ภายใต้รอยเปื้อนโคลน: งานรวมญาติจอมปลอม

 กับบทเรียนราคาแพงเมื่อท่านนายกเทศมนตรีก้มหัวให้พี่ชายชาวนา

คฤหาสน์หรูหราของตระกูล “วิจิตรธาดา” คืนนี้สว่างไสวไปด้วยแสงไฟระยิบระยับจากแชนเดอเลียร์คริสตัล งานเลี้ยงรวมญาติประจำปีที่ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อสานสัมพันธ์สายเลือดให้แน่นแฟ้น หากแต่เป็นเวทีประชันความสำเร็จและอวดอ้างบารมีของเหล่าเครือญาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง… พี่น้องสามคนผู้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของหน้าที่การงาน

เอกชัย นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หนุ่มไฟแรงที่เพิ่งนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ วิภา ศัลยแพทย์หญิงมือทองประจำโรงพยาบาลเอกชนอันดับหนึ่ง และ นที ทนายความหนุ่มผู้มีชื่อเสียงจากการว่าความให้คดีระดับประเทศ ทั้งสามยืนถือแก้วแชมเปญราคาแพง หัวเราะร่วนอยู่กลางวงล้อมของญาติๆ ที่ต่างพากันรุมล้อมประจบประแจง

ทว่า บรรยากาศแห่งความโอ่อ่ากลับต้องสะดุดลงชั่วขณะ เมื่อชายคนหนึ่งก้าวเข้ามาในงาน

เขาคือ “ภาคิน” พี่ชายคนโตของครอบครัว

ภาคินไม่ได้สวมสูทแบรนด์เนมตัดเย็บประณีตเหมือนน้องๆ เขาสวมเพียงเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตสีซีด กางเกงยีนส์ตัวเก่งที่ผ่านการซักมานับครั้งไม่ถ้วน และรองเท้าหนังหุ้มข้อที่มีคราบดินโคลนแห้งกรังเกาะอยู่บางๆ ผิวพรรณของเขาคล้ำแดดจากการกรำงานหนักกลางแจ้ง และใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่นเกินวัย

“โอ้โห… ดูสิใครมา” เอกชัยพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะเดินเข้าไปหาพี่ชายคนโต โดยมีวิภาและนทีเดินตามไปติดๆ สายตาของทั้งสามมองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความเวทนาระคนสมเพช

“สวัสดีเอก วิภา นที สบายดีกันใช่ไหม” ภาคินเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มอบอุ่นและจริงใจ เขายื่นมือที่หยาบกร้านหมายจะตบบ่าเอกชัยเบาๆ แต่น้องชายกลับเบี่ยงตัวหลบอย่างรังเกียจ

“อย่าเพิ่งจับสูทผมเลยพี่ภาคิน พอดีตัวนี้ผมเพิ่งสั่งตัดจากอิตาลี ราคาเป็นแสน เดี๋ยวจะเปื้อนดินเปื้อนโคลนเอา” เอกชัยพูดพลางปัดไหล่ตัวเองเบาๆ

วิภายกมือขึ้นปิดจมูก แสร้งทำเป็นได้กลิ่นเหม็น “นี่พี่ใหญ่เพิ่งกลับจากดำนาหรือคะถึงมาสภาพนี้ งานรวมญาติทั้งที น่าจะให้เกียรติสถานที่บ้างนะคะ รู้อย่างนี้วิภาส่งคนขับรถเอาสูทไปให้ยืมที่บ้านนอกเสียก็ดี”

นที ทนายความหนุ่มหัวเราะหึๆ ก่อนจะพูดประโยคที่กรีดลึกลงไปในความเงียบของห้องโถง “นั่นสิครับ ตัวพี่ยังเต็มไปด้วยโคลนอยู่เลยนะพี่ใหญ่… ดูสภาพพี่แล้วหันมามองพวกเราสิ ในขณะที่พี่ก้มหน้าสู้ดินสู้โคลน พวกเรามีรถหรูๆ ราคาแพงๆ ขับกันหมดแล้ว ชีวิตคนเรานี่มันเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะดิ้นรนให้พ้นจากความจนได้นะครับพี่”

คำพูดนั้นเรียกรอยยิ้มเยาะจากบรรดาญาติๆ รอบข้าง เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นอย่างไม่อาย ภาคินยืนนิ่ง มือที่หยาบกร้านค่อยๆ ลดลงข้างลำตัว เขามองหน้าน้องชายและน้องสาวที่เขาเคยอุ้มชู เลี้ยงดูมาตั้งแต่พ่อแม่จากไป ด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก

“ดินโคลนพวกนี้… มันก็ช่วยส่งพวกแกเรียนจนจบไม่ใช่หรือ” ภาคินตอบกลับเรียบๆ น้ำเสียงไม่ได้เจือความโกรธแค้น มีเพียงความตัดพ้อบางเบา

“โธ่พี่! นั่นมันอดีตไปแล้ว ตอนนี้พวกเราใช้ความสามารถตัวเองล้วนๆ ครับ” เอกชัยสวนทันควัน “เอาเถอะๆ ถือว่าพี่มาร่วมยินดีกับความสำเร็จของพวกเราก็แล้วกัน ไปหาที่นั่งเงียบๆ ตรงมุมนู้นเถอะครับ เดี๋ยว ‘ท่านนายกเทศมนตรี’ จะเดินทางมาถึงแล้ว พวกเราต้องเตรียมตัวต้อนรับท่าน”

ทันใดนั้นเอง เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นจากประตูทางเข้า เมื่อ ท่านนายกฯ สมศักดิ์ ผู้ทรงอิทธิพลและเป็นที่เคารพรักของคนทั้งจังหวัด ก้าวเข้ามาในงานพร้อมกับผู้ติดตาม เอกชัย วิภา และนที รีบวางแก้วแชมเปญ และจัดแจงเสื้อผ้าของตนเองให้เข้าที่ ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปต้อนรับด้วยรอยยิ้มประจบประแจงที่สุดในชีวิต

“กราบสวัสดีครับท่านนายกฯ ผมเอกชัยครับ เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่าน…”

ทว่า ท่านนายกฯ สมศักดิ์ กลับยกมือขึ้นปรามอย่างสุภาพ รอยยิ้มบนใบหน้าของท่านไม่ได้มอบให้เศรษฐีหนุ่มตรงหน้า สายตาของท่านกวาดมองไปรอบๆ งาน ราวกับกำลังตามหาใครบางคน ก่อนจะไปสะดุดหยุดอยู่ที่ชายวัยกลางคนในชุดเสื้อลายสก๊อตที่ยืนอยู่มุมเงียบๆ ของห้องโถง

ภาพที่เกิดขึ้นในวินาทีต่อมา ทำให้ลมหายใจของทุกคนในงานสะดุดลง…

ท่านนายกเทศมนตรีเดินผ่านเอกชัย วิภา และนที ไปอย่างไม่ไยดี ท่านเดินตรงรี่เข้าไปหาภาคิน ก่อนจะค้อมศีรษะลง และยกมือขึ้นไหว้ชายชาวนาด้วยท่าทีที่นอบน้อมและให้เกียรติสูงสุด

“กราบสวัสดีครับ ‘ท่านประธานภาคิน’ ต้องกราบขออภัยที่ผมมาสายนะครับ พอดีไปจัดการเรื่องเอกสารการโอนที่ดินของท่านให้เรียบร้อยอยู่ครับ”

ความเงียบสงัดโรยตัวลงมาปกคลุมคฤหาสน์หรูราวกับป่าช้า ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะขยับตัว เอกชัยตาโตเท่าไข่ห่าน วิภาเอามือทาบอก ส่วนนทีอ้าปากค้าง

“ท-ท่านนายกฯ ครับ… ท่านทักคนผิดหรือเปล่าครับ นั่นพี่ชายผม เป็นแค่ชาวนาจนๆ…” เอกชัยละล่ำละลักพูดออกมา

ท่านนายกฯ หันขวับมามองเอกชัยด้วยสายตาที่เปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวทันที

“ชาวนาจนๆ อย่างนั้นหรือ? คุณเอกชัย คุณนี่ไม่รู้อะไรเลยจริงๆ สินะ” ท่านนายกฯ ส่ายหน้าอย่างระอา “พี่ชายที่คุณกำลังดูถูกอยู่นี้ คือเจ้าของ ‘ไร่วิจิตรฟาร์ม’ อาณาจักรเกษตรอินทรีย์ส่งออกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ! และที่สำคัญ… ที่ดินกว่าห้าร้อยไร่ที่เพิ่งบริจาคให้สร้างโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์แห่งใหม่… ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่คุณวิภาทำงานอยู่ ก็เป็นที่ดินที่ท่านภาคินบริจาคให้ในนามของตระกูลวิจิตรธาดา!”

ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางวง พี่น้องทั้งสามคนหน้าซีดเผือด ไร้สีเลือด

ท่านนายกฯ พูดต่อด้วยเสียงดังกังวาน “รถหรูๆ ที่พวกคุณขับกัน ถนนหนทางที่พวกคุณใช้สัญจร โครงการชลประทานที่หล่อเลี้ยงเมืองนี้ ล้วนมาจากเงินภาษีและเงินบริจาคส่วนตัวของคุณภาคินทั้งสิ้น… คราบโคลนบนเสื้อและรองเท้าของเขา คือร่องรอยของคนที่ก้มหน้าทำงานเพื่อแผ่นดิน ไม่ใช่เพื่อเปลือกนอกจอมปลอม”

ภาคินส่งยิ้มบางๆ ให้ท่านนายกฯ “ไม่เป็นไรหรอกครับท่าน สมบัติพวกนั้นตายไปผมก็เอาไปไม่ได้ สู้เอามาสร้างประโยชน์ให้ลูกหลานดีกว่า”

ชายชาวนาหันกลับมามองหน้าน้องๆ ทั้งสามคนอีกครั้ง แววตาของเขายังคงอบอุ่นเช่นเดิม แต่ในความอบอุ่นนั้น กลับมีความสง่างามที่ข่มให้รถหรูและแบรนด์เนมของน้องๆ กลายเป็นเพียงเศษขยะราคาแพง

“พี่ขอตัวกลับก่อนนะ พอดีพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าไปดูแปลงนา… อ้อ รถหรูๆ ของพวกแกน่ะ ขับกันระวังๆ ด้วยล่ะ ถนนหน้าหมู่บ้านพี่เพิ่งให้คนไปเทลูกรังใหม่ มันจะเลอะโคลนเอาได้”

ภาคินหมุนตัวเดินหันหลังก้าวออกจากคฤหาสน์ไปอย่างเงียบสงบ ทิ้งให้เศรษฐีพันล้าน ศัลยแพทย์มือทอง และทนายความชื่อดัง ยืนจมดิ่งอยู่กับความอับอายและตราบาปในใจที่ไม่มีวันลบเลือน คำดูถูกที่เคยพ่นออกไป บัดนี้ได้ย้อนกลับมาตบหน้าพวกเขาอย่างจัง… และสอนให้รู้ว่า ทองคำแท้ ต่อให้เปื้อนโคลนตมมากเพียงใด ก็ยังคงมีค่าเป็นทองคำอยู่วันยังค่ำ.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *