เมื่อความอดทนหยดสุดท้ายขาดสะบั้น การพิพากษาจึงเริ่มต้น
เข็มนาฬิกาบนหน้าปัดรถยนต์หรูบอกเวลาบ่ายสองโมงตรง… เร็วกว่ากำหนดการเดิมที่ฉันควรจะเลิกงานถึงสามชั่วโมงเต็ม
ฉัน ‘อริสรา’ เพิ่งเซ็นสัญญาธุรกิจมูลค่าหลายร้อยล้านเสร็จสิ้นด้วยความราบรื่น ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักตลอดหลายเดือนปลิดปลิวไปจนหมดสิ้น ในหัวของฉันมีเพียงภาพของ ‘น้องคิณ’ และ ‘น้องเคน’ ลูกชายฝาแฝดวัยสองขวบ และ ‘แม่พิมพา’ หญิงชราผู้เป็นที่รักยิ่งซึ่งกำลังป่วยด้วยโรคหอบหืดและข้อเข่าเสื่อม ฉันตั้งใจจะกลับมาเซอร์ไพรส์ พาพวกเขาทั้งสามคนออกไปทานอาหารมื้อหรูและพักผ่อนให้หนำใจ
แต่ทว่า… เซอร์ไพรส์ที่ฉันตั้งใจจะมอบให้ กลับกลายเป็นสิ่งที่กรีดหัวใจฉันจนแหลกสลายเสียเอง
เมื่อฉันไขกุญแจเปิดประตูบ้านเดี่ยวสองชั้นที่ฉันเป็นคนผ่อนจ่ายทุกบาททุกสตางค์ (แต่ยอมให้ใช้ชื่อสามีเพื่อรักษาหน้าเขา) สิ่งแรกที่ปะทะใบหน้าคือไอเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศในห้องรับแขก เสียงหัวเราะร่วนของ ‘ชานนท์’ สามีของฉัน และ ‘คุณนายสมศรี’ แม่สามี ดังสลับกับเสียงรายการวาไรตี้ในโทรทัศน์ บนโต๊ะกระจกเต็มไปด้วยเปลือกผลไม้และซองขนมขบเคี้ยวที่ถูกทิ้งขว้างอย่างไม่ไยดี
“นี่นังพิม! ผัดกะเพราของฉันได้หรือยัง! มัวแต่งมหาหอยทากอยู่หรือไง ฉันหิวจนไส้จะกิ่วแล้วนะ!” เสียงแผดแหลมของคุณนายสมศรีตะโกนข้ามไปทางหลังบ้าน
“อย่าไปเร่งแกเลยแม่ เดี๋ยวแกก็อ้างว่าปวดเข่าอีก ปล่อยให้ทำไปเถอะ เรากินขนมรอไปพลางๆ นี่แหละ” ชานนท์พูดกลั้วหัวเราะ โดยไม่แม้แต่จะขยับตัวลุกจากโซฟานุ่ม
ฉันยืนนิ่งงัน เลือดในกายเย็นเฉียบ รีบก้าวเท้าสับเปลี่ยนทิศทางตรงไปยังห้องครัวหลังบ้านทันที และภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้หยาดน้ำตาของฉันร่วงหล่นลงมาโดยไม่รู้ตัว
อากาศในครัวร้อนอบอ้าวราวกับเตาอบ ควันไฟจากการผัดพริกและกระเทียมลอยคลุ้งจนแสบตา แม่พิมพาของฉัน… แม่ที่กำลังป่วยหนัก… กำลังยืนมือสั่นเทาจับตะหลิวผัดข้าวหน้าเตาไฟที่ร้อนระอุ เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มใบหน้าที่ซีดเซียว ร่างกายของแม่โอนเอนราวกับใบไม้ใกล้ร่วง
แต่สิ่งที่บีบรัดหัวใจฉันที่สุดคือ… ในอ้อมแขนข้างซ้ายที่สั่นเทาของแม่ มี ‘น้องคิณ’ ซุกหน้าสะอื้นไห้ ตัวของลูกสั่นระริกด้วยพิษไข้ ส่วนที่ขาขวาของแม่ มี ‘น้องเคน’ กอดเกาะแน่น น้ำตาตากลมโตอาบสองแก้ม ร้องไห้งอแงด้วยความหวาดกลัวและหิวโหย
แม่ต้องทนแบกรับน้ำหนักของหลานสองคน พร้อมกับทนสูดดมควันไฟเพื่อทำอาหารเสิร์ฟคนที่นั่งรออย่างราชาในห้องแอร์!
“แม่…” ฉันครางเรียกเสียงแผ่ว
แม่พิมพาสะดุ้งสุดตัว หันมามองฉันด้วยแววตาตื่นตระหนก ตะหลิวในมือร่วงหล่นกระทบพื้น “ร… ริสา ทำไมกลับมาเร็วจังลูก…”
ฉันรีบถลาเข้าไปอุ้มน้องคิณที่กำลังตัวรุมๆ ออกจากอ้อมอกแม่ และจังหวะที่แสงสว่างจากหน้าต่างสาดกระทบใบหน้าของหญิงชรา… โลกทั้งใบของฉันก็หยุดหมุน
ที่โหนกแก้มซ้ายของแม่ มีรอยช้ำสีม่วงคล้ำขนาดใหญ่ที่พยายามถูกปกปิดด้วยแป้งฝุ่นราคาถูกๆ และเมื่อฉันจับแขนเสื้อของแม่ถลกขึ้น รอยนิ้วมือห้านิ้วที่บีบเค้นจนเขียวช้ำก็ปรากฏชัดเจนบนท่อนแขนเหี่ยวย่น
“ใครทำอะไรแม่…” เสียงของฉันกดต่ำ เยือกเย็นจนน่ากลัว
“ม… ไม่มีลูก แม่เดินชนขอบประตูเอง แม่ซุ่มซ่ามเองลูก อย่าไปโวยวายเลยนะริสา เดี๋ยวชานนท์เขาจะไม่พอใจ…” แม่พยายามดึงแขนเสื้อลง น้ำตาของคนเป็นแม่ร่วงหล่นเพราะกลัวลูกสาวจะบ้านแตก
ชนประตูงั้นหรือ? รอยนิ้วมือชัดเจนขนาดนี้!
ภาพความทรงจำที่ชานนท์เคยโมโหร้าย และภาพที่คุณนายสมศรีชอบจิกหัวใช้แม่ของฉันยามที่ฉันไม่อยู่บ้านหลั่งไหลเข้ามาในหัว ฉันอดทนมาตลอด อดทนทำตัวเป็นภรรยาที่อ่อนน้อม ยอมถ่อมตนและซ่อนความสำเร็จของตัวเองไว้ เพียงเพราะอยากให้ครอบครัวสมบูรณ์แบบ อยากให้ลูกมีพ่อ
แต่วันนี้… ตอนนี้… ความอดทนหยดสุดท้ายของฉันได้ระเหยหายไปกับควันไฟในครัวนี้แล้ว
ฉันไม่พูดอะไรอีก ฉันอุ้มน้องคิณด้วยแขนซ้าย จูงมือน้องเคนด้วยมือขวา และพยักหน้าให้แม่เดินตามออกมาอย่างเงียบที่สุด ฉันไม่ได้หยิบสมบัติอะไรติดตัวมาเลยแม้แต่ชิ้นเดียว เพราะของสกปรกในบ้านหลังนี้ ไม่มีค่าพอให้ฉันต้องแตะต้องอีกต่อไป
เมื่อเราสี่คนเดินผ่านห้องรับแขก ชานนท์และคุณนายสมศรีหันมามองด้วยความประหลาดใจ
“อ้าว กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะริสา แล้วนั่นจะพาแม่กับลูกไปไหน? ข้าวผัดฉันยังไม่เสร็จเลยนะ!” แม่สามีตวาดเสียงขุ่น
“นั่นสิริสา จะไปไหน หอบลูกหอบเต้าไปทำไม ทำตัวงี่เง่าอีกแล้วนะ” ชานนท์ลุกขึ้นยืน ชี้หน้าด่าฉันด้วยความเคยชิน “ถ้าก้าวเท้าออกจากบ้านหลังนี้ไป ก็ไม่ต้องกลับมาอีกนะ! ฉันไม่ให้เงินเธอใช้สักบาทด้วย ดูสิว่าผู้หญิงตัวเปล่าๆ กับยายแก่ๆ จะมีปัญญาไปซุกหัวนอนที่ไหน!”
ฉันหยุดเดิน หันกลับไปมองผู้ชายที่ฉันเคยมอบชีวิตให้ด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งความเยื่อใยใดๆ
“ขอบคุณที่เตือนนะชานนท์…” ฉันเหยียดยิ้มเย็นชา “แต่ฉันคงไม่ต้องไปซุกหัวนอนใต้สะพานลอยหรอก”
พูดจบ ฉันก็พยุงแม่และพาลูกเดินออกจากประตูบ้านไปอย่างเด็ดเดี่ยว เสียงชานนท์และแม่ของเขายังคงตะโกนด่าทอตามหลัง แช่งชักหักกระดูกว่าฉันจะต้องซมซานกลับมากราบเท้าพวกเขา
ฉันเดินนำครอบครัวข้ามถนนสายเล็กๆ ในหมู่บ้าน ตรงไปยังฝั่งตรงข้าม…
ฝั่งตรงข้ามของบ้านเรา คือ คฤหาสน์หรูสไตล์ยุโรปมูลค่ากว่าร้อยล้านบาท ที่เพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่ถึงปี คฤหาสน์ที่มีรั้วเหล็กดัดสีทองสูงตระหง่าน บดบังสายตาจากคนภายนอก คฤหาสน์ที่ชานนท์และแม่ของเขามักจะชะเง้อคอมองทุกวัน พร้อมกับนินทาด้วยความอิจฉาว่า ‘มหาเศรษฐีหน้าโง่ที่ไหนมาสร้างบ้านใหญ่โตบดบังทัศนียภาพ’
ชานนท์และคุณนายสมศรีเดินตามฉันมาถึงหน้าประตูรั้วบ้าน หวังจะเยาะเย้ยฉันต่อ
“นี่แกบ้าไปแล้วหรือไงริสา! แกจะพาแม่แกไปยืนเกาะรั้วบ้านคนรวยทำไม อายเขาไหมนั่น! กลับเข้าบ้านไปเดี๋ยวนี้!” ชานนท์ตะเบ็งเสียง
ฉันไม่ตอบรับคำด่าทอนั้น ฉันเพียงแค่ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพาย หยิบรีโมทคอนโทรลสีดำขลับออกมา แล้วกดปุ่มเพียงหนึ่งครั้ง…
ติ๊ด… วี๊ดดดด…
ประตูรั้วเหล็กดัดสีทองที่หนักอึ้งค่อยๆ เลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นลานน้ำพุหินอ่อนอลังการและตัวคฤหาสน์สีขาวบริสุทธิ์ที่งดงามราวกับพระราชวัง ทันใดนั้น หัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยในชุดสูทสีดำก็รีบวิ่งออกมาจากป้อมยาม พร้อมกับพนักงานรับใช้ในเครื่องแบบอีกสามคนที่ก้มศีรษะทำความเคารพอย่างนอบน้อม
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ คุณผู้หญิง… ให้พวกเราช่วยถือของและพาคุณท่านกับคุณหนูเข้าบ้านเถอะครับ”
คำว่า ‘คุณผู้หญิง’ ดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณ
ชานนท์และคุณนายสมศรียืนนิ่งเป็นรูปปั้น ดวงตาเบิกโพลงจนแทบจะถลนออกจากเบ้า ขากรรไกรค้างเติ่งด้วยความช็อกสุดขีด พวกเขามองหน้าฉันสลับกับคฤหาสน์ร้อยล้านตรงหน้า ร่างกายของทั้งคู่สั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
“ร… ริสา… น… นี่มันเรื่องอะไรกัน บ้านหลังนี้มัน…” ชานนท์ละล่ำละลัก เสียงสั่นพร่าราวกับคนเสียสติ
ฉันหันกลับไปมองอดีตสามีและอดีตแม่สามีเป็นครั้งสุดท้าย แววตาของฉันคมกริบราวกับใบมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนทุกสิ่ง
“บ้านที่พวกคุณด่าทอด้วยความอิจฉาทุกวันไงคะ… คฤหาสน์หลังนี้ ฉันซื้อและสร้างมันด้วยเงินสดของฉันเอง เงินจากบริษัทที่ฉันเป็นประธานกรรมการบริหาร ไม่ใช่พนักงานกินเงินเดือนธรรมดาอย่างที่คุณเข้าใจมาตลอด”
“ริสา… พี่… พี่ไม่รู้…” ชานนท์เข่าอ่อน ทรุดตัวลงไปกองกับพื้นถนน
“จำคำพูดของคุณเอาไว้นะชานนท์ ว่าอย่ากลับไปเหยียบที่นั่นอีก เพราะพรุ่งนี้ ทนายความของฉันจะเอาเอกสารฟ้องหย่า พร้อมกับหมายศาลข้อหาทำร้ายร่างกายบุพการีของฉันไปแปะไว้ที่หน้าประตูบ้านคุณ… อ้อ แล้วบ้านที่คุณอยู่ตอนนี้ ชื่อเจ้าของก็คือฉัน เตรียมเก็บของย้ายออกไปซุกหัวนอนที่อื่นได้เลย ภายใน 24 ชั่วโมง!”
ฉันหมุนตัวเดินเข้าสู่คฤหาสน์ที่แท้จริงของฉัน ประตูรั้วสีทองค่อยๆ เลื่อนปิดลง ปิดกั้นเสียงกรีดร้องโวยวายและเสียงร้องไห้คร่ำครวญของสองแม่ลูกที่กำลังสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
ฉันก้มมองแม่พิมพาที่กำลังส่งยิ้มบางๆ ทั้งน้ำตา และลูกชายทั้งสองที่ตอนนี้มีคนคอยดูแลอย่างทะนุถนอม…
การทนอยู่ในนรกได้สิ้นสุดลงแล้ว นับจากวินาทีนี้ การพิพากษาและกรรมตามสนองอย่างสาสม เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น.
