พินัยกรรมสีเลือดและน้ำตาของสายเลือดทรยศ: เมื่อวันตายของ

พ่อคือวันรับมรดก… สู่บทเรียนสุดท้ายที่จะกระชากวิญญาณลูกจอมตะกละลงขุมนรก!

I. ลมหายใจรวยรินท่ามกลางฝูงแร้ง

ภายในห้องนอนใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูล “วรโชติเมธี” ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนที่ดินราคาแพงระยับใจกลางเมืองหลวง บรรยากาศกลับไม่ได้หรูหราหรืออบอุ่นอย่างที่ควรจะเป็น มันอบอวลไปด้วยกลิ่นของยาฆ่าเชื้อและกลิ่นอายของความตายที่คืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ

บนเตียงคิงไซส์สไตล์หลุยส์ ร่างที่ผอมโซจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกของ “เจ้าสัวธนินทร์” มหาเศรษฐีหมื่นล้านผู้สร้างอาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วยสองมือเปล่า กำลังนอนหายใจรวยรินผ่านเครื่องช่วยหายใจ นัยน์ตาที่เคยดุดันและทรงอำนาจ บัดนี้ฝ้าฟางและอ่อนล้า ทว่ายังคงมองเห็นความจริงที่แสนน่าสมเพชเบื้องหน้าได้อย่างชัดเจน

รอบเตียงของเขา ไม่ได้รายล้อมไปด้วยความรัก แต่รายล้อมไปด้วย ‘ฝูงแร้ง’ ในคราบของสายเลือด

“รณกร” ลูกชายคนโต ผู้สวมสูทราคาแพงยืนกอดอก แววตาของเขาไม่ได้จับจ้องที่ผู้เป็นพ่อ แต่มองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง คำนวณมูลค่าที่ดินของคฤหาสน์หลังนี้อยู่ในหัว

“ชาลินี” ลูกสาวคนรอง นั่งไขว่ห้างเช็คโทรศัพท์มือถือ อัปเดตกระเป๋าแบรนด์เนมคอลเลกชันใหม่ที่เธอหมายตาไว้เพื่อเตรียมฉลองการเป็นเศรษฐีนีเต็มตัว

และ “ภูวิศ” ลูกชายคนเล็ก จอมเสเพลที่กำลังยืนกัดเล็บด้วยความกระวนกระวาย เพราะเจ้าหนี้พนันฟุตบอลเพิ่งส่งข้อความมาขู่เอาชีวิตหากเขาไม่นำเงินห้าสิบล้านไปใช้หนี้ภายในคืนนี้

“พ่อครับ… ไม่ต้องห่วงอะไรแล้วนะครับ พักผ่อนให้สบาย ธุรกิจทั้งหมดรณจะดูแลสานต่อให้ยิ่งใหญ่สมความตั้งใจของพ่อเอง” รณกรแสร้งบีบน้ำตา เดินเข้ามาจับมือที่เหี่ยวย่นของเจ้าสัว

“ใช่ค่ะคุณพ่อ คุณพ่อเหนื่อยมาทั้งชีวิตแล้ว ปล่อยวางเถอะนะคะ สมบัติทุกชิ้น พวกเราสัญญาว่าจะแบ่งปันกันอย่างยุติธรรมค่ะ” ชาลินีเสริมด้วยน้ำเสียงดัดจริต

พวกเขาเชื่อหมดใจว่า… ลมหายใจสุดท้ายของพ่อ คือวินาทีที่ประตูคลังสมบัติหมื่นล้านจะเปิดออก!

II. หน้ากากแห่งความจอมปลอม

เจ้าสัวธนินทร์มองดูลูกๆ ทั้งสามด้วยหัวใจที่แหลกสลาย ไม่มีใครถามถึงอาการปวดร้าวของเขา ไม่มีใครจับมือเขาด้วยความรักที่แท้จริง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาตามล้างตามเช็ดปัญหาให้ลูกๆ รณกรทุจริตเงินบริษัทไปลงทุนจนขาดทุนย่อยยับ ชาลินีสร้างหนี้บัตรเครดิตและหนี้สังคมไฮโซจนแทบจะถูกฟ้องล้มละลาย ส่วนภูวิศก็ผลาญเงินไปกับการพนันและผู้หญิง

‘นี่หรือ… คือผลผลิตจากหยาดเหงื่อแรงกายทั้งชีวิตของฉัน’ เจ้าสัวคิดในใจ

เขาพยักหน้าช้าๆ เป็นสัญญาณให้ “ทนายวิเชียร” ทนายความประจำตระกูลที่ยืนอยู่มุมห้อง ก้าวเดินออกมา

“คุณรณกร คุณชาลินี คุณภูวิศครับ…” ทนายวิเชียรเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบกระด้าง มือของเขาถือแฟ้มเอกสารสีดำขลับ “ท่านเจ้าสัวมีความประสงค์จะจัดการเรื่อง ‘กองมรดก’ ให้เสร็จสิ้นก่อนที่ท่านจะหมดลมหายใจ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาทและภาษีมรดกจำนวนมหาศาลครับ”

คำว่า ‘กองมรดก’ ทำให้ลูกทั้งสามคนหูผึ่ง ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้าง ทิ้งหน้ากากแห่งความเศร้าโศกไปจนหมดสิ้น รณกรรีบเดินเข้าไปหาทนายวิเชียรทันที

“เอกสารอยู่ไหนครับทนาย! ผมในฐานะลูกชายคนโตและผู้บริหารสูงสุด พร้อมจะเซ็นรับมอบอำนาจทั้งหมดเดี๋ยวนี้เลย!”

“รณ! แกจะฮุบไว้คนเดียวไม่ได้นะ พ่อต้องแบ่งให้ฉันกับตาภูวิศเท่าๆ กันสิ!” ชาลินีแหวขึ้นมา

“เลิกเถียงกันได้แล้วน่า! รีบๆ เซ็นๆ ไปเถอะ ผมรีบใช้เงิน!” ภูวิศตะโกนอย่างหัวเสีย

III. พินัยกรรมและการลงนามแห่งความตาย

ทนายวิเชียรดึงเอกสารสามฉบับออกมาจากแฟ้ม วางเรียงบนโต๊ะกระจกข้างเตียงผู้ป่วย

“เอกสารสามฉบับนี้ คือหนังสือยินยอมรับโอนกรรมสิทธิ์ใน ‘บริษัท วรโชติ โฮลดิ้ง จำกัด’ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ที่ถือครองสินทรัพย์ เงินสด หุ้น และอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดของตระกูล หากพวกคุณทั้งสามคนเซ็นชื่อร่วมกัน กรรมสิทธิ์ทั้งหมดจะตกเป็นของพวกคุณทันทีในวินาทีนี้ โดยมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายทุกประการ”

“เยี่ยมไปเลย! พ่อตัดสินใจถูกแล้วที่โอนให้พวกเราก่อนตาย จะได้ไม่ต้องไปเสียเวลาขึ้นศาลให้วุ่นวาย” รณกรไม่รอช้า เขาคว้าปากกาหมึกซึมราคาแพง ตวัดลายเซ็นลงบนเอกสารอย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะอ่านรายละเอียดในหน้าถัดไป

ชาลินีและภูวิศก็ไม่ยอมน้อยหน้า แย่งปากกากันเซ็นชื่อของตนเองลงไปอย่างตะกรุมตะกราม ราวกับสุนัขที่กำลังแย่งชิงเศษเนื้อชิ้นโต

เมื่อลายเซ็นทั้งสามปรากฏครบถ้วน เจ้าสัวธนินทร์ที่นอนอยู่บนเตียงก็ค่อยๆ เอื้อมมือไปถอดหน้ากากออกซิเจนออกด้วยตัวเอง ลมหายใจของเขาเหนื่อยหอบ แต่รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากกลับปรากฏขึ้น… มันไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความสุข แต่มันคือรอยยิ้มของพญามัจจุราชที่กำลังจะพิพากษาวิญญาณบาป

“พ-พ่อ… พ่อถอดสายออกซิเจนทำไม! หมอ! เรียกหมอมาที!” รณกรแกล้งทำเป็นตกใจ

“ไม่ต้องเรียกหมอหรอกรณ…” เสียงแหบพร่าของเจ้าสัวดังขึ้น ทำเอาทุกคนชะงัก “พ่อแค่… อยากจะพูดประโยคสุดท้าย กับ ‘เศรษฐีใหม่’ ทั้งสามคน”

IV. ความลับในแฟ้มสีดำ

ลูกทั้งสามคนยิ้มกริ่ม รอคอยคำอวยพรและการส่งมอบกุญแจตู้เซฟจากผู้เป็นพ่อ

“พวกแกรู้ไหม… ว่าตลอดสิบปีที่ผ่านมา พ่อเฝ้าดูพวกแกผลาญสมบัติที่พ่อสร้างมาด้วยเลือดและน้ำตา…” เจ้าสัวธนินทร์เว้นจังหวะหายใจ แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบถึงกระดูกดำ “รณกร… แกแอบยักยอกเงินบริษัทไปร้อยกว่าล้าน ชาลินี… แกติดหนี้บัตรเครดิตและหนี้นอกระบบอีกห้าสิบล้าน ส่วนภูวิศ… แขกวีไอพีของบ่อนคาสิโนที่กำลังโดนมาเฟียตามล่า”

ทั้งสามคนหน้าซีดเผือด ไม่คิดว่าพ่อที่นอนป่วยติดเตียงจะรู้ความเคลื่อนไหวของพวกเขาอย่างละเอียด

“พ-พ่อครับ… มันผ่านไปแล้ว ตอนนี้เรามีเงินหมื่นล้านในโฮลดิ้งแล้ว เราจะเคลียร์ทุกอย่างเอง พ่อหลับให้สบายเถอะครับ” รณกรพยายามกลบเกลื่อน

“หมื่นล้านงั้นเหรอ… หึหึ” เจ้าสัวธนินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะพยักหน้าให้ทนายวิเชียร

ทนายวิเชียรพลิกหน้าเอกสารที่พวกเขาทั้งสามคนเพิ่งเซ็นลงไป เผยให้เห็นรายละเอียดในหน้าถัดมา ที่ตัวหนังสือถูกพิมพ์ไว้อย่างชัดเจน

“พวกคุณคงไม่ได้อ่านรายละเอียดสินะครับ…” ทนายวิเชียรกล่าวเสียงเรียบ “เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ท่านเจ้าสัวได้ทำการ ‘บริจาค’ ทรัพย์สิน หุ้น เงินสด และอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดที่มีมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท ให้กับมูลนิธิเด็กกำพร้าและโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศไปจนหมดสิ้นแล้วครับ”

“อะ… อะไรนะ!!!” ชาลินีกรีดร้องเสียงหลง “บ-บริจาคหมดแล้ว? แล้วบริษัทโฮลดิ้งที่เราเพิ่งเซ็นรับมาล่ะ! มันคืออะไร!”

“บริษัท วรโชติ โฮลดิ้ง จำกัด…” ทนายวิเชียรขยับแว่นตา “คือบริษัทเปล่าที่ท่านเจ้าสัวตั้งขึ้นมาเพื่อ ‘กว้านซื้อหนี้สินและภาระผูกพันทั้งหมด’ ของพวกคุณทั้งสามคน รวมถึงหนี้เสียที่บริษัทลูกก่อไว้ พูดง่ายๆ คือ บริษัทโฮลดิ้งนี้ มีมูลค่าทรัพย์สินคือ 0 บาท แต่มี ‘หนี้สิน’ ที่รวบรวมไว้ทั้งหมด… หนึ่งพันสองร้อยล้านบาทครับ!

V. มรดกแห่งความพินาศ

เหมือนมีสายฟ้าฟาดลงกลางห้องนอน ลูกทั้งสามคนเบิกตากว้างจนแทบถลน ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนทรุดลงไปกองกับพื้นพรม ร่างกายสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

“ม-ไม่จริง! พ่อหลอกพวกเรา! เอกสารนี่เป็นโมฆะ! ผมจะฉีกมันทิ้ง!” รณกรคลุ้มคลั่ง พยายามจะแย่งเอกสารจากมือทนาย

“กฎหมายมีผลสมบูรณ์แล้วครับคุณรณกร ลายเซ็นของพวกคุณทั้งสามคน ถือเป็นการยินยอมรับโอนกรรมสิทธิ์และ ‘ภาระหนี้สิน’ ทั้งหมดร่วมกันแต่เพียงผู้เดียว… และเนื่องจากบริษัทนี้ไม่มีสินทรัพย์ใดๆ พรุ่งนี้เช้า ธนาคารและเจ้าหนี้ทุกราย จะเริ่มทำการฟ้องร้องยึดทรัพย์สินส่วนตัวของพวกคุณจนถึงขั้นล้มละลาย และอาจจะต้องรับโทษทางอาญาข้อหาฉ้อโกงด้วยครับ”

“พ่อ! พ่อทำแบบนี้กับสายเลือดตัวเองได้ยังไง! พ่อมันปีศาจ!” ชาลินีแผดเสียงร้องไห้ฟูมฟาย เครื่องสำอางราคาแพงเปรอะเปื้อนไปทั่วใบหน้า

“ผมโดนฆ่าแน่ๆ! ไอ้พวกมาเฟียมันตามล่าผมแน่ๆ พ่อช่วยผมด้วย!” ภูวิศคลานเข่าเข้ามากอดขาเตียงของเจ้าสัว

เจ้าสัวธนินทร์มองดูสภาพที่น่าเวทนาและน่าสมเพชของลูกๆ ทั้งสามคน น้ำตาหยดสุดท้ายไหลรินออกจากหางตาของชายชรา… มันไม่ใช่ความเสียใจที่ทำลายลูก แต่เป็นความเสียใจที่เขาไม่อาจสั่งสอนลูกให้เป็นคนดีได้ในขณะที่เขายังมีเรี่ยวแรง

“นี่คือ… บทเรียนสุดท้าย… จากพ่อ…” น้ำเสียงของเจ้าสัวแผ่วเบาลงทุกขณะ “ความโลภ… บังตาพวกแก… จนไม่เห็นแม้แต่… กับดัก… จงใช้ชีวิตที่เหลือ… ชดใช้กรรม… ในขุมนรกที่พวกแก… สร้างขึ้นมาเองเถอะ…”

สิ้นคำพูดนั้น เปลือกตาของเจ้าสัวธนินทร์ก็ปิดลงอย่างสงบ ลมหายใจสุดท้ายหลุดลอยไปพร้อมกับรอยยิ้มที่ปราศจากความกังวล เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงลากยาว บ่งบอกถึงการจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

ภายในห้องนอนที่เคยหรูหรา บัดนี้หลงเหลือเพียงเสียงกรีดร้อง โหยหวน และเสียงสะอื้นไห้อย่างสิ้นหวังของแร้งสามตัว ที่เพิ่งตระหนักได้ว่า… การเฝ้ารอคอยความตายของบุพการีเพื่อหวังความมั่งคั่ง ได้นำพาพวกเขาเดินเข้าสู่ลานประหารชีวิตที่ไม่มีวันหลุดพ้นไปตลอดกาล!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *