ลูกชายคืออนาคต ส่วนลูกสาวคือความว่างเปล่า

: เมื่อแม่และน้องชายไล่ฉันออกจากบ้านเพื่อขายใช้หนี้พนันสิบล้าน แต่กลับต้องพบกับความจริงที่พลิกชะตาชีวิตพวกเขาสู่หายนะตลอดกาล!

I. เงาของตระกูล

“นนท์คืออนาคตของครอบครัวเรา ส่วนแก… นลิน แกมันก็แค่ผู้หญิงที่โตขึ้นก็ต้องแต่งงานออกไปเป็นคนอื่น หน้าที่ของแกคืออยู่เงียบๆ และอย่ามาทำตัวเป็นภาระของตระกูล”

นั่นคือประโยคที่ “คุณหญิงดารณี” ผู้เป็นแม่ พร่ำบอกฉันมาตั้งแต่ฉันยังจำความได้ ในครอบครัวที่เชิดชูลูกชายเป็นดั่งเทพเจ้า “นนท์” น้องชายของฉันได้รับทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาปรารถนา รถสปอร์ตคันหรู บัตรเครดิตไม่จำกัดวงเงิน และการศึกษาในต่างประเทศ (ที่เขาเรียนไม่เคยจบ) ส่วนฉัน “นลิน” ต้องดิ้นรนส่งตัวเองเรียนด้วยทุนการศึกษา และทำงานอย่างหนักเพื่อพิสูจน์คุณค่าของตัวเองให้พ่อกับแม่เห็น… แม้ว่ามันจะไม่เคยมีความหมายเลยในสายตาของแม่ก็ตาม

คนเดียวที่มองเห็นความพยายามของฉันคือ “คุณพ่อสมภพ” ท่านเป็นคนเงียบๆ ที่มักจะแอบส่งรอยยิ้มให้กำลังใจฉันเสมอ จนกระทั่งสัปดาห์ที่แล้ว… โรคหัวใจได้พรากคุณพ่อไปจากพวกเราอย่างกะทันหัน โลกของฉันพังทลาย แต่สำหรับแม่และนนท์ พวกเขากลับมองเห็นเพียงแค่ “โอกาส”

II. การรวมญาติและหนี้สินที่ซ่อนเร้น

สามวันหลังจากพิธีศพของคุณพ่อผ่านพ้นไป แม่ได้เรียกญาติพี่น้องทุกคนมารวมตัวกันที่ห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ประจำตระกูล ฉันนั่งเงียบๆ อยู่มุมห้อง สวมชุดสีดำและยังคงมีคราบน้ำตาบนใบหน้า ในขณะที่นนท์นั่งไขว่ห้างสูบซิการ์อยู่บนโซฟาตัวโปรดของคุณพ่อ ราวกับว่าเขาเป็นเจ้าของบ้านคนใหม่

“ที่ฉันเรียกทุกคนมาวันนี้ ก็เพื่อจะแจ้งให้ทราบเรื่องอนาคตของครอบครัวเรา” แม่ประกาศด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง “ฉันกับนนท์ตัดสินใจแล้วว่า เราจะ ‘ขาย’ คฤหาสน์หลังนี้และที่ดินทั้งหมด”

เสียงฮือฮาดังขึ้นในหมู่ญาติพี่น้อง คฤหาสน์หลังนี้คือสมบัติเก่าแก่ที่ประเมินค่าไม่ได้ ลุงของฉันรีบแย้งขึ้นมา “ดารณี! เธอจะบ้าไปแล้วเหรอ ขายบ้านบรรพบุรุษเนี่ยนะ? แล้วพวกเธอจะไปอยู่ที่ไหน!”

แม่ถอนหายใจและปรายตามองไปทางนนท์อย่างปกป้อง “นนท์เขาไปลงทุนทำธุรกิจที่มาเก๊าแล้วเกิดผิดพลาดนิดหน่อย ตอนนี้เขามีหนี้สินที่ต้องเคลียร์ประมาณ 12 ล้านบาท (ราวๆ 340,000 ดอลลาร์) ถ้าเราไม่ขายบ้านหลังนี้ เจ้าหนี้ขู่จะตามมาเอาชีวิตลูกชายคนเดียวของฉัน! ยังไงสมบัตินี้ก็ต้องตกเป็นของนนท์อยู่แล้ว ฉันมีสิทธิ์ที่จะขายเพื่อรักษาอนาคตของตระกูลเรา!”

“ธุรกิจ” ที่แม่พูดถึง… ญาติทุกคนรู้ดีว่ามันคือ “การพนัน” นนท์ผลาญเงินครอบครัวไปกับการพนันจนหมดตัว และตอนนี้นำความฉิบหายมาสู่บ้านเกิด

III. การขับไล่ที่ไร้ความปรานี

“แล้วนลินล่ะ? เธอจะให้นลินไปอยู่ที่ไหน?” ป้าของฉันเอ่ยถามขึ้นมาพร้อมกับมองมาที่ฉันด้วยความสงสาร

แม่หันขวับมามองฉันด้วยสายตาเย็นชาและรังเกียจ “มันก็โตจนป่านนี้แล้ว มีปัญญาทำงานหาเงินเองได้แล้วนี่! นลิน… ตั้งแต่วันนี้ไป แกหมดประโยชน์กับบ้านหลังนี้แล้ว ขึ้นไปเก็บข้าวของของแก แล้วไสหัวออกไปจากบ้านของฉันซะ! ฉันต้องรีบเคลียร์พื้นที่ให้เอเจนซี่เข้ามาถ่ายรูปบ้านพรุ่งนี้เช้า”

“แต่แม่คะ… นี่มันบ้านของคุณพ่อนะคะ นลินก็เป็นลูกแม่เหมือนกัน ทำไมแม่ถึงทำแบบนี้” ฉันถามเสียงสั่น แสร้งทำเป็นอ่อนแอ

“อย่ามาบีบน้ำตา!” นนท์ตะโกนแทรกขึ้นมาพลางชี้หน้าฉัน “บ้านนี้เป็นของตระกูล และฉันคือผู้สืบทอด แกมันก็แค่ส่วนเกิน ไสหัวออกไปซะก่อนที่ฉันจะให้ รปภ. มาลากตัวแกออกไป โชว์ความสมเพชให้ญาติๆ ดู!”

ญาติพี่น้องหลายคนเบือนหน้าหนี ไม่มีใครกล้าสอดมือเข้ามายุ่งกับความเกรี้ยวกราดของคุณหญิงดารณีและลูกชายสุดที่รัก

IV. ไพ่ตายที่ถูกพลิกกลับ

ฉันก้มหน้าลง… แต่แทนที่น้ำตาจะหยดลงบนพื้นพรม ฉันกลับหลุดเสียงหัวเราะเบาๆ ออกมาในลำคอ เสียงหัวเราะที่ค่อยๆ ดังขึ้นจนทำให้ทั้งห้องโถงตกอยู่ในความเงียบงัน

“แกหัวเราะอะไร นังลูกเนรคุณ!” แม่ตวาด

ฉันเงยหน้าขึ้น แววตาของฉันไม่มีความหวาดกลัวหรือความอ่อนแออีกต่อไป ฉันล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพาย แล้วหยิบแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลที่ถูกปิดผนึกอย่างดีออกมาโยนลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าพวกเขา

“หัวเราะให้กับความฝันลมๆ แล้งๆ ของพวกคุณไงคะ” ฉันเหยียดยิ้ม “จะขายบ้านหลังนี้งั้นเหรอคะแม่? ไม่ทราบว่าแม่จะเอาสิทธิ์อะไรมาขาย ในเมื่อ ‘เจ้าของบ้าน’ ยังนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ทั้งคน”

“แกพูดบ้าอะไร!” นนท์พุ่งตัวเข้ามาคว้าแฟ้มเอกสารนั้นไปเปิดดู

ทันทีที่สายตาของนนท์ไล่อ่านตัวอักษรบนหน้ากระดาษ ใบหน้าที่เคยก้าวร้าวก็ซีดเผือดราวกับกระดาษ มือของเขาสั่นเทาจนเอกสารร่วงลงสู่พื้น แม่รีบก้มลงไปหยิบขึ้นมาดู ก่อนจะเบิกตากว้างจนแทบถลนออกมา

มันคือ “โฉนดที่ดินคฤหาสน์และพินัยกรรมฉบับล่าสุดของคุณพ่อ”

“น-นี่มันเอกสารปลอม! สมภพไม่มีทางยกทุกอย่างให้แก!” แม่กรีดร้องเสียงหลง

“ของจริงค่ะแม่ ประทับตราครุฑและมีลายเซ็นทนายความประจำตระกูลครบถ้วน” ฉันก้าวเดินเข้าไปหาพวกเขาด้วยท่วงท่าที่สง่างาม “คุณพ่อรู้เรื่องหนี้พนัน 12 ล้านของนนท์มาตั้งนานแล้ว ท่านรู้ดีว่าถ้าท่านเป็นอะไรไป นนท์จะต้องเอาบ้านหลังนี้ไปขายใช้หนี้แน่ๆ ท่านถึงได้โอนกรรมสิทธิ์คฤหาสน์ ที่ดิน และหุ้นทั้งหมดในบริษัท มาเป็นชื่อของ ‘นลิน’ ตั้งแต่หกเดือนที่แล้ว!”

V. รุ่งอรุณแห่งการเอาคืน

เสียงซุบซิบของญาติพี่น้องดังระงมขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้สายตาทุกคู่ที่มองมาที่ฉันเต็มไปด้วยความเคารพและทึ่งในสติปัญญา

“น-นลิน… น้องรัก พี่ขอโทษนะ” นนท์รีบเปลี่ยนท่าที เขาทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าฉัน น้ำตาแห่งความขี้ขลาดไหลอาบแก้ม “พี่เป็นหนี้พวกมาเฟีย ถ้าไม่มีเงินไปจ่าย พวกมันฆ่าพี่แน่ๆ! นลินเอาบ้านไปเข้าธนาคารเพื่อช่วยพี่เถอะนะ!”

“ใช่ๆ นลิน! แกต้องช่วยน้องนะ! น้องคือสายเลือดของแกนะ!” แม่รีบเข้ามาเกาะแขนฉัน พยายามบีบน้ำตาอ้อนวอน

ฉันสะบัดแขนออกอย่างรังเกียจ ก้มลงมองผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องชายและผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ ด้วยแววตาที่เย็นเยียบที่สุด “เมื่อห้านาทีที่แล้ว แม่เพิ่งไล่ฉันออกจากบ้านต่อหน้าญาติทุกคน แม่บอกเองนี่คะว่าฉันคือส่วนเกินที่ควรจะหายตัวไป… งั้นตอนนี้ ฉันก็จะขอทำตามหน้าที่ ‘เจ้าของบ้าน’ บ้างก็แล้วกัน”

ฉันหันไปส่งสัญญาณให้ทนายความและบอดี้การ์ดที่ฉันนัดหมายให้รออยู่หน้าบ้านเดินเข้ามา

“รปภ. และบอดี้การ์ดคะ… ช่วยลากตัว ‘ผู้บุกรุก’ สองคนนี้ออกไปจากคฤหาสน์ของฉันเดี๋ยวนี้ และถ้าพวกเขากล้าก้าวเข้ามาเหยียบที่นี่อีกแม้แต่ก้าวเดียว ให้แจ้งตำรวจจับข้อหาบุกรุกได้เลย”

“นลิน! แกทำแบบนี้กับแม่ไม่ได้นะ! นังลูกทรพี!” แม่กรีดร้องดิ้นรนขณะที่ถูกบอดี้การ์ดร่างยักษ์หิ้วปีกออกไป นนท์ร้องไห้ฟูมฟายเกาะขาโต๊ะ แต่ก็ถูกลากตัวออกไปอย่างหมดสภาพ ท่ามกลางสายตาสมเพชของญาติพี่น้องที่ไม่มีใครคิดจะยื่นมือเข้าไปช่วย

ประตูคฤหาสน์บานใหญ่ปิดลงอย่างหนักแน่น ตัดขาดเสียงโวยวายของคนเห็นแก่ตัวให้อยู่เพียงภายนอก

ฉันสูดลมหายใจลึกๆ รับรู้ถึงอิสรภาพที่แท้จริงเป็นครั้งแรกในชีวิต คุณพ่อพูดถูกเสมอ… อนาคตของตระกูลไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศสภาพ แต่มันขึ้นอยู่กับคนที่รู้คุณค่าของการมีชีวิตต่างหาก และตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คฤหาสน์หลังนี้จะมีเพียงความสงบสุข และฉันจะสร้างอนาคตที่รุ่งโรจน์ด้วยสองมือของฉันเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *