น้ำตาหยดสุดท้ายที่ชายป่า: เมื่อลูกชายสายเลือดแท้ๆ ทิ้งฉันไว้ข้างถนนหลังงานศพพ่อ…

 สู่การพลิกชะตากรรมที่ทำให้พวกเนรคุณต้องคุกเข่าอ้อนวอน!

I. เถ้ากระดูกและหัวใจที่แตกสลาย

ควันจางๆ จากเมรุเผาศพเพิ่งมอดดับลง พร้อมกับหัวใจของฉัน “สิริ” หญิงวัย 60 ปีที่เพิ่งสูญเสีย “ภพ” สามีคู่ชีวิตที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเกือบสี่สิบปี

งานศพถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายตามกำลังทรัพย์ที่เหลืออยู่ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันและสามีทุ่มเทเงินทองทุกบาททุกสตางค์ ส่งเสีย “ธีร์” ลูกชายเพียงคนเดียวของเราให้เรียนจบเมืองนอกและตั้งตัวทำธุรกิจ หวังเพียงว่าในบั้นปลายชีวิต เราสองผัวเมียจะได้พึ่งพาใบบุญของลูก

แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น ตั้งแต่ธีร์แต่งงานกับ “รมิตา” ลูกสาวนักธุรกิจจอมจองหอง เขาก็แทบจะไม่เคยกลับมาเหลียวแลพวกเราเลย จนกระทั่งวันที่ภพหัวใจวายกะทันหัน ธีร์มาร่วมงานศพพ่อด้วยท่าทีเร่งรีบและหงุดหงิด โดยมีรมิตายืนกอดอกทำหน้าเหม็นเบื่ออยู่ข้างๆ ตลอดเวลา

“แม่ขึ้นรถสิครับ เดี๋ยวผมจะแวะไปส่ง” ธีร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงห้วนๆ หลังจากเก็บอัฐิของพ่อเสร็จ

ฉันกอดโถใส่อัฐิของสามีไว้แนบอก พยักหน้าด้วยความตื้นตันใจ อย่างน้อยลูกชายก็ยังมีความห่วงใยแม่คนนี้อยู่บ้าง ฉันก้าวขึ้นรถยุโรปคันหรูของลูกชาย โดยไม่รู้เลยว่า นั่นคือการเดินทางสู่ขุมนรกที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต

II. คำสั่งไล่ตะเพิดที่ไร้ความปรานี

รถยุโรปคันงามแล่นออกจากตัวเมือง มุ่งหน้าเข้าสู่ถนนสายเปลี่ยวแถบชานเมืองที่สองข้างทางมีแต่ป่าหญ้ารกร้างและโกดังเก่าๆ ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม บรรยากาศเงียบสงัดจนน่ากลัว

“ธีร์… นี่ไม่ใช่ทางกลับบ้านเรานี่ลูก ลูกจะพาแม่ไปไหน?” ฉันถามด้วยความงุนงง “บ้านเหรอ? บ้านหลังนั้นผมให้คนนายหน้าไปติดป้ายขายตั้งแต่เมื่อวานแล้วล่ะ” ธีร์ตอบหน้าตาเฉย

“ขาย? แล้วแม่จะไปอยู่ที่ไหนล่ะลูก!” ฉันตกใจสุดขีด รมิตาที่นั่งอยู่เบาะหน้าหันมาแสยะยิ้ม “ก็เรื่องของแม่สิคะ ธุรกิจของธีร์กำลังมีปัญหา เราต้องหมุนเงิน”

รถเบรกดังเอี๊ยดจนตัวฉันถลาไปข้างหน้า ธีร์ปลดล็อกประตูรถฝั่งที่ฉันนั่งอยู่ ก่อนจะหันมามองฉันด้วยแววตาที่เย็นชาและไร้เยื่อใยที่สุด… แววตาที่ไม่เหมือนลูกชายที่ฉันเคยฟูมฟักมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย

“ลงจากรถไปซะ! พวกเราไม่มีปัญญาเลี้ยงดูแม่ได้อีกต่อไปแล้ว!” ธีร์ตวาดเสียงกร้าว “ผมมีครอบครัว มีหน้าตาทางสังคมที่ต้องดูแล ผมแบกภาระคนแก่ที่ไม่มีประโยชน์แบบแม่ไม่ไหวหรอก ลงไป!”

“ธีร์… ลูกล้อแม่เล่นใช่ไหมลูก…” น้ำตาของฉันไหลพราก มือสั่นเทาพยายามเอื้อมไปจับแขนลูกชาย “แม่ไม่กวนใจลูกหรอก ให้แม่ไปอยู่ห้องเก็บของหลังบ้านก็ได้ แม่กินข้าวนิดเดียวเองนะลูก อย่าทิ้งแม่ไว้ตรงนี้เลย มันมืดแล้ว…”

“อย่ามาสำออยน่ารำคาญ! ลงไปเดี๋ยวนี้!” รมิตาตวาดซ้ำ ก่อนที่ธีร์จะลงจากรถ มากระชากแขนฉันและเหวี่ยงร่างที่แก่ชราของฉันลงไปกองกับพื้นถนนลูกรังข้างทางอย่างไร้ความปราณี

ปัง! เสียงประตูรถปิดกระแทกใส่หน้า รถยุโรปคันนั้นพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ฉันนอนกอดโถอัฐิของสามี ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ท่ามกลางความมืดมิดและสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา

III. แสงสว่างในคืนมืดมิด

ฉันเดินโซซัดโซเซไปตามถนนที่ไร้ผู้คน ความหนาวเหน็บกัดกินไปถึงกระดูก แต่ก็ไม่เท่ากับความเจ็บปวดที่ก้อนเนื้อตรงอกซ้าย ลูกชายที่ฉันยอมอดมื้อกินมื้อเพื่อส่งเสียให้เขาได้ดี กลับโยนฉันทิ้งข้างถนนราวกับขยะชิ้นหนึ่ง

ในขณะที่สติของฉันกำลังจะดับวูบลง แสงไฟจากรถยนต์คันหนึ่งก็สาดส่องเข้ามา รถตู้สีดำคันใหญ่จอดเทียบข้างทาง ชายหนุ่มในชุดสูทดูภูมิฐานรีบก้าวลงจากรถพร้อมกับร่มคันใหญ่ เขาวิ่งตรงเข้ามาหาฉัน

“คุณป้าครับ! เป็นอะไรไหมครับ ทำไมมาเดินตากฝนอยู่ตรงนี้…” ชายหนุ่มชะงักไปชั่วครู่เมื่อเห็นหน้าฉันชัดๆ ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง “แม่สิริ! นี่แม่สิริใช่ไหมครับ!”

ฉันหรี่ตามองชายตรงหน้า ก่อนจะจำได้รางๆ “น-นาวิน… ลูกนาวินเหรอ…”

“นาวิน” คือเด็กกำพร้าที่ฉันและภพเคยรับอุปการะส่งเสียให้เรียนจนจบมัธยม ก่อนที่เขาจะสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศและขาดการติดต่อไปหลายสิบปี นาวินรีบถอดเสื้อสูทราคาแพงมาคลุมร่างที่เปียกปอนของฉัน ร้องไห้ออกมาด้วยความตกใจที่เห็นผู้มีพระคุณตกอยู่ในสภาพนี้ เขาอุ้มฉันขึ้นรถและพาตรงไปยังโรงพยาบาลเอกชนที่ดีที่สุดทันที

IV. ความลับในพินัยกรรมที่ถูกซ่อนไว้

สามวันต่อมา ฉันฟื้นขึ้นมาในห้องพักฟื้นระดับวีไอพี นาวินเฝ้าดูแลฉันไม่ห่าง เขาเล่าให้ฟังว่าตอนนี้เขาเป็นประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ และพยายามตามหาฉันกับสามีมาตลอดเพื่อทดแทนบุญคุณ เมื่อเขารู้ว่าภพจากไปแล้ว และธีร์เป็นคนนำฉันมาทิ้งไว้ข้างทาง นาวินก็โกรธจัดจนแทบจะส่งคนไปถล่มบ้านธีร์ แต่ฉันห้ามเอาไว้

บ่ายวันนั้น “ทนายวิรัช” ทนายความประจำตัวของภพ ได้เดินทางมาขอพบฉันที่โรงพยาบาล พร้อมกับซองเอกสารสีน้ำตาลประทับตราครั่ง

“คุณสิริครับ… ก่อนที่คุณภพจะเสียชีวิต ท่านได้ฝากพินัยกรรมฉบับลับนี้ไว้กับผม และสั่งกำชับว่า ให้เปิดอ่านเมื่อท่านจากไปแล้วเท่านั้น”

ฉันรับเอกสารมาเปิดอ่านด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความช็อก… ภพรู้ดีว่าธีร์ลูกชายของเราเป็นคนเห็นแก่ตัวและตกอยู่ใต้อำนาจของเมีย เขาจึงแอบขายที่ดินมรดกเก่าแก่ของบรรพบุรุษ นำเงินไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศและซื้อหุ้นในบริษัทพลังงานจนงอกเงย ทรัพย์สินทั้งหมดมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท ถูกระบุชื่อให้ “นางสิริ” เป็นผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว!

ส่วนบ้านเก่าๆ ที่ธีร์รีบขายทิ้งไปนั้น เป็นเพียงเศษเสี้ยวสมบัติที่ภพจงใจทิ้งไว้เพื่อทดสอบธาตุแท้ของลูกชายเท่านั้น!

V. กงเกวียนกำเกวียน

หกเดือนผ่านไป… ชีวิตของฉันพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ ฉันย้ายเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์หรูของนาวิน ผู้ซึ่งดูแลฉันประดุจแม่แท้ๆ ในขณะที่เงิน 500 ล้านบาทในบัญชีก็ยังคงนอนนิ่งอยู่ เพราะฉันไม่รู้จะใช้มันไปเพื่ออะไร

ในทางกลับกัน… ธุรกิจนำเข้าของธีร์ถูกฟ้องล้มละลาย เพราะรมิตาแอบเอาเงินบริษัทไปเล่นพนันออนไลน์จนหมดตัว บ้าน รถ และทรัพย์สินทุกอย่างถูกธนาคารยึด พวกเขาต้องระเห็จไปเช่าห้องแถวซอมซ่ออยู่

จนกระทั่งวันหนึ่ง ธีร์ได้เห็นภาพข่าวสังคมในหนังสือนิตยสาร… ภาพของ ‘มาดามสิริ’ เศรษฐินีใจบุญที่บริจาคเงิน 50 ล้านบาทสร้างตึกโรงพยาบาล โดยมีนาวิน นักธุรกิจหมื่นล้านยืนประคองอยู่เคียงข้าง!

VI. รุ่งอรุณแห่งชีวิตใหม่

บ่ายวันอาทิตย์ที่หน้าคฤหาสน์ของนาวิน รปภ. แจ้งว่ามีคนมาขอพบฉัน เมื่อฉันเดินออกไปที่ประตูรั้วเหล็กดัดบานใหญ่ ภาพที่เห็นคือ ธีร์และรมิตาในสภาพเสื้อผ้าเก่าๆ ซอมซ่อ กำลังคุกเข่ากอดลูกกรงประตู ร้องไห้ฟูมฟายอย่างน่าสมเพช

“แม่ครับ! แม่สิริ! ผมขอโทษ! ผมมันเลวเองที่ทิ้งแม่ไป!” ธีร์ตะโกนเสียงหลงเมื่อเห็นฉันเดินออกมา “แม่ช่วยผมด้วย ธุรกิจผมเจ๊งหมดแล้ว พวกเราไม่มีที่ซุกหัวนอนแล้วแม่!”

รมิตารีบพนมมือไหว้ปะหลกๆ “คุณแม่ขารมิตาผิดไปแล้ว ให้อภัยพวกเราเถอะนะคะ เราเป็นครอบครัวเดียวกันนะคะคุณแม่!”

ฉันยืนมองชายหญิงคู่หน้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและเย็นเยียบที่สุด… ความรักและความผูกพันที่เคยมี มันถูกฆ่าตายไปตั้งแต่วันที่พวกเขาผลักฉันลงข้างถนนในคืนฝนตกคืนนั้นแล้ว

“ครอบครัวเหรอ?” ฉันแค่นหัวเราะเบาๆ “ลูกชายของฉันตายไปพร้อมกับพ่อของเขาเมื่อครึ่งปีก่อนแล้ว… ส่วนพวกเธอสองคน เป็นแค่คนแปลกหน้าที่ฉันไม่รู้จัก”

“แม่! แม่อย่าทำแบบนี้สิ ผมเป็นลูกสายเลือดแท้ๆ ของแม่นะ แม่งานมีเงินตั้งห้าร้อยล้าน แบ่งให้ผมสักสิบล้านก็ยังดี!” ธีร์ยังคงเรียกร้องด้วยความเห็นแก่ตัวที่ไม่เคยเปลี่ยน

“สายเลือดแท้ๆ แล้วยังไง? ในเมื่อคนนอกสายเลือดอย่างนาวิน ยังรู้คุณค่าของคำว่า ‘แม่’ มากกว่าเศษสวะอย่างแก!” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดและก้องกังวาน “รปภ.! ไล่พวกขอทานสองคนนี้ออกไปให้พ้นหน้าบ้าน และอย่าให้พวกมันมากวนใจฉันได้อีก!”

ฉันหันหลังเดินกลับเข้าคฤหาสน์โดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองเสียงร้องโหยหวนและเสียงด่าทอที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังของพวกเขางอีกเลย

บาดแผลในหัวใจของฉันได้รับการเยียวยาแล้ว และตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉันจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีความสุข กับ ‘ลูกชายที่แท้จริง’ ที่คู่ควรกับความรักของฉันเท่านั้น.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *