ความลำเอียงในซองของขวัญ: เมื่อคุณป้าแจกเงินสองหมื่นให้เด็กทุกคนในงานรวมญาติ…

 ยกเว้นลูกของฉัน และนั่นคือจุดจบของความเย่อหยิ่งที่เธอต้องจำไปจนตาย!

I. งานรวมญาติที่เต็มไปด้วยหน้ากาก

ในทุกๆ ปี ช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือวันปีใหม่ไทย ตระกูล “วิจิตรจรรยา” จะจัดงานรวมญาติครั้งใหญ่ที่คฤหาสน์เรือนไม้สักทองของคุณปู่คุณย่า งานนี้เปรียบเสมือนเวทีประชันความมั่งคั่งของบรรดาลูกหลาน ใครขับรถหรู ใครสวมนาฬิกาเรือนละล้าน หรือใครส่งลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์ค่าเทอมแพงหูฉี่ ทุกอย่างจะถูกนำมาโอ้อวดกันบนโต๊ะอาหาร

ฉันชื่อ “พลอยใส” เป็นหลานสาวคนกลางที่ถูกมองว่าเป็น “แกะดำ” ของตระกูล เพราะฉันเลือกที่จะแต่งงานกับผู้ชายธรรมดาๆ ที่เป็นสถาปนิก และเปิดบริษัทเล็กๆ เป็นของตัวเอง แทนที่จะแต่งงานกับลูกนักการเมืองตามที่คุณป้า “ญาดา” ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในบ้านพยายามจับคู่ให้

ปีนี้ ฉันพาลูกชายสองคน คือ “น้องซัน” วัย 8 ขวบ และ “น้องซี” วัย 6 ขวบ มาร่วมงานด้วย เด็กๆ ตื่นเต้นมากที่จะได้เจอญาติพี่น้องและวิ่งเล่นตามประสาเด็ก โดยไม่รู้เลยว่าโลกของผู้ใหญ่นั้นโหดร้ายแค่ไหน

II. ซองของขวัญที่ถูกข้ามผ่าน

เมื่อถึงเวลาเย็น ไฮไลต์ของงานก็มาถึง คุณป้าญาดาในชุดผ้าไหมราคาแพงระยับ เดินออกมาที่ห้องโถงใหญ่พร้อมกับปึกซองสีทองหนาเตอะในมือ บรรดาเด็กๆ ลูกหลานของตระกูลต่างวิ่งเข้าไปรุมล้อมด้วยความตื่นเต้น

“มาๆ เด็กๆ เข้าแถวรับซองของขวัญปีใหม่จากป้านะลูก ปีนี้ป้าใจดี ให้คนละสองหมื่นบาท เอาไปซื้อของเล่นกันให้จุใจเลย!” คุณป้าญาดาประกาศเสียงดัง แขกผู้ใหญ่ในงานต่างปรบมือและเอ่ยปากชมความใจป้ำของเธอ

น้องซันและน้องซีเข้าไปต่อแถวร่วมกับลูกพี่ลูกน้องคนอื่นๆ ด้วยแววตาเป็นประกาย เด็กน้อยทั้งสองคุยกันกระซิบกระซาบว่าจะเอาเงินไปซื้อชุดเลโก้ที่อยากได้มานาน

คุณป้าญาดาแจกซองสีทองให้เด็กทีละคน พร้อมกับลูบหัวและอวยพร จนกระทั่ง… มาถึงคิวของน้องซันและน้องซีที่ยืนอยู่ท้ายแถว

คุณป้าญาดามองหน้าลูกชายของฉันทั้งสองคน เธอลดมือที่ถือซองลง รอยยิ้มใจดีเมื่อครู่จางหายไป กลายเป็นแววตาที่เย็นชาและเหยียดหยาม จากนั้นเธอก็หันหลังกลับและเดินเอาซองที่เหลือไปยื่นให้พนักงานรับใช้

“อ้าว ป้าญาดาครับ… ของผมกับน้องซียังไม่ได้เลยครับ” น้องซันเอ่ยขึ้นด้วยความซื่อสัตย์และงุนงง มือเล็กๆ ของเขายังคงยื่นรอรับซอง

III. คำพูดที่กรีดลึกถึงขั้วหัวใจ

ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงใหญ่ ญาติทุกคนหันมามองที่ลูกชายของฉันเป็นตาเดียว

คุณป้าญาดาหันกลับมา แสยะยิ้มที่มุมปากแล้วพูดด้วยน้ำเสียงดังกังวานตั้งใจให้ทุกคนได้ยิน “โอ๊ย ซองป้าหมดพอดีเลยลูก… แต่อีกอย่างนะ ป้าว่าแม่ของพวกหนูน่ะ เขาชอบความลำบาก ชอบดิ้นรนสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเอง ป้าคงไม่อยากเอาเงินของป้าไปทำให้พวกหนูเสียนิสัยหรอกนะจ๊ะ กลับไปขอเงินพ่อที่เป็นสถาปนิกไส้แห้งของหนูเถอะ”

น้องซีวัย 6 ขวบเบาะปากเริ่มร้องไห้เพราะตกใจกับน้ำเสียงตวาด ส่วนน้องซันยืนหน้าเสีย ค่อยๆ ดึงมือน้องชายให้ถอยหลังกลับมาหาฉัน

ญาติหลายคนซุบซิบนินทา บางคนแอบหัวเราะเยาะคิกคัก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณป้าญาดาทำตัวลำเอียง แต่ครั้งนี้เธอล้ำเส้นเกินไป เพราะเธอจงใจหักหน้าฉันโดยใช้เด็กบริสุทธิ์เป็นเครื่องมือ!

ฉันไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้โวยวาย ฉันเดินเข้าไปคุกเข่าตรงหน้าลูกชายทั้งสองคน ดึงพวกเขาเข้ามากอดไว้แน่น “ไม่เป็นไรลูก ซันกับซีไม่ต้องร้องไห้นะครับ… เงินที่ไม่มีความเมตตา ต่อให้มีเป็นล้าน มันก็เป็นแค่เศษกระดาษลูก” ฉันกระซิบปลอบลูกๆ

IV. ไพ่ตายที่ถูกพลิกกลับ

ฉันลุกขึ้นยืน จ้องมองเข้าไปในดวงตาของคุณป้าญาดาที่กำลังทำหน้าเยาะเย้ย “แหม พลอยใส อย่าทำหน้าตึงแบบนั้นสิ ป้าก็แค่สอนให้ลูกเธอรู้จักเจียมตัว” คุณป้าญาดายังคงพูดจาถากถาง

“ฉันไม่ได้โกรธหรอกค่ะคุณป้า” ฉันยิ้มบางๆ อย่างเยือกเย็น “พลอยแค่กำลังคิดว่า… พลอยควรจะสอนให้คุณป้ารู้จักคำว่า ‘เจียมตัว’ บ้างเหมือนกัน”

จังหวะนั้นเอง “ลุงชลิต” สามีของคุณป้าญาดาที่เพิ่งคุยโทรศัพท์เสร็จ ก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาในห้องโถงด้วยใบหน้าซีดเผือด เหงื่อแตกพลั่ก “ญาดา! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! บริษัท ‘Siri Property’ ที่เรากำลังกู้เงินไปร่วมลงทุนด้วย เขาเพิ่งส่งอีเมลมายกเลิกสัญญา แถมยังถอนหุ้นออกจากบริษัทเราหมดเลย! ถ้าไม่มีเงินทุนก้อนนี้ บริษัทเราต้องล้มละลายแน่ๆ!”

คุณป้าญาดาเบิกตากว้าง “อ-อะไรนะ! เป็นไปได้ยังไง! ท่านประธานบริษัท Siri Property เขาตกลงกับเราแล้วนี่นา!”

ฉันค่อยๆ ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพาย หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโชว์หน้าจออีเมลที่เพิ่งกดส่งไปเมื่อสองนาทีที่แล้ว ให้ลุงชลิตและคุณป้าญาดาดู

ลุงชลิตเพ่งมองที่หน้าจอ ก่อนที่ขาทั้งสองข้างของเขาจะอ่อนแรงจนทรุดลงไปนั่งกับพื้น “พ-พลอยใส… นี่หลาน… หลานคือ CEO ของ Siri Property เหรอ?!”

V. จุดจบของการดูถูก

เสียงฮือฮาดังระงมไปทั่วทั้งบ้าน ญาติทุกคนที่เคยหัวเราะเยาะฉันต่างตกตะลึงจนตาค้าง

ตลอดห้าปีที่ผ่านมา บริษัทเล็กๆ ของฉันกับสามีเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนกลายเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ แต่ฉันเลือกที่จะใช้ชีวิตเรียบง่าย ขับรถธรรมดา และไม่เคยป่าวประกาศความรวยให้ใครรู้ เพราะฉันรู้ดีว่าญาติพี่น้องตระกูลนี้เป็นพวกจมไม่ลงและชอบหลอกใช้คนอื่น

“ใช่ค่ะคุณลุง” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท “เงินทุน 500 ล้านที่บริษัทของคุณลุงกำลังรอคอย… เป็นเงินจากบริษัทของพลอยเอง แต่ในเมื่อคุณป้าญาดาเพิ่งบอกไปเมื่อกี้ว่า ‘ไม่อยากให้เงินมาทำให้ครอบครัวพลอยเสียนิสัย’ พลอยก็เลยคิดว่า… พลอยก็ไม่ควรเอาเงิน 500 ล้านของพลอย ไปต่อลมหายใจให้บริษัทของคนที่ดูถูกลูกชายพลอยเหมือนกันค่ะ”

“ม-ไม่จริง… พลอยใส หลานล้อป้าเล่นใช่ไหม!” คุณป้าญาดารีบพุ่งเข้ามาจับแขนฉัน ใบหน้าที่เคยหยิ่งยโสบัดนี้เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและน้ำตา “ป้าขอโทษ! ป้าแค่ล้อเล่นกับหลาน ป้ามีซองให้ซันกับซีนะลูก นี่ไงๆ ป้าให้คนละแสนเลย!”

คุณป้าญาดาลนลานพยายามจะยัดเงินใส่กระเป๋าเสื้อของน้องซัน แต่น้องซันก้าวถอยหลังและส่ายหน้า “ผมไม่เอาเงินของคุณป้าแล้วครับ คุณแม่บอกว่าเราไม่รับของจากคนใจร้าย” เด็กชายวัย 8 ขวบพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว

VI. การจากลาที่สง่างาม

ฉันปัดมือของคุณป้าญาดาออกอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด “เก็บเงินสองแสนของคุณป้าไว้เถอะค่ะ เพราะพรุ่งนี้เช้า… ธนาคารคงจะมาฟ้องยึดบ้านหลังนี้ และคุณป้าคงต้องใช้เงินก้อนนี้ประทังชีวิตไปอีกนาน”

ฉันหันไปจูงมือลูกชายทั้งสองคน ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองสีหน้าสิ้นหวังของญาติพี่น้องจอมปลอมเหล่านั้นอีกเลย

เราสามแม่ลูกเดินออกจากคฤหาสน์ไม้สักทองอย่างสง่างาม ทิ้งให้เสียงกรีดร้องและเสียงร้องไห้คร่ำครวญของคุณป้าญาดาดังระงมอยู่เบื้องหลัง

คืนนั้น… ฉันพาลูกๆ ไปแวะร้านของเล่นที่ใหญ่ที่สุดในเมือง ซื้อชุดเลโก้ที่พวกเขาอยากได้ด้วยเงินที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงและความสุจริต บทเรียนในวันนั้นสอนให้ลูกๆ ของฉันรู้ว่า ศักดิ์ศรีและคุณค่าของคน ไม่ได้วัดกันที่ความหนาของซองเงิน แต่วัดกันที่ ‘หัวใจ’ และ ‘การกระทำ’ ต่างหาก!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *