิงปัทมา” ประธานกรรมการบริหารเครืออสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ ผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวและฟาดฟันกับฉลามในวงการธุรกิจมานับไม่ถ้วน ฉันเลี้ยงดู “ดาริน” ลูกสาวเพียงคนเดียวของฉันมาด้วยความรักและทะนุถนอมที่สุด ดารินเป็นเด็กอ่อนหวาน จิตใจดี และยอมคน ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ฉันกังวลที่สุดเมื่อเธอตัดสินใจแต่งงานกับ “ภพ” นักธุรกิจหนุ่มที่ดูเปลือกนอกเหมือนจะสมบูรณ์แบบ แต่แววตาของเขามักจะซ่อนความเย่อหยิ่งเอาไว้เสมอ

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ฉันแวะมาที่บ้านของภพเพื่อร่วมทานอาหารค่ำตามคำเชิญของลูกสาว บ้านหลังโตที่ภพมักจะโอ้อวดกับใครต่อใครว่าเป็นน้ำพักน้ำแรงของเขา โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า แท้จริงแล้วที่ดินและเงินทุนร้อยละแปดสิบมาจาก ‘กองทุนส่วนตัว’ ที่ฉันแอบให้ดารินไว้เป็นหลักประกันชีวิต

แต่ทันทีที่ฉันก้าวผ่านประตูห้องอาหารเข้าไป ภาพตรงหน้าก็ทำเอาหัวใจของคนเป็นแม่กระตุกวาบ และแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธที่เย็นเยียบดั่งน้ำแข็งในเสี้ยววินาที

ดาริน ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของฉัน กำลังยืนใช้มือซ้ายเพียงข้างเดียวประคองชามแกงจืดร้อนๆ ที่หนักอึ้งอย่างทุลักทุเล ในขณะที่แขนขวาของเธอ… ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนและรัดสายคล้องแขนเอาไว้กับลำคอ รอยช้ำสีม่วงจางๆ ปรากฏให้เห็นที่รอยต่อของเฝือก ใบหน้าหวานของลูกเปื้อนไปด้วยเหงื่อและรอยน้ำตาที่ถูกกลั้นเอาไว้ เธอกำลังพยายามตักข้าวและรินน้ำเพื่อเสิร์ฟให้กับทุกคนบนโต๊ะ

ที่หัวโต๊ะ ภพนั่งไขว่ห้าง จิบไวน์แดงด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ส่วนฝั่งขวามือคือ “คุณนายศรีวรรณ” แม่สามีจอมเจ้ายศเจ้าอย่างของดาริน ที่กำลังนั่งกอดอก มองดูความทุลักทุเลของลูกสะใภ้ด้วยรอยยิ้มเหยียดหยาม

ทันทีที่คุณนายศรีวรรณหันมาเห็นฉันเดินเข้ามาในห้อง แทนที่เธอจะรู้สึกละอายใจ เธอกลับหัวเราะในลำคอด้วยความสะใจ และจงใจพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดังกังวานว่า

“มาพอดีเลยค่ะคุณพี่ปัทมา… ดูสิคะ ในที่สุดลูกชายของดิฉันก็สอนให้หนูดารินรู้จักเสียที ว่าหน้าที่ของ ‘เมียที่แท้จริง’ เขาต้องทำตัวยังไง ต่อให้เจ็บเจียนตาย หน้าที่ปรนนิบัติผัวและแม่ผัวก็ต้องมาก่อนเสมอ”

คำพูดนั้นเปรียบเสมือนน้ำกรดที่สาดลงบนหัวใจของฉัน แต่ก่อนที่ฉันจะทันได้อ้าปาก ภพก็วางแก้วไวน์ลง เอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างผู้ชนะ แล้วพูดเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความเวทนาต่อภรรยาที่แขนหักของตัวเองว่า

“ตอนนี้นลินเขาเข้าใจ ‘กฎ’ ของบ้านเราแล้วครับคุณแม่… ผู้หญิงที่แต่งงานเข้ามา ต้องรู้จักที่ทางของตัวเอง”

ดารินเงยหน้ามองฉัน สบตาแม่ด้วยแววตาที่สั่นเทาและแตกสลาย เธอพยายามจะฝืนยิ้มและส่ายหน้าเบาๆ ราวกับจะบอกว่า ‘อย่ามีเรื่องเลยค่ะแม่’

ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่น หรือแม่คนอื่นๆ อาจจะกรีดร้อง โวยวาย ปาข้าวของ หรือเข้าไปตบหน้าผู้ชายสารเลวคนนั้นโทษฐานที่ทำร้ายและกดขี่ลูกสาวของตน

แต่ฉันคือปัทมา ฉันรู้ดีว่าการระเบิดอารมณ์คือเครื่องมือของคนพ่ายแพ้

ฉันไม่ได้โวยวาย ไม่ได้หลุดคำด่าทอออกมาแม้แต่ครึ่งคำ ฉันเพียงแค่เดินเข้าไปหาดารินอย่างเงียบเชียบ ดึงชามแกงจืดออกจากมือที่สั่นเทาของเธอ วางมันลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงดังกริ๊กเบาๆ ก่อนจะกดไหล่ลูกสาวให้นั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ ฉันลูบผมของเธออย่างอ่อนโยนที่สุด

จากนั้น ฉันก็เลื่อนเก้าอี้อีกตัว นั่งลงตรงข้ามกับสองแม่ลูกจอมโอหัง รักษาความสงบเยือกเย็นบนใบหน้าเอาไว้อย่างไร้ที่ติ

ฉันล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าแอร์เมส กดโทรออกหาเบอร์สายตรงเพียงเบอร์เดียว… เบอร์ของ ‘ทนายวิกรม’ มือขวาคนสนิทที่ดูแลพอร์ตการลงทุนทั้งหมดของฉัน

ภพและแม่ของเขามองฉันด้วยสายตาเย้ยหยัน พวกเขาคงคิดว่าฉันเป็นเพียงแม่ยายแก่ๆ ที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งเงียบๆ ยอมรับชะตากรรมของลูกสาว

“วิกรม…” ฉันกรอกเสียงลงไปในสาย น้ำเสียงราบเรียบแต่อนุภาพของมันทำลายล้างยิ่งกว่าพายุ “ดำเนินการตาม ‘แผนฉุกเฉินระดับศูนย์’ ทันที ถอนหุ้นทั้งหมดของเราออกจากบริษัทของนายภพ ยกเลิกสัญญาร่วมทุนทุกฉบับที่มีผลบังคับใช้…”

ฉันปรายตามองภพที่ตอนนี้รอยยิ้มเริ่มจางหายไปจากใบหน้า

“อ้อ… แล้วอย่าลืมสั่งให้ธนาคารในเครือของเรา ฟ้องร้องเรียกเก็บหนี้สินเชื่อบ้านหลังนี้ และหนี้บัตรเครดิตทั้งหมดที่คุณนายศรีวรรณแอบเอาชื่อบริษัทมาค้ำประกันด้วยนะ ดอกเบี้ยผิดนัดชำระให้คิดอัตราสูงสุด ฉันต้องการให้บ้านหลังนี้ถูกอายัด… ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง”

ฉันกดวางสาย วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะอาหารอย่างนุ่มนวล ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าขนลุก

“ค-คุณแม่… เมื่อกี้คุณแม่พูดเล่นใช่ไหมครับ?” ภพเสียงสั่น หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ

“คุณพี่ปัทมาคะ! นี่มันเรื่องอะไรกันคะ ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย!” คุณนายศรีวรรณลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก

ไม่ถึงสิบวินาทีต่อมา โทรศัพท์มือถือของภพก็แผดเสียงร้องดังลั่น เขาละล่ำละลักกดรับสาย เสียงปลายสายจากผู้อำนวยการฝ่ายการเงินของบริษัทดังทะลุออกมาจนทุกคนได้ยิน

“คุณภพครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! จู่ๆ เครือของท่านประธานปัทมาก็ประกาศถอนทุนทั้งหมด ซัพพลายเออร์ทุกเจ้าปฏิเสธการส่งของ แถมธนาคารยังระงับวงเงินกู้ของเราทุกบัญชี ตอนนี้บริษัทเราล้มละลายแล้วครับบอส!”

สมาร์ทโฟนราคาแพงร่วงหล่นจากมือของภพ หล่นกระแทกพื้นจนหน้าจอแตกละเอียด เขาทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นห้องอาหาร ขาทั้งสองข้างหมดเรี่ยวแรงที่จะยืนหยัด ความเย่อหยิ่งจองหองเมื่อห้านาทีก่อนถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี

คุณนายศรีวรรณกรีดร้อง เอามือกุมขมับเมื่อได้รับข้อความแจ้งเตือนจากธนาคารเรื่องการอายัดทรัพย์สิน เธอรีบถลาเข้ามาเกาะแขนฉัน น้ำตาไหลพราก “คุณพี่คะ! ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ตาภพมันโง่เองที่ทำร้ายหนูดาริน คุณพี่อย่าทำแบบนี้เลยนะคะ เราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ!”

“ครอบครัวงั้นหรือ?” ฉันเหยียดยิ้มเย็นเยียบ ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแล้วดึงแขนเสื้อของตัวเองออกจากการเกาะกุมของหญิงชราจอมปลอมอย่างรังเกียจ

ฉันหันไปประคองดารินให้ลุกขึ้นยืน ลูกสาวของฉันมองภาพความพินาศตรงหน้าด้วยความตกตะลึง

“ภพ…” ฉันก้มลงมองลูกเขยที่กำลังคุกเข่าตัวสั่นอยู่แทบเท้า “เมื่อกี้เธอเพิ่งบอกเองไม่ใช่หรือ ว่าดารินเข้าใจ ‘กฎ’ ของบ้านเธอแล้ว…”

ฉันเว้นจังหวะ เลื่อนสายตามองไปรอบๆ คฤหาสน์หรูที่กำลังจะกลายเป็นเพียงเศษซากแห่งความทรงจำ

“ตอนนี้… ก็ถึงเวลาที่พวกเธอ ต้องเรียนรู้ ‘กฎ’ ของฉันบ้าง ผู้ชายที่กล้าทำให้ลูกสาวของฉันต้องเสียน้ำตาแม้แต่หยดเดียว… มันจะไม่มีแม้แต่แผ่นดินให้ซุกหัวนอน”

ฉันโอบไหล่ดาริน พาเธอเดินหันหลังออกจากห้องอาหารนั้นไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้สองแม่ลูกจอมโอหัง กรีดร้องและร้องไห้ฟูมฟายอยู่ท่ามกลางเศษซากความพินาศที่พวกเขาสร้างขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง… ตลอดกาล

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *