ตราเกียรติยศเหนือคำดูถูก: เมื่อพี่สาวหัวเราะเยาะชุดทหารในงานศพพ่อ…

 ก่อนที่สามีจอมหยิ่งของเธอจะหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นยศ ‘ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษ’!

I. แขกผู้แปลกแยกในงานไว้อาลัย

ท้องฟ้าเหนือสุสานประจำตระกูลมืดครึ้มไปด้วยเมฆฝน สายฝนปรอยๆ ตกลงมากระทบร่มสีดำนับร้อยคันที่กางกั้นร่างของบรรดาญาติพี่น้องและแขกเหรื่อระดับไฮโซ งานฝังศพของ “เจ้าสัวอิทธิพล” มหาเศรษฐีชื่อดัง ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยการโอ้อวดความมั่งคั่ง มากกว่าความโศกเศร้าจากการสูญเสีย

ฉันชื่อ “อคิราห์” ลูกสาวคนเล็กที่ออกจากบ้านไปเกือบสิบปีเพื่อเดินตามเส้นทางสายทหาร เส้นทางที่พ่อเคยตราหน้าว่า ‘ต่ำต้อยและไม่มีวันเจริญ’

วันนี้ฉันกลับมาเพื่อบอกลาพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ฉันไม่ได้สวมชุดเดรสสีดำแบรนด์เนมราคาเหยียบแสนเหมือนญาติคนอื่นๆ แต่ฉันเลือกที่จะสวม ชุดเครื่องแบบทหารเต็มยศ สีเขียวเข้มขัดมันเรียบกริบ ประดับเครื่องหมายและเหรียญตราเชิดชูเกียรติเต็มหน้าอกซ้าย เพราะนี่คือชุดที่ทรงเกียรติที่สุดในชีวิตของฉัน

แต่ทันทีที่ฉันก้าวเท้าเข้ามาในบริเวณสุสาน เสียงดนตรีไว้อาลัยก็คล้ายจะถูกกลบด้วยเสียงซุบซิบนินทา

II. คำเยาะเย้ยหน้าหลุมศพ

ฉันเดินฝ่าสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ ตรงเข้าไปยืนนิ่งอยู่หน้าป้ายหลุมศพของพ่อเพียงลำพัง วางดอกกุหลาบสีขาวลงบนแท่นหินอ่อนอย่างเงียบๆ

“โอ๊ะโอ… ดูสิว่าใครมาร่วมงาน”

เสียงแหลมปรี๊ดดังก้องขึ้นทำลายความสงบ “รดามณี” พี่สาวคนโตของฉัน เดินนวยนาดเข้ามาใกล้พร้อมกับร่มคันหรู เธอกวาดสายตามองชุดเครื่องแบบของฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาเหยียดหยามสุดขีด

“นี่แกตกอับขนาดไม่มีเงินซื้อชุดเดรสสีดำสำหรับใส่มางานศพพ่อเลยงั้นเหรอ อคิราห์?” รดามณีพูดด้วยน้ำเสียงดังกังวาน จงใจให้แขกทุกคนในบริเวณนั้นได้ยิน

บรรดาญาติพี่น้องที่ยืนอยู่รอบๆ ต่างพากันหัวเราะคิกคัก บางคนยกมือขึ้นป้องปากซุบซิบ “นั่นไง ลูกสาวคนเล็กที่หนีออกจากบ้านไปเป็นทหารชั้นผู้น้อย ดูสภาพสิ ซอมซ่อชะมัด” “ใส่ชุดทหารมางานศพไฮโซแบบนี้ ไม่รู้จักกาลเทศะเอาซะเลย”

ฉันยังคงยืนนิ่ง ไม่ตอบโต้ ไม่แสดงความโกรธ ฉันเพียงแค่จ้องมองรูปถ่ายของพ่อผ่านม่านฝน ปล่อยให้รดามณีและเหล่าญาติจอมปลอมหัวเราะเยาะกันอย่างสนุกสนานราวกับนี่คืองานปาร์ตี้

“ทำเป็นหยิ่งเงียบนะยะ! ไปเป็นทหารรับจ้างก๊อกแก๊กที่ไหนล่ะ ถึงได้กล้าใส่ชุดนี้มาประจานความจนของตัวเองต่อหน้าแขกของพ่อ!” รดามณียังคงสนุกปาก

III. ชายผู้ล่วงรู้ความจริง

จังหวะนั้นเอง “ดนัย” สามีจอมหยิ่งยโสของรดามณี นักธุรกิจหนุ่มที่กำลังพยายามประมูลงานประมูลอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ ก็เดินเข้ามากางร่มให้ภรรยา

“มีอะไรกันเหรอคุณรดา เสียงดังไปถึงข้างนอก…” ดนัยเอ่ยถามพร้อมกับหัวเราะหึๆ “อ้าว นี่น้องสาวคุณที่เคยเล่าให้ฟังใช่ไหม ที่เป็นทหารยศน้อยๆ…”

ดนัยชะงักคำพูดไว้แค่นั้น… ทันทีที่สายตาของเขาปะทะเข้ากับบ่าและหน้าอกซ้ายของฉัน

รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าของนักธุรกิจหนุ่มผู้กว้างขวางหายวับไปราวกับถูกสาดด้วยน้ำกรด ขาทั้งสองข้างของเขาเริ่มสั่นพั่บๆ ร่มในมือร่วงหล่นลงกระแทกพื้นหญ้าเปียกๆ โดยที่เขาไม่คิดจะก้มลงไปเก็บ

ดนัยไม่ใช่คนโง่ เขาทำงานคลุกคลีกับนายทหารระดับสูงมาหลายปี เขาย่อมรู้ดีว่า ‘ดาวสี่ดวง’ บนบ่า และ ‘ตราสัญลักษณ์พญาเหยี่ยวคาบดาบไขว้สีทอง’ ที่หน้าอกขวานั้น… ไม่ใช่เครื่องหมายที่ทหารทั่วไปจะมีสิทธิ์ประดับได้!

“ดนัยคะ เป็นอะไรไป ร่มหล่นหมดแล้วเห็นไหม” รดามณีบ่น หันไปมองสามีที่ตอนนี้หน้าซีดเผือดราวกับศพ เหงื่อเย็นๆ ผุดพรายเต็มหน้าผากแม้จะยืนอยู่ท่ามกลางสายฝน

IV. วันทยาหัตถ์แห่งความหวาดผวา

ดนัยไม่สนใจเสียงเรียกของภรรยา เขาก้าวเท้าสั่นๆ เข้ามาหาฉัน ร่างกายที่เคยผึ่งผายย่อตัวลง ก่อนจะยกมือขวาขึ้นทำวันทยาหัตถ์ด้วยท่าทีที่เก้ๆ กังๆ และสั่นเทาไปทั้งตัว!

บรรดาญาติพี่น้องที่กำลังหัวเราะเยาะต่างเงียบกริบเป็นเป่าสาก รดามณีเบิกตากว้าง อ้าปากค้างกับท่าทีแปลกประหลาดของสามี

“ท-ท่านครับ… ล-ท่านผู้หญิง… ผ-ผม… ผมไม่ทราบมาก่อนเลยว่า…” ดนัยพูดตะกุกตะกัก เสียงสั่นเครือราวกับคนกำลังจะร้องไห้ “ผมไม่ทราบเลยว่า ท่านคือ… ผู้บัญชาการกองกำลังพิเศษ Task Force 132!”

คำว่า ‘ผู้บัญชาการกองกำลังพิเศษ Task Force 132’ เปรียบเสมือนระเบิดที่ถูกทิ้งลงกลางสุสาน!

ใครบ้างในแวดวงความมั่นคงและธุรกิจระดับชาติจะไม่รู้จัก Task Force 132? มันคือหน่วยรบพิเศษระดับสูงสุดที่ขึ้นตรงต่อความมั่นคงของชาติ เป็นหน่วยที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ลับสุดยอด และทรงอิทธิพลที่สุด ซึ่งดนัยเองก็เพิ่งจะยื่นซองประมูลงานระดับหมื่นล้านผ่านหน่วยงานนี้ และกำลังวิ่งเต้นแทบตายเพื่อขอเข้าพบ ‘ผู้บัญชาการปริศนา’ ที่ไม่มีใครเคยเห็นหน้า!

“ด-ดนัย… คุณพูดบ้าอะไร! นังอคิราห์เนี่ยนะเป็นผู้บัญชาการ!” รดามณีเสียงหลง หน้าซีดเผือดไม่ต่างจากสามี

“หุบปากเดี๋ยวนี้รดามณี!” ดนัยหันไปตวาดภรรยาเสียงกร้าว ก่อนจะหันมาคุกเข่าลงบนพื้นหญ้าที่เปียกแฉะต่อหน้าฉัน “ท-ท่านครับ ผมขอโทษแทนภรรยาของผมด้วย เธอไม่รู้ประสีประสา ได้โปรดอย่าเอาความ…”

V. เกียรติยศที่ไม่ต้องป่าวประกาศ

ฉันปรายตามองดนัยที่คุกเข่าตัวสั่นอยู่แทบเท้า ก่อนจะกวาดสายตามองญาติพี่น้องทุกคนที่ตอนนี้ต่างก้มหน้าหลบสายตาฉันด้วยความหวาดกลัว บางคนถึงกับแอบถอยหลังหนี

ฉันล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบผ้าเช็ดหน้าสีดำเรียบๆ ออกมาเช็ดคราบน้ำฝนบนรูปถ่ายของพ่ออย่างทะนุถนอม

“ชุดเดรสสีดำแบรนด์เนมราคาแสนบาทของพี่… มันอาจจะซื้อความเคารพจอมปลอมจากคนในวงสังคมไฮโซได้นะคะ รดามณี” ฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท เย็นเยียบ และทรงอำนาจจนทุกคนต้องกลั้นหายใจ

ฉันหันกลับมาเผชิญหน้ากับพี่สาวที่ยืนขาสั่นอยู่ “แต่เครื่องแบบที่ฉันสวมใส่อยู่… มันแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ เลือด และความเสียสละเพื่อปกป้องแผ่นดิน… เกียรติยศของมัน ไม่ได้มีไว้ให้คนตื้นเขินที่วัดค่าคนจากเสื้อผ้า มายืนหัวเราะเยาะ”

รดามณีน้ำตาคลอเบ้าด้วยความอับอายและหวาดกลัวจนพูดไม่ออก

ฉันหันไปมองดนัยที่ยังคงคุกเข่าอยู่ “ส่วนคุณ ดนัย… โครงการประมูลอาวุธยุทโธปกรณ์รหัสเซียร์ร่าของคุณ ฉันได้อ่านแฟ้มแล้ว… และฉันขอ ‘ตีตก’ โครงการนั้นอย่างเป็นทางการ เพราะกองกำลังของฉัน ไม่ต้องการร่วมงานกับบริษัทที่มีผู้บริหารไร้วุฒิภาวะแบบนี้”

“ท-ท่านครับ! ม-ไม่นะครับ!” ดนัยร้องโหยหวนราวกับโลกสลาย

ฉันไม่สนใจเสียงร้องขอความเมตตาใดๆ ฉันยกมือขึ้นทำวันทยาหัตถ์เพื่ออำลาพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังก้าวเดินออกจากสุสานไปอย่างสง่างาม ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย ทิ้งให้ครอบครัวจอมปลอมและญาติพี่น้องที่เคยดูถูกฉัน ต้องจมอยู่กับความอับอาย ความสูญเสีย และความหวาดผวาที่จะติดตัวพวกเขาไปจนวันตาย!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *