สู่การเปิดเผยตัวตนระดับชาติที่พลิกชะตากรรมของครอบครัวไปตลอดกาล!
I. เงาของไอ้ขี้แพ้ในตระกูลผู้ดี
ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ในสายตาของ “คุณกฤษณะ” และ “คุณวิภาดา” พ่อและแม่แท้ๆ ของผม… ผมคือความน่าอับอายที่สุดของตระกูล
ผมชื่อ “ศรัณย์” ชายหนุ่มวัย 35 ปี ที่เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม นั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์และเคาะแป้นพิมพ์ทั้งวันทั้งคืน พ่อกับแม่ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับพันล้าน มักจะแนะนำผมกับแขกเหรื่อในงานสังคมด้วยน้ำเสียงกระดากอายว่า “ศรัณย์เขารับจ้างซ่อมคอมพิวเตอร์น่ะค่ะ เป็นพวกฟรีแลนซ์ ไม่มีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง”
พวกเขาด่าทอผมว่าเป็น ‘คนล้มเหลว’ เป็น ‘ปลิง’ ที่เกาะครอบครัวกิน ผมถูกเปรียบเทียบกับลูกพี่ลูกน้องที่เรียนจบปริญญาเอกและเป็นผู้บริหารอยู่เสมอ แต่ผมก็ไม่เคยโต้เถียง ผมทำเพียงแค่ยิ้มรับและปล่อยให้พวกเขาเชื่อแบบนั้นมาตลอด 15 ปีเต็ม
ไม่มีใครในตระกูลรู้เลยว่า เบื้องหลังหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ดูเหมือนการเล่นเกม แท้จริงแล้วผมคือ “หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการข่าวกรองไซเบอร์และความมั่นคงแห่งชาติ (C-NSI)” ระดับผู้บัญชาการที่ขึ้นตรงต่อสภาความมั่นคง งานของผมคือการกวาดล้างอาชญากรข้ามชาติ และการรักษาความลับคือลมหายใจของผม
คนเดียวที่ผมสัมผัสได้ถึงความรักที่ไม่มีเงื่อนไข คือ “ย่ามาลัย” หญิงชราที่มักจะแอบเอากับข้าวมาให้ผมเสมอ และด้วยหน้าที่การงานที่ทำให้ผมรู้ว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของพ่อแม่กำลังเข้าไปพัวพันกับกลุ่มฟอกเงินของมาเฟียข้ามชาติโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว ผมจึงแอบมอบโทรศัพท์ดาวเทียมเครื่องจิ๋วไว้ให้ย่า พร้อมกับสอนรหัสลับประโยคหนึ่งเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉินที่สุด
II. เมื่อนกสีฟ้าสิ้นเสียงร้อง
บ่ายวันพฤหัสบดีที่แสนเงียบสงบ ขณะที่ผมกำลังนั่งวิเคราะห์เส้นทางการเงินของแก๊งมาเฟีย ‘พยัคฆ์ทมิฬ’ อยู่ที่ศูนย์บัญชาการลับ จู่ๆ โทรศัพท์สายตรงส่วนตัวของผมก็สั่นเตือน ข้อความสั้นๆ ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
“นกสีฟ้าหยุดร้องเพลงแล้ว”
เลือดในกายของผมเย็นเฉียบจนแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง สัญชาตญาณนักรบถูกปลุกให้ตื่นขึ้นในเสี้ยววินาที รหัสลับนี้หมายความว่า… ‘มีกลุ่มคนร้ายติดอาวุธบุกเข้ามาในบ้าน และกำลังหมายเอาชีวิตคนในครอบครัว!’
“ทีมอัลฟ่า! เตรียมอาวุธและยุทโธปกรณ์เต็มรูปแบบ เรามีเวลาไม่ถึง 30 นาที ภารกิจกู้ชีพตัวประกัน พิกัดคือคฤหาสน์ตระกูลของผมเอง… เคลื่อนพลเดี๋ยวนี้!” ผมตะโกนสั่งการเสียงกังวาน คว้าเสื้อเกราะกันกระสุนและปืนกลมือประจำกายวิ่งออกไปที่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ทันที
III. วินาทีเป็นวินาทีตาย
30 นาทีต่อมา… เสียงโรเตอร์ของเฮลิคอปเตอร์แบล็คฮอว์กสองลำดังกึกก้องเหนือคฤหาสน์หลังงามของครอบครัว เชือกโรยตัวถูกปล่อยลงมา ผมและหน่วยรบพิเศษ (SWAT) ในชุดพรางสีดำสนิทพร้อมอาวุธครบมือ โรยตัวลงสู่พื้นหญ้าอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว
สภาพหน้าบ้านมีรถตู้สีดำจอดอยู่ ยามรักษาการณ์ถูกทำร้ายจนสลบ ผมส่งสัญญาณมือให้ลูกน้องสองคนประกบซ้ายขวา ก่อนจะใช้ระเบิดทำลายบานพับประตูไม้สักจนพังครืน!
“ตำรวจความมั่นคง! วางอาวุธลงเดี๋ยวนี้!”
ภาพที่ผมเห็นตรงหน้าคือ ชายฉกรรจ์รอยสักเต็มตัวสี่คนกำลังเล็งปืนจ่อหัวพ่อและแม่ของผมที่นั่งคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้นห้องโถง โดยมีย่ามาลัยถูกจับมัดซุกอยู่ตรงมุมห้อง มาเฟียพวกนี้ถูกส่งมาเก็บกวาดปิดปากพ่อแม่ของผม หลังจากที่บริษัทของพวกเขาหมดประโยชน์ในการฟอกเงิน
“เฮ้ย! ตำรวจมาได้ยังไงวะ!” หนึ่งในคนร้ายตะโกนและหันกระบอกปืนมาทางผม
ปัง! ปัง! ปัง! ผมไม่เปิดโอกาสให้พวกมันได้เหนี่ยวไก กระสุนสามนัดจากปืนของผมพุ่งเจาะเข้าที่หัวไหล่และมือของคนร้ายอย่างแม่นยำจนพวกมันล้มลงไปกองกับพื้นโอดครวญด้วยความเจ็บปวด ทีมอัลฟ่าที่เหลือพุ่งเข้าชาร์จและกดตัวพวกมันลงกับพื้น สวมกุญแจมืออย่างรวดเร็วเบ็ดเสร็จภายในเวลาไม่ถึงสิบวินาที
IV. คำถามที่รอคอยคำตอบ
คฤหาสน์ที่เคยเงียบสงบ บัดนี้เต็มไปด้วยแสงไฟไซเรนสีแดงน้ำเงิน เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยกำลังปฐมพยาบาลย่ามาลัย ในขณะที่พ่อและแม่ของผมยังคงนั่งตัวสั่นอยู่บนพื้น ช็อกกับเหตุการณ์เฉียดตายที่เพิ่งเกิดขึ้น
ผมปลดหมวกยุทธวิธี (Tactical Helmet) และหน้ากากไอ้โม่งออก เผยให้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย
คุณวิภาดาเบิกตากว้างจนแทบถลนออกมา น้ำตาที่อาบแก้มเหือดแห้งไปชั่วขณะ เธอจ้องมองชายในชุดเกราะกันกระสุนที่เต็มไปด้วยตราสัญลักษณ์หน่วยข่าวกรองระดับสูง… ชายคนที่เธอตราหน้าว่าเป็นคนล้มเหลวมาตลอด 15 ปี
“ศ-ศรัณย์…? นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมลูกถึง… แต่งตัวแบบนี้…” แม่ละล่ำละลักถามเสียงสั่น แววตาของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสับสน “แล้ว… แล้วลูกรู้เรื่องนี้ได้ยังไงว่าพวกเรากำลังจะถูกฆ่า?”
ผมเดินเข้าไปใกล้ ก้มลงประคองแม่ให้ลุกขึ้นยืน ก่อนจะหันไปมองหน้าพ่อที่กำลังอ้าปากค้าง นัยน์ตาของผมไม่ได้มีความอ่อนแอหรือความเป็น ‘ไอ้ขี้แพ้’ อีกต่อไป มีเพียงแววตาของผู้นำที่ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน
ผมสบตาคุณวิภาดาอย่างนิ่งสงบ แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจที่สุด
“เพราะ… นี่คืองานของผมครับแม่”
V. รุ่งอรุณแห่งความจริง
“งาน… งานของลูกงั้นเหรอ?” คุณกฤษณะเดินเข่าเข้ามาจับแขนผมด้วยความตกตะลึง “แต่ลูกเป็นแค่ช่างซ่อมคอมฯ ฟรีแลนซ์… พ่อคิดว่าลูกไม่มีอนาคตแล้ว…”
ผมถอนหายใจเบาๆ “ผมเป็นหัวหน้าหน่วยข่าวกรองความมั่นคงไซเบอร์ครับพ่อ ที่ผมต้องปิดบังและปล่อยให้พ่อกับแม่คิดว่าผมเป็นคนไม่ได้เรื่อง ก็เพื่อความปลอดภัยของพวกคุณเอง… ศัตรูของผมมีแต่อาชญากรระดับประเทศ ถ้าพวกมันรู้ว่าผมเป็นลูกใคร พ่อกับแม่จะตกอยู่ในอันตรายตั้งแต่สิบปีที่แล้ว”
ผมล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อเกราะ หยิบโทรศัพท์ดาวเทียมเครื่องจิ๋วของย่ามาลัยขึ้นมาโชว์ให้พวกเขาดู “และที่สำคัญ ผมรู้ว่าบริษัทของพ่อกำลังถูกใช้เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้แก๊งพยัคฆ์ทมิฬ ผมถึงได้ให้เครื่องส่งสัญญาณนี้กับย่าไว้… ถ้าผมมาช้ากว่านี้แค่ห้านาที ผมคงไม่มีโอกาสได้เรียกพวกคุณว่าพ่อกับแม่อีก”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงใหญ่ มีเพียงเสียงสะอื้นไห้ของคุณวิภาดาและคุณกฤษณะ พวกเขาทรุดตัวลงกอดผมแน่น น้ำตาแห่งความสำนึกผิดและความละอายใจพรั่งพรูออกมา ตลอด 15 ปีที่พวกเขาดูถูกเหยียดหยามและมอบคำพูดทำร้ายจิตใจให้ผมสารพัด… ลูกชายที่พวกเขาตราหน้าว่าเป็น ‘คนล้มเหลว’ กลับกลายเป็นฮีโร่ผู้พิทักษ์ประเทศชาติ และเป็นคนที่ช่วยชีวิตพวกเขาให้รอดพ้นจากขุมนรก
ผมกอดตอบพวกเขากลับเบาๆ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก ภารกิจการเป็น ‘ไอ้ขี้แพ้’ ของผมจบลงแล้ว… และตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นกสีฟ้าจะได้กลับมาโบยบินและส่งเสียงร้องอย่างภาคภูมิใจ บนท้องฟ้าที่ปราศจากความลับอีกต่อไป!
