โดยมีแม่และน้องสาวนิ่งดูดาย… ผมจึงสั่งตำรวจทหารและทนายบุกจับคาบ้านและไล่ตะเพิดพวกมันไปนอนคุก!
I. การกลับมาจากสมรภูมิที่ไร้ความสุข
ผมชื่อ “ร้อยเอกอนาวิน” ตลอดระยะเวลาแปดเดือนที่ผ่านมา ผมต้องละทิ้งความสุขส่วนตัวเพื่อไปทำภรรพกิจทหารชายแดนที่ห่างไกลและอันตราย สิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผมให้สู้ต่อในทุกๆ วันคือ “รินรดา” ภรรยาที่เพิ่งให้กำเนิดลูกชายตัวน้อยก่อนที่ผมจะเดินทางไปประจำการ ผมเฝ้ารอคอยวันที่ภารกิจสิ้นสุดลงเพื่อจะได้กลับมาโอบกอดครอบครัวเล็กๆ ของผมด้วยความรัก
แต่ในคืนวันที่ผมกลับมาถึงคฤหาสน์ประจำตระกูลโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า บรรยากาศภายในบ้านกลับเงียบสงัดและเย็นยะเยือกราวกับสุสาน ผมรีบก้าวเท้าขึ้นไปยังห้องนอนชั้นสอง ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจของผมแตกสลายและแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นอันมหาศาล
บนเตียงเด็กทารก ลูกชายตัวน้อยวัยเจ็ดเดือนของผมกำลังนอนร้องไห้ครางเครือ เนื้อตัวแดงก่ำและไอร้อนระอุจากพิษไข้สูง และที่พื้นข้างเปลนอน… รินรดากำลังนั่งคุดคู้ตัวสั่นเทาอยู่บนพื้นห้อง ใบหน้าของเธอซีดเผือด ริมฝีปากแตก และเมื่อผมมองไปที่แขนและขาของเธอ มันเต็มไปด้วยรอยเขียวช้ำจากการถูกทุบตีอย่างทารุณ
II. ความใจดำของปลิงในคฤหาสน์
ในขณะที่ผมกำลังพุ่งตัวเข้าไปประคองภรรยาและลูกด้วยความตื่นตระหนก ประตูห้องก็เปิดออก แม่ของผมเดินนวยนาดเข้ามาในชุดผ้าไหมหรูหราพร้อมรอยยิ้มเยือกเย็นที่มุมปาก เธอมองรินรดาด้วยสายตาเหยียดหยามก่อนจะพูดกับผมอย่างหน้าตาเฉย
“กลับมาแล้วเหรออนาวิน? อย่าไปสนใจนังผู้หญิงชั้นต่ำคนนี้เลย มันต้องโดนสั่งสอนซะบ้าง ทำตัวเป็นคุณนายชูคอในบ้านฉัน ไม่ยอมตื่นมาเตรียมอาหารเช้าให้ฉันกับน้องสาวแก!”
ทันใดนั้น “อลิส” น้องสาวแท้ๆ ของผมก็เดินนวยนาดตามเข้ามา พลางเคี้ยวหมากฝรั่งและหัวเราะคิกคักด้วยความสะใจ “ใช่ค่ะพี่นาวิน นังนี่มันอ้างว่าลูกไม่สบายทั้งคืนเลยไม่ได้นอน… โธ่! ไอ้เด็กทารกนี่มันเป็นความรับผิดชอบของมันคนเดียว จะมาสำออยขี้เกียจไม่ได้หรอก สมควรแล้วที่โดนคุณแม่ตบสั่งสอนไปเมื่อเย็น!”
ผู้หญิงสองคนที่ผมเรียกว่าแม่และน้องสาว ยืนพูดจาโหดร้ายราวกับคนไร้หัวใจ ท่ามกลางเสียงร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดของลูกชายผมและรอยแผลเต็มตัวของภรรยาผม
ผมรู้สึกเหมือนเลือดในกายมันเดือดพล่านจนแทบระเบิด แต่ในฐานะนายทหารระดับสูง ผมรู้ดีว่าการใช้กำลังตัดสินไม่ใช่ทางออกที่ชาญฉลาดที่สุด ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ สะกดกลั้นทุกความรู้สึกอารมณ์ นัยน์ตาของผมเปลี่ยนเป็นนิ่งสนิทดุจน้ำแข็ง ผมไม่ได้ตะคอก ไม่ได้ส่งเสียงเอะอะโวยวายใดๆ ผมเพียงแค่หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา กดส่งข้อความสั้นๆ ไปยังบุคคลสามกลุ่มที่ผมเตรียมการไว้ล่วงหน้า จากนั้นผมก็อุ้มรินรดาและลูกชายขึ้นรถ ขับตรงไปยังโรงพยาบาลทหารที่ใกล้ที่สุดทันที
III. ยุทธการล้อมล้างคนใจบาป
หลังจากแพทย์ทหารทำแผลให้รินรดาและช่วยลดไข้ให้ลูกชายของผมจนปลอดภัยแล้ว ผมก็นั่งเฝ้าพวกเขาทั้งคืน ความจริงที่รินรดาร้องไห้เล่าให้ฟังคือ ตลอดแปดเดือนที่ผมไม่อยู่ แม่และน้องสาวข่มขู่ยึดเงินที่ผมส่งมาให้ทั้งหมด นำไปช้อปปิ้งกระเป๋าแบรนด์เนมจนหมดเนื้อหมดตัว และปล่อยให้เธอและลูกอดยาก หากรินรดาขัดขืนก็จะถูกทุบตีและขังไว้ในห้อง
เวลาตีห้าครึ่ง รุ่งอรุณกำลังจะมาเยือน… ผมเดินทางกลับมาที่คฤหาสน์อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมไม่ได้มาเพียงลำพัง
รถจี๊ปทหารสองคัน รถสายตรวจตำรวจ และรถตู้ของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จอดสนิทอยู่ที่หน้าบ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร (สห.) ในเครื่องแบบเต็มยศพร้อมอาวุธครบมือ เจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็ก และ “ทนายวิรัช” ทนายความส่วนตัวของผม ยืนตั้งแถวรอรับคำสั่งอยู่หลังแผ่นหลังของผม
ผมผลักประตูบ้านเข้าไป แม่และน้องสาวที่กำลังนั่งดื่มกาแฟยามเช้าอย่างสบายอารมณ์ถึงกับสะดุ้งตกใจเมื่อเห็นกองกำลังทหารและตำรวจเดินเรียงแถวเข้ามาปิดล้อมห้องโถง
“อนาวิน! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! แกพากองทัพทหารพวกนี้เข้ามาในบ้านฉันทำไม?!” แม่ตะโกนลั่นด้วยความตกใจและโกรธจัด
IV. ความจริงเบื้องหลังกรรมสิทธิ์คฤหาสน์
ทนายวิรัชก้าวขึ้นมาข้างหน้า พร้อมกับเปิดแฟ้มเอกสารสิทธิ์ที่ดินและโครงสร้างตระกูลวางลงบนโต๊ะอาหาร
“คุณผู้หญิงครับ กรุณาเข้าใจให้ถูกต้องด้วย” ทนายวิรัชกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “คฤหาสน์หลังนี้ ที่ดินผืนนี้ รวมถึงทรัพย์สินทั้งหมดในกองทุนตระกูลเพชรภักดี ไม่ใช่ของคุณและลูกสาวของคุณครับ… ทุกอย่างถูกจดทะเบียนเป็นชื่อของร้อยเอกอนาวินแต่เพียงผู้เดียว มาตั้งแต่วันที่คุณพ่อของร้อยเอกอนาวินเสียชีวิตเมื่อห้าปีก่อนแล้ว คุณสองคนเป็นเพียงผู้อยู่อาศัยที่ร้อยเอกอนาวินให้อาศัยด้วยความกตัญญูเท่านั้น”
“ไม่จริง! ฉันเป็นแม่! ฉันมีสิทธิ์ในบ้านหลังนี้!” แม่ผัวใจร้ายกรีดร้องหน้าดำหน้าแดง
ผมก้าวออกมาข้างหน้า สายตาของผมจ้องมองพวกเขาราวกับมองคนแปลกหน้าที่ไร้ค่า “ผมยอมให้พวกคุณใช้เงิน ยอมให้อยู่ในบ้านของผมอย่างสุขสบายเพราะเห็นแก่ความเป็นครอบครัว แต่พวกคุณกลับทำลายความกตัญญูของผมด้วยการทำร้ายภรรยาและลูกของผม!”
เจ้าหน้าที่ฝ่ายคุ้มครองสิทธิเด็กและสตรีพร้อมตำรวจทหารก้าวเข้ามาพร้อมหมายจับ “คุณหญิงดารารัตน์ และนางสาวอลิส คุณถูกจับกุมในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายทารุณกรรมสตรีและเด็ก และกักขังหน่วงเหนี่ยวตามกฎหมายอาญาครับ”
V. รุ่งอรุณแห่งความยุติธรรม
“ไม่นะพี่นาวิน! หนูเป็นน้องสาวพี่นะ พี่จะจับหนูเข้าคุกไม่ได้!” อลิสร้องไห้โฮ พยายามจะวิ่งเข้ามาเกาะขาผม แต่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารหญิงล็อกตัวเอาไว้ทันที กุญแจมือเหล็กวาววับถูกสับเข้าที่ข้อมือของทั้งสองคนอย่างรวดเร็ว
แม่ของผมทรุดตัวลงบนพื้นพรมพยายามบีบน้ำตาอ้อนวอน “อนาวิน… แม่ขอโทษ แม่แค่หน้ามืดตามัวไป อย่าทำกับแม่แบบนี้เลยนะลูก ไล่แม่ไปแล้วแม่จะไปอยู่ที่ไหน!”
“ไปอยู่ในที่ที่พวกคุณควรอยู่… ในคุก” ผมตอบด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ “ทนายวิรัช จัดการตัดสิทธิ์พวกเขาทุกคนออกจากกองทุนตระกูล ห้ามไม่ให้ได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว และขนย้ายข้าวของของพวกเขาทั้งหมดออกจากคฤหาสน์ของผมภายในวันนี้!”
แสงอาทิตย์แรกของวันใหม่เริ่มสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างกระจกบานใหญ่ บ่งบอกถึงการเริ่มต้นใหม่ที่ปราศจากเนื้อร้ายใจดำ แม่และน้องสาวถูกควบคุมตัวเดินออกไปจากคฤหาสน์ท่ามกลางสายตาของเพื่อนบ้านที่ออกมาดูด้วยความสมเพช พวกเขาถูกตอกย้ำให้ตื่นจากฝันกลางวันว่า บ้านหรูและเงินทองที่พวกเขาเคยเอามาใช้เหยียบย่ำคนอื่น แท้จริงแล้วไม่ใช่ของพวกเขาเลยแม้แต่เซนเดียว
ผมหันหลังกลับเดินขึ้นรถเพื่อไปรับภรรยาและลูกชายกลับบ้าน คฤหาสน์หลังนี้จะกลับมาอบอุ่นและปลอดภัยอีกครั้ง และในฐานะหัวหน้าครอบครัวและนายทหาร… ผมได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ใครก็ตามที่กล้าแตะต้องดวงใจของผม มันจะต้องชดใช้อย่างสาสมจนไม่มีที่ยืนในสังคมอีกต่อไป!
