สู่การเปิดฝาโลงที่กระชากหน้ากากฆาตกรในเครื่องแบบ!
I. หยาดฝนและน้ำตาในวันอำลา
บรรยากาศภายในศาลาวัดใหญ่ใจกลางกรุงเทพมหานคร เต็มไปด้วยความอึมครึมและโศกเศร้า หยาดฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสายราวกับฟ้ากำลังร้องไห้ให้กับความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการสีกากี
ตรงหน้าแท่นบูชา คือโลงศพไม้สักที่คลุมด้วยธงชาติไทย ภายในนั้นคือร่างของ “ผู้กองกฤต” นายตำรวจหนุ่มอนาคตไกลสังกัดหน่วยปราบปรามยาเสพติด ที่เสียชีวิตจากการปะทะกับแก๊งค้ายารายใหญ่ในโกดังร้างเมื่อสามวันก่อน ทางการสรุปคดีว่าเขาถูกยิงเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ และคนร้ายได้หลบหนีไปได้
แขกเหรื่อ ญาติมิตร และเพื่อนร่วมงานต่างมาร่วมไว้อาลัย แต่ไม่มีใครที่ดูแหลกสลายไปกว่า “พายุ” สุนัขตำรวจพันธุ์เบลเยียม มาลินอยส์ (Belgian Malinois) คู่หู K9 ที่ร่วมเป็นร่วมตายกับผู้กองกฤตมานานกว่าห้าปี
พายุนอนหมอบอยู่ข้างโลงศพไม่ยอมขยับไปไหน มันไม่ยอมกินน้ำ ไม่ยอมกินอาหาร และไม่ยอมให้ใครหน้าไหนจูงมันออกห่างจากเจ้านายของมัน ดวงตาที่เคยดุดันและปราดเปรียว บัดนี้เหม่อลอยและเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย เสียงครางหงิงๆ ในลำคอของมัน บีบรัดหัวใจของผู้ที่พบเห็นจนหลายคนต้องเบือนหน้าหนีเพื่อปาดน้ำตา
II. ปฏิกิริยาที่ผิดแปลก
“หมวดนาวิน” เพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมทีมของผู้กองกฤต เดินเข้าไปลูบหัวพายุอย่างเบามือ
“พอเถอะพายุ… เจ้านายแกไปสบายแล้ว ปล่อยเขาไปเถอะนะ” นาวินกระซิบเสียงสั่น
แต่แล้ว จู่ๆ ท่าทีของพายุก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง!
จากที่นอนหมอบซึมเศร้า มันผุดลุกขึ้นยืน หูทั้งสองข้างตั้งชัน จมูกของมันสูดดมฟุดฟิดไปตามรอยต่อของโลงศพไม้สัก ก่อนที่มันจะเริ่มใช้ตะกุยที่ด้านข้างของโลงอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับเห่ากรรโชกเสียงดังลั่นศาลา
“เฮ้ย! จับหมาเอาไว้สิ! มันจะทำลายโลงศพนะ!” “รองฯ สมพงษ์” รองผู้บังคับการหน่วย ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของผู้กองกฤต ตะโกนสั่งการด้วยน้ำเสียงร้อนรนและใบหน้าที่ซีดเผือด
เจ้าหน้าที่หลายคนพยายามจะเข้าไปดึงสายจูงของพายุ แต่มันกลับขู่คำรามและสะบัดจนหลุด มันกระโจนขึ้นไปตะกุยฝาโลงศพซ้ำแล้วซ้ำเล่า และสุดท้าย… พายุก็นั่งลงตรงหน้าโลงศพ จ้องมองไปที่หมวดนาวินด้วยสายตาแน่วแน่ พร้อมกับเห่าสั้นๆ สองครั้ง
หมวดนาวินเบิกตากว้าง ขนลุกซู่ไปทั้งตัว!
ในฐานะคนที่คลุกคลีกับหน่วย K9 นาวินรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ปฏิกิริยาของสุนัขที่กำลังโศกเศร้า แต่มันคือ “สัญญาณแจ้งเตือน” (Alert Alert) ที่สุนัขตำรวจถูกฝึกมาเมื่อค้นพบ ‘ยาเสพติด’ หรือ ‘วัตถุต้องสงสัย’ ในระดับที่รุนแรงที่สุด!
III. คำสั่งเปิดฝาโลง
“เปิดโลงเดี๋ยวนี้!” หมวดนาวินหันไปสั่งเจ้าหน้าที่ของวัด
“หมวดนาวิน! คุณบ้าไปแล้วหรือไง! นี่มันงานศพนะ จะมาลบหลู่ศพผู้กองกฤตได้ยังไง ผมไม่อนุญาต!” รองฯ สมพงษ์พุ่งเข้ามาขวางหน้า ใบหน้าของเขามีเหงื่อผุดพรายแม้แอร์ในศาลาจะเย็นเฉียบ
“แต่รองครับ! พายุไม่เคยพลาด มันดมกลิ่นเจออะไรบางอย่างในโลงศพของกฤต! กฤตอาจจะซ่อนหลักฐานอะไรไว้ก่อนตาย หรือไม่ก็มีคนเอาอะไรไปใส่ไว้ในโลงศพของเขา!” นาวินเถียงกลับอย่างไม่ลดละ
ความวุ่นวายเกิดขึ้นกลางงานศพ ครอบครัวของผู้กองกฤตที่นั่งอยู่ด้านหน้าต่างตกตะลึง แต่เมื่อแม่ของผู้กองกฤตเห็นสายตาของสุนัขคู่ใจลูกชาย เธอจึงพยักหน้าทั้งน้ำตา
“เปิดเถอะค่ะ… แม่เชื่อใจพายุ มันคือเพื่อนตายของลูกชายแม่”
เมื่อครอบครัวอนุญาต รองฯ สมพงษ์ก็ไม่อาจขัดขวางได้อีกต่อไป เขาเดินถอยหลังไปยืนตัวสั่นอยู่ที่มุมศาลา ในขณะที่สัปเหร่อและเจ้าหน้าที่ค่อยๆ งัดตะปูและเปิดฝาโลงศพไม้สักออก
IV. ความลับที่ถูกซ่อนไว้ใต้เครื่องแบบ
กลิ่นฟอร์มาลีนลอยคลุ้งออกมา ร่างของผู้กองกฤตนอนสงบนิ่งอยู่ในชุดเครื่องแบบตำรวจเต็มยศ ทุกคนในศาลาต่างกลั้นหายใจ
พายุไม่รอช้า มันพุ่งตัวเหยียบขึ้นไปบนขอบโลงศพ ยื่นจมูกเข้าไปดมที่บริเวณ ‘กระเป๋าเสื้อด้านใน’ ของเครื่องแบบผู้กองกฤต มันใช้ฟันงับที่ปกเสื้อแล้วกระตุกเบาๆ ราวกับจะบอกให้หมวดนาวินรู้ตำแหน่ง
หมวดนาวินสวมถุงมือยาง ค่อยๆ ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อด้านในของร่างไร้วิญญาณ นิ้วของเขาไปสัมผัสเข้ากับวัตถุแข็งๆ บางอย่างที่ถูกเย็บซ่อนไว้ใต้ซับในของเสื้ออย่างแนบเนียน
เขาใช้มีดพกกรีดด้ายออก และดึงสิ่งนั้นออกมา… มันคือ ‘ถุงพลาสติกซีลสุญญากาศขนาดเล็ก’ ภายในถุงมีแฟลชไดรฟ์สีดำเปื้อนเลือด และเศษผงสีฟ้าผลึกใสจำนวนหนึ่ง… ซึ่งก็คือ ‘ไอซ์สเมิร์ฟ’ ยาเสพติดชนิดใหม่ที่แก๊งค้ายากำลังกระจายเข้าสู่ตลาด และเป็นสิ่งที่พายุถูกฝึกมาให้จดจำกลิ่นของมัน!
“นี่มัน… แฟลชไดรฟ์ที่หายไปจากที่เกิดเหตุนี่!” นาวินอุทานเสียงหลง
V. กระชากหน้ากากฆาตกรตัวจริง
“จับตัวรองฯ สมพงษ์ไว้!!” นาวินหันไปตะโกนลั่นศาลา
แต่รองฯ สมพงษ์ไหวตัวทัน เขาชักปืนพกประจำกายออกมาหมายจะยิงเบิกทางเพื่อหลบหนี ทว่าความไวของเขาหรือจะสู้สัญชาตญาณของสุนัขตำรวจ!
โฮ่ง! กรรร!
พายุกระโจนข้ามโลงศพ พุ่งเข้าขย้ำที่ท่อนแขนของรองฯ สมพงษ์อย่างเต็มแรงจนปืนกระเด็นหลุดจากมือ ร่างของนายตำรวจยศใหญ่ล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้น ร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจคนอื่นๆ จะกรูกันเข้ามาล็อกตัวและสวมกุญแจมือ
ในเวลาต่อมา เมื่อนำแฟลชไดรฟ์ไปเปิดดู หลักฐานทั้งหมดก็ปรากฏชัดเจน… ผู้กองกฤตไม่ได้ถูกแก๊งค้ายายิงตาย แต่เขาแอบสืบรู้ว่า รองฯ สมพงษ์ คือหนอนบ่อนไส้และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลักลอบขนยาเสพติดทั้งหมด!
ในวันเกิดเหตุ ผู้กองกฤตแอบขโมยแฟลชไดรฟ์ที่บรรจุบัญชีส่วยและการโอนเงินของรองฯ สมพงษ์มาได้ เขาแสร้งทำเป็นหยิบเศษยาเสพติดยัดใส่ถุงพร้อมแฟลชไดรฟ์แล้วกลืนลงท้องเพื่อซ่อนมันไว้ ก่อนจะถูกรองฯ สมพงษ์หักหลังและยิงทิ้งอย่างเลือดเย็น
หลังจากที่ผู้กองกฤตเสียชีวิต รองฯ สมพงษ์พยายามค้นหาแฟลชไดรฟ์แต่ไม่พบ จนกระทั่งขั้นตอนการชันสูตรศพ แพทย์ได้ผ่าพบถุงพลาสติกนี้ในกระเพาะอาหาร รองฯ สมพงษ์ที่คุมการชันสูตรจึงยึดมันไว้ และด้วยความกลัวว่าถ้าเอาไปทำลายข้างนอกอาจจะถูกกล้องวงจรปิดจับได้ เขาจึงแอบนำถุงพลาสติกนี้ ยัดเย็บซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อเครื่องแบบศพของผู้กองกฤต…
เขาหวังว่าเมื่อโลงศพถูกนำเข้าเตาเผาในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า หลักฐานทุกอย่างก็จะถูกเปลวเพลิงเผาผลาญทำลายไปพร้อมกับร่างของผู้กองกฤตตลอดกาล
แต่สิ่งที่ฆาตกรในเครื่องแบบคำนวณพลาดไป… คือความจงรักภักดีและจมูกที่แสนวิเศษของ “พายุ” ที่จำกลิ่นเลือดของเจ้านายและกลิ่นยาเสพติดที่เจือปนอยู่ได้!
VI. วีรบุรุษสี่ขา
ข่าวการจับกุมรองฯ สมพงษ์และการทลายเครือข่ายค้ายารายใหญ่ กลายเป็นข่าวดังที่สั่นสะเทือนวงการตำรวจไปทั่วประเทศ ชื่อเสียงของผู้กองกฤตได้รับการกอบกู้ในฐานะวีรบุรุษผู้สละชีพเพื่อความยุติธรรมอย่างแท้จริง
วันฌาปนกิจศพของผู้กองกฤตถูกจัดขึ้นใหม่อย่างสมเกียรติ ในครั้งนี้… พายุไม่ได้เห่ากรรโชกหรือตะกุยโลงศพอีกต่อไป มันเพียงแค่นั่งมองควันไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างสงบนิ่ง น้ำตาใสๆ รื้นขึ้นมาในดวงตาของสุนัขผู้ซื่อสัตย์
หน้าที่ของมันเสร็จสิ้นแล้ว… มันได้ปกป้องเกียรติยศของคู่หูเป็นครั้งสุดท้าย
หมวดนาวินเดินเข้ามานั่งคุกเข่าลงข้างๆ พายุ ลูบหัวมันด้วยความอ่อนโยน “ทำได้ดีมากเพื่อน… กฤตต้องภูมิใจในตัวแกมากๆ แน่”
พายุเอนหัวซบลงที่หน้าตักของหมวดนาวิน หลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า… ตำนานของสุนัข K9 ที่ไม่ยอมปล่อยให้ความชั่วร้ายถูกฝังกลบไปพร้อมกับร่างของเจ้านาย จะถูกเล่าขานไปอีกนานแสนนาน.
