ห์เพื่อเสวยสุขกับเมียน้อย… สู่การเปิดพินัยกรรมเลือดที่ฉีกหน้ากากคนเนรคุณให้สิ้นเนื้อประดาตัว!
I. หยดน้ำตากับควันธูปที่จางหาย
บรรยากาศภายในศาลาใหญ่ของวัดหลวงเต็มไปด้วยความโศกเศร้า กลิ่นควันธูปและดอกซ่อนกลิ่นลอยปะปนไปกับเสียงสะอื้นไห้ของผู้คนที่มาร่วมงานศพของ “รินรดา” ลูกสาวเพียงคนเดียวของฉัน ที่ต้องจากไปอย่างกะทันหันด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ในวัยเพียง 30 ปี
ฉันชื่อ “คุณหญิงพิมมาดา” นั่งมองรูปถ่ายหน้าโลงศพของลูกสาวด้วยหัวใจที่แตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ข้างกายของฉันมี “น้องพริม” วัย 5 ขวบ และ “น้องแพรว” วัย 3 ขวบ หลานสาวตัวน้อยทั้งสองคนที่ยังไร้เดียงสาเกินกว่าจะเข้าใจคำว่า ‘ตายจากกันตลอดกาล’ พวกแกเอาแต่กำชายกระโปรงสีดำของฉันไว้แน่น และคอยถามซ้ำๆ ว่า “คุณแม่หลับนานจังเลยค่ะคุณยาย เมื่อไหร่คุณแม่จะตื่น”
ในขณะที่ฉันและครอบครัวฝั่งแม่กำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ทรมาน “กวินทร์” ลูกเขยของฉัน กลับนั่งเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่แถวหลังสุดของศาลา ใบหน้าของเขาไม่มีแม้แต่คราบน้ำตา ซ้ำยังแต่งกายด้วยชุดสูทสีดำที่ดูแฟชั่นเกินกว่าจะใส่มางานศพ และที่น่ารังเกียจที่สุดคือ… เขากำลังนั่งส่งยิ้มหวานให้กับ “ลลิตา” หญิงสาวแปลกหน้าที่แต่งตัวรัดรูป ทาปากสีแดงสด ซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลกันนัก
II. คำประกาศิตที่ไร้หัวใจ
เมื่อพิธีสวดพระอภิธรรมในคืนสุดท้ายจบลง แขกเหรื่อระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่ต่างเตรียมตัวจะเดินเข้ามาลากลับ แต่จู่ๆ กวินทร์ก็ลุกขึ้นยืน เขาเดินอาดๆ ไปคว้าไมโครโฟนจากพิธีกรของวัด ก่อนจะกระแอมไอเรียกร้องความสนใจจากคนทั้งศาลา
“กราบเรียนแขกผู้มีเกียรติทุกท่านครับ…” กวินทร์เริ่มพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความเศร้าโศก “วันนี้เป็นวันสุดท้ายของงานศพรินรดา ผมในฐานะอดีตสามี อยากจะขอแจ้งเรื่องสำคัญให้ทุกคนทราบเพื่อจะได้ไม่เกิดความสับสนในอนาคต”
กวินทร์กวักมือเรียกลลิตาให้เดินมายืนเคียงข้างเขา ก่อนจะโอบเอวหญิงสาวคนนั้นอย่างเปิดเผย ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของแขกเหรื่อนับร้อย
“รินรดาจากไปแล้ว และผมเองก็จมอยู่กับความทุกข์มามากพอแล้ว ผมคิดว่าถึงเวลาที่ผมต้องเดินหน้าต่อไป… นี่คือ ‘ลลิตา’ คู่หมั้นคนใหม่ของผมครับ เราวางแผนจะแต่งงานกันในเดือนหน้า”
เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นทันที ฉันเบิกตากว้าง ตัวสั่นสะท้านไปด้วยความโกรธจัด นี่เขากล้าพาเมียน้อยมาหยามเกียรติลูกสาวฉันถึงหน้าโลงศพเลยหรือ!
แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด ยังไม่จบเพียงเท่านั้น…
กวินทร์ชี้มือมาที่น้องพริมและน้องแพรว ซึ่งกำลังนั่งกอดแขนฉันอยู่ด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะประกาศผ่านไมโครโฟนด้วยถ้อยคำที่กรีดขั้วหัวใจคนเป็นยายที่สุด!
“ส่วนเด็กสองคนนี้… ผมตัดสินใจแล้วว่าจะส่งพวกแกไปอยู่ที่สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า! ผมไม่พร้อมจะแบกรับภาระและไม่อยากให้พวกแกมาเป็นตัวถ่วงในครอบครัวใหม่ของผม ผมสมควรได้รับสิทธิ์ที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับคู่หมั้นของผมอย่างมีความสุข!”
III. สัญชาตญาณของราชสีห์
“ไอ้สารเลว!”
ฉันตะคอกสุดเสียง ผุดลุกขึ้นยืนบดบังร่างของหลานสาวทั้งสองไว้ด้านหลังทันที “แกพูดบ้าอะไรออกมากวินทร์! นี่ลูกแท้ๆ ของแกนะ เลือดเนื้อเชื้อไขของแกนะ!”
ลลิตาเบ้ปาก เหยียดยิ้มเยาะเย้ย “โธ่ คุณแม่ขาก็อย่าโกรธไปเลยค่ะ พี่กวินทร์เขายังหนุ่มยังแน่น เขาก็ต้องอยากมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบกับลิตาสิคะ เด็กสองคนนี้น่ะปล่อยให้อยู่สถานสงเคราะห์เถอะค่ะ มีคนเลี้ยงดูให้ฟรีๆ สบายจะตายไป”
“ใช่ครับคุณแม่” กวินทร์เสริมอย่างหน้าด้านๆ “ผมจะทิ้งเด็กพวกนี้ไว้ที่นี่แหละ คุณแม่จะเอาไปเลี้ยงเองหรือส่งสถานสงเคราะห์ก็เรื่องของคุณ แต่พรุ่งนี้เช้า ผมจะให้ทนายไปทำเรื่องโอนคฤหาสน์ของรินรดา รถยุโรปทุกคัน และเงินในบัญชีทั้งหมดมาเป็นชื่อผม ในฐานะทายาทและสามีที่ถูกต้องตามกฎหมาย อ้อ… ช่วยย้ายข้าวของของคุณแม่ออกไปจากคฤหาสน์ด้วยนะครับ เพราะลลิตาเขาไม่ชอบคนแก่!”
แขกในงานต่างซุบซิบนินทาและมองกวินทร์ด้วยความขยะแขยง ผู้ชายคนนี้เกาะลูกสาวฉันกินมาตลอดห้าปี พอเมียตายก็เผยสันดานเนรคุณ หวังจะฮุบสมบัติแล้วเขี่ยลูกทิ้งอย่างเลือดเย็น
ฉันไม่ได้ร้องไห้ น้ำตาของฉันมันเหือดแห้งไปหมดแล้ว เหลือเพียงแต่เปลวไฟแห่งความแค้นที่ลุกโชน ฉันหันไปพยักหน้าให้กับ “ทนายวิเชียร” ทนายความประจำตระกูลที่ยืนรอคำสั่งอยู่มุมห้อง
“ดีมาก กวินทร์… ในเมื่อแกประกาศตัดขาดสายเลือดตัวเองต่อหน้าแขกเหรื่อขนาดนี้ ฉันก็ไม่มีความจำเป็นต้องไว้หน้าแกอีกต่อไป!” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบและทรงอำนาจ
IV. พินัยกรรมล้างบางคนเนรคุณ
ทนายวิเชียรก้าวเดินขึ้นมาตรงหน้า เปิดแฟ้มเอกสารสีดำที่มีตราประทับของสำนักงานกฎหมายระดับประเทศ
“กราบเรียนแขกทุกท่าน และคุณกวินทร์ครับ” ทนายวิเชียรเอ่ยเสียงก้อง “คุณรินรดาได้ทำพินัยกรรมฉบับอัปเดตล่าสุดไว้เมื่อสองเดือนก่อน หลังจากที่เธอจ้างนักสืบจนทราบว่า คุณกวินทร์แอบคบชู้กับคุณลลิตา และลักลอบยักยอกเงินบริษัท”
กวินทร์หน้าซีดเผือด “ม-ไม่จริง! แกโกหก รินรดาไม่เคยรู้เรื่องนี้!”
“เอกสารฉบับนี้ระบุชัดเจนครับ…” ทนายวิเชียรชูเอกสารขึ้น “ประการแรก คุณรินรดาได้ฟ้องหย่าคุณกวินทร์ไว้แล้ว และศาลได้อนุมัติคำสั่งหย่าโดยสมบูรณ์เมื่อสามวันก่อนที่เธอจะเสียชีวิต! ดังนั้น คุณกวินทร์ ไม่ใช่สามี ของคุณรินรดาอีกต่อไป และไม่มีสิทธิ์ในมรดกใดๆ ทั้งสิ้น!”
ลลิตาเบิกตากว้าง หันขวับไปมองกวินทร์ “พี่กวินทร์! นี่หมายความว่ายังไงคะ! ไหนพี่บอกว่าพี่จะได้มรดกร้อยล้านไง!”
“ยังไม่จบครับ” ทนายวิเชียรอ่านต่อ “ประการที่สอง ทรัพย์สินทั้งหมดของคุณรินรดา รวมถึงคฤหาสน์ รถยนต์ และหุ้นในบริษัท มูลค่ากว่าห้าร้อยล้านบาท จะถูกโอนเข้ากองทุนทรัสต์เพื่อการศึกษาของ ด.ญ.พริม และ ด.ญ.แพรว โดยมี คุณหญิงพิมมาดา เป็นผู้จัดการมรดกและผู้ปกครองแต่เพียงผู้เดียว“
ฉันแสยะยิ้ม ก้าวเดินเข้าไปใกล้ชายที่กำลังยืนขาสั่นอยู่หน้าโลงศพ
“ได้ยินชัดไหมไอ้ลูกเขยทรยศ? คฤหาสน์ที่แกซุกหัวนอน รถหรูที่แกขับมาอวดเมียน้อยวันนี้ ทุกอย่างเป็นของหลานฉัน! และในฐานะผู้จัดการมรดก ฉันขอสั่งยึดทุกอย่างคืนตั้งแต่วินาทีนี้!”
V. จุดจบที่ไร้เงาความปรานี
กวินทร์เข่าอ่อน ทรุดลงไปกองกับพื้นศาลา ความเย่อหยิ่งจองหองเมื่อห้านาทีก่อนพังทลายลงไม่เป็นท่า
“ค-คุณแม่ครับ… ผมขอโทษ ผมอารมณ์ชั่ววูบ คุณแม่ให้ผมอยู่ที่บ้านนั้นต่อเถอะนะครับ ผมไม่มีที่ไปแล้ว…” เขายกมือไหว้ปะหลกๆ น้ำตาแห่งความขี้ขลาดไหลอาบแก้ม
ลลิตาเห็นสถานการณ์พลิกผัน ชายที่เธอคิดว่าเป็นบ่อเงินบ่อทองแท้จริงแล้วคือยาจกตกอับ เธอสะบัดมือที่กวินทร์พยายามจะจับออกอย่างแรง
“ปล่อยฉันนะไอ้กระจอก! แกหลอกฉันว่าแกรวย ที่แท้ก็แค่หมาเกาะเมียกิน! เลิกกันไปเลยนะ ฉันไม่แต่งงานกับคนหมดตัวอย่างแกหรอก!” ลลิตากระทืบเท้าและวิ่งหนีออกไปจากศาลาวัดทันที ไม่สนแม้เสียงร้องเรียกของกวินทร์
ฉันมองภาพอันน่าสมเพชนั้นด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
“รปภ.! มาลากตัวผู้ชายคนนี้ออกไปจากงานศพลูกสาวฉันเดี๋ยวนี้! อ้อ… แล้วอย่าลืมยึดกุญแจรถกับบัตรเครดิตทุกใบของมันคืนมาด้วย ปล่อยให้มันเดินเท้าเปล่ากลับไปนอนใต้สะพานลอยก็แล้วกัน!”
ชายฉกรรจ์ชุดดำสองคนพุ่งเข้ามารวบตัวกวินทร์ ลากร่างที่กำลังดิ้นรนและร้องไห้ฟูมฟายออกไปจากเขตวัด ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงสาปแช่งของแขกเหรื่อที่สะใจกับจุดจบของคนเลว
VI. รุ่งอรุณใหม่ของสามยายหลาน
ความเงียบสงบกลับคืนสู่ศาลาวัดอีกครั้ง ฉันเดินกลับไปหาหลานสาวทั้งสองคนที่กำลังยืนมองเหตุการณ์ด้วยดวงตาแป๋วแหวว ฉันย่อตัวลง คว้าร่างเล็กๆ ทั้งสองเข้ามากอดไว้แนบอก น้ำตาแห่งความเข้มแข็งไหลรินลงมาอาบแก้ม
“คุณยายขา… คุณพ่อจะไม่มารับพวกเราไปทิ้งแล้วใช่ไหมคะ?” น้องพริมถามเสียงสั่น
ฉันจูบกระหม่อมหลานสาวเบาๆ ลูบผมพวกแกด้วยความรักที่บริสุทธิ์ที่สุด
“ไม่มีใครหน้าไหนจะเอาพวกหนูไปจากยายได้ทั้งนั้นลูก… ตั้งแต่วันนี้ไป ยายจะเป็นทั้งพ่อ ทั้งแม่ และเป็นโลกทั้งใบให้หนูสองคนเอง ยายสัญญา”
ฉันช้อนสายตาขึ้นมองรูปถ่ายของรินรดาที่หน้าโลงศพ รอยยิ้มในภาพถ่ายของลูกสาวดูเหมือนจะสว่างไสวขึ้นกว่าเดิม
หลับให้สบายนะลูกรัก… แม่ทวงคืนความยุติธรรมให้ลูกแล้ว และแม่จะปกป้องเลือดเนื้อเชื้อไขของลูกด้วยชีวิตของแม่เอง.
