ใช้คนใหม่… แต่สิ่งที่เธอทำกลับกระชากน้ำตาลูกผู้ชายให้ไหลรินโดยไม่รู้ตัว!
I. กำแพงน้ำแข็งแห่งความโดดเดี่ยว
คฤหาสน์หรูหราสไตล์ยุโรปที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองหลวง มีมูลค่ากว่าพันล้านบาท แต่สำหรับ “ภาคภูมิ” มหาเศรษฐีหนุ่มวัย 35 ปี เจ้าของอาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ สถานที่แห่งนี้กลับไม่ต่างอะไรจาก ‘คุกน้ำแข็ง’ ที่เหน็บหนาวและโดดเดี่ยว
ภาคภูมิเติบโตมาท่ามกลางการแก่งแย่งชิงดี ทุกคนที่เข้าหาเขามักจะสวมหน้ากากแห่งความผลประโยชน์เสมอ ไม่เว้นแม้แต่คนรับใช้ในบ้าน ที่ผ่านมาเขาจับได้หลายครั้งว่าสาวใช้แอบขโมยของมีค่า หรือแม้แต่นำข้อมูลส่วนตัวของเขาไปขายให้ปาปารัสซี่ สิ่งเหล่านั้นหล่อหลอมให้ภาคภูมิกลายเป็นคนเย็นชา หวาดระแวง และไม่เคยเชื่อใจใครอีกเลย
จนกระทั่งวันหนึ่ง หัวหน้าแม่บ้านได้พา “น้ำค้าง” หญิงสาววัย 22 ปีจากต่างจังหวัด เข้ามาทำงานเป็นสาวใช้คนใหม่ ใบหน้าของเธอจิ้มลิ้ม แววตาใสซื่อบริสุทธิ์ แต่สำหรับภาคภูมิ… เขามองว่ามันก็แค่หน้ากากบทใหม่ที่ผู้หญิงคนหนึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อหวังปอกลอกเขาเท่านั้น
“หน้าตาซื่อๆ แบบนี้แหละ ตัวดีนัก… คืนนี้ฉันจะทดสอบดูสิว่า เธอจะซ่อนหางของตัวเองไว้ได้นานแค่ไหน” ภาคภูมิกระซิบกับตัวเองด้วยแววตาที่เยียบเย็น
II. กับดักของคนระแวง
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเที่ยงคืน คฤหาสน์ทั้งหลังตกอยู่ในความเงียบสงัด ภาคภูมิจงใจจัดฉากทดสอบสาวใช้คนใหม่ที่ห้องนั่งเล่นใหญ่ เขาถอดนาฬิกา Patek Philippe เรือนละสิบล้านบาทวางทิ้งไว้บนโต๊ะกระจกอย่างหมิ่นเหม่ ตามด้วยปึกธนบัตรใบละพันรวมมูลค่าหลายแสนบาทที่วางซ้อนกันไว้อย่างลวกๆ และกระเป๋าสตางค์ที่เปิดอ้าแง้มไว้
จากนั้น มหาเศรษฐีหนุ่มก็เอนกายลงบนโซฟาหนังตัวยาว แสร้งหลับตาและผ่อนลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ ทำทีว่าเขาทำงานจนเหนื่อยล้าและเผลอหลับสนิทไป
เพียงไม่ถึงสิบนาที เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้น น้ำค้างเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นพร้อมกับอุปกรณ์ทำความสะอาดกะดึก ภาคภูมิแอบหรี่ตามองผ่านขนตา เขาเห็นหญิงสาวชะงักไปเมื่อเห็นเขานอนอยู่บนโซฟา
‘เอาสิ… มองเห็นเงินกับนาฬิกาแล้วใช่ไหม หยิบมันสิ แค่ใบสองใบฉันก็ไม่รู้หรอก’ ภาคภูมิคิดในใจ รอคอยวินาทีที่ความโลภจะเข้าครอบงำหญิงสาวตรงหน้า
น้ำค้างเดินค่อยๆ ย่องเข้ามาใกล้โต๊ะกระจก เธอมองดูปึกเงินและนาฬิการาคาแพงระยับ ภาคภูมิเกร็งกล้ามเนื้อ เตรียมพร้อมที่จะลุกขึ้นมาตวาดไล่เธอออกจากบ้านทันทีที่มือของเธอสัมผัสของเหล่านั้น
III. การกระทำที่คาดไม่ถึง
แต่ทว่า… สิ่งที่น้ำค้างทำ กลับทำให้ภาคภูมิถึงกับนิ่งอึ้ง
หญิงสาวไม่ได้หยิบเงินเข้ากระเป๋าตัวเองแม้แต่ใบเดียว เธอเพียงแค่หยิบปึกธนบัตรและนาฬิกาเรือนล้านนั้น รวบรวมมาจัดวางให้เป็นระเบียบ และนำไปวางไว้ที่ชั้นวางของด้านในสุด เพื่อป้องกันไม่ให้มันร่วงหล่นหรือมีใครเดินมาเตะ
หลังจากจัดการกับของมีค่าเสร็จ น้ำค้างก็หันกลับมามองมหาเศรษฐีหนุ่มที่นอนอยู่บนโซฟา เครื่องปรับอากาศในห้องนั่งเล่นถูกตั้งไว้ที่ 18 องศาเซลเซียส ภาคภูมิที่สวมเพียงเสื้อเชิ้ตบางๆ เริ่มมีอาการสั่นน้อยๆ โดยที่เขาเองก็ไม่ได้สังเกต
น้ำค้างรีบวางไม้กวาดลง เธอเดินหายออกไปจากห้องเพียงครู่เดียว ก่อนจะกลับมาพร้อมกับผ้าห่มผืนหนานุ่ม หญิงสาวค่อยๆ คลี่ผ้าห่มออกอย่างเบามือที่สุด แล้วห่มคลุมร่างของภาคภูมิเอาไว้อย่างมิดชิดจนถึงปลายคาง เพื่อมอบความอบอุ่นให้กับเขา
ความนุ่มนวลยังไม่จบเพียงแค่นั้น น้ำค้างสังเกตเห็นคิ้วของภาคภูมิที่ขมวดเข้าหากันแน่น แม้ในขณะ(ที่เธอคิดว่าเขา)หลับ เขาก็ยังดูมีความเครียดสะสม หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าที่พื้นข้างโซฟา เธอหยิบยาดมสมุนไพรกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมาจากกระเป๋าผ้ากันเปื้อน แตะลงบนปลายนิ้วของตัวเองเล็กน้อย
จากนั้น… ปลายนิ้วที่หยาบกร้านจากการทำงานหนัก แต่กลับแฝงไปด้วยความอ่อนโยนอย่างประหลาด ก็ค่อยๆ นวดคลึงที่ขมับและหว่างคิ้วของภาคภูมิอย่างแผ่วเบา เพื่อคลายปมความเครียดนั้นออก
“ทำงานหนักมาทั้งวัน คงจะเหนื่อยมากเลยใช่ไหมคะคุณผู้ชาย…” น้ำค้างกระซิบเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม “ตอนเด็กๆ เวลาหนูไม่สบายหรือฝันร้าย แม่ชอบนวดขมับให้แบบนี้… ขอให้คืนนี้คุณผู้ชายหลับให้สบาย ไม่ต้องฝันร้าย ไม่ต้องเหนื่อยปวดหัว แล้วตื่นมาพบกับเช้าที่สดใสนะคะ”
IV. น้ำตาหยดแรกในรอบสิบห้าปี
ทุกคำพูด ทุกสัมผัส และทุกความห่วงใยที่ไร้ซึ่งผลประโยชน์แอบแฝง ทะลวงผ่านกำแพงน้ำแข็งที่ภาคภูมิสร้างขึ้นมาอย่างง่ายดาย
หัวใจของมหาเศรษฐีหนุ่มที่เคยด้านชากระตุกวาบอย่างรุนแรง กลิ่นหอมของสมุนไพรและสัมผัสที่ขมับ ทำให้เขาหวนนึกถึง “แม่” ผู้หญิงเพียงคนเดียวในชีวิตที่เคยรักและห่วงใยเขาอย่างบริสุทธิ์ใจ ซึ่งท่านได้จากโลกนี้ไปกว่าสิบห้าปีแล้ว ตั้งแต่นั้นมา เขาต้องต่อสู้ดิ้นรนเพียงลำพัง ไม่เคยมีใครมาคอยห่มผ้า หรือกระซิบคำอวยพรให้เขาหลับฝันดีแบบนี้อีกเลย… ทุกคนที่เข้าหา ล้วนถามแต่ว่า วันนี้บริษัททำกำไรได้เท่าไหร่
ความอบอุ่นที่ห่างหายไปนานแสนนาน ไหลทะลักเข้ามาในหัวใจของลูกผู้ชายที่แข็งแกร่งดั่งหินผา
โดยที่ภาคภูมิไม่สามารถควบคุมตัวเองได้… หยาดน้ำตาอุ่นๆ หยดหนึ่ง ค่อยๆ ไหลรินร่วงหล่นจากหางตาที่ปิดสนิทของเขา ซึมลงบนหมอนอิงอย่างเงียบเชียบ เขาต้องพยายามอย่างหนักที่จะกลั้นเสียงสะอื้น ไม่ให้แผ่นอกสั่นไหว เพื่อไม่ให้หญิงสาวรู้ตัวว่าเขากำลังตื่นอยู่
น้ำค้างเห็นรอยน้ำตาที่หางตาของเขา เธอคิดว่าเขาคงกำลังฝันร้าย หญิงสาวจึงใช้ปลายนิ้วเช็ดคราบน้ำตานั้นให้อย่างแผ่วเบา ก่อนจะลุกขึ้นยืน นำอุปกรณ์ทำความสะอาดเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบกริบ ปล่อยให้มหาเศรษฐีหนุ่มได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
V. รุ่งอรุณแห่งชีวิตใหม่
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องเข้ามาในคฤหาสน์
ภาคภูมิลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับผ้าห่มที่ยังคงคลุมกาย ความรู้สึกหนักอึ้งในหัวใจที่แบกรับมาตลอดหลายปีมลายหายไปจนสิ้น เขาลุกขึ้นนั่ง มองไปที่ชั้นวางของ… เงินและนาฬิกายังคงวางอยู่ที่เดิมอย่างเรียบร้อย
เมื่อเขาเดินเข้าไปในห้องอาหาร น้ำค้างกำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมอาหารเช้า เธอหันมาเห็นเขาและรีบก้มศีรษะทำความเคารพอย่างนอบน้อม
“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณผู้ชาย อาหารเช้าพร้อมแล้วค่ะ เมื่อคืนนอนหลับสบายไหมคะ?”
ภาคภูมิมองสบตาหญิงสาว แววตาของเขาในวันนี้ ไม่มีความหวาดระแวง ไม่มีความเย็นชาอีกต่อไป มันเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและความซาบซึ้งใจอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน
มหาเศรษฐีหนุ่มคลี่ยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มแรกที่ออกมาจากหัวใจในรอบหลายสิบปี
“สบายมากเลยน้ำค้าง…” ภาคภูมิเอ่ยเสียงนุ่ม “ขอบคุณนะ… ขอบคุณสำหรับผ้าห่ม และขอบคุณสำหรับคำอวยพรเมื่อคืน มันเป็นการนอนหลับที่ดีที่สุดในชีวิตของฉันเลยล่ะ”
น้ำค้างเบิกตากว้างเล็กน้อย แก้มเนียนขึ้นสีระเรื่อเมื่อรู้ว่าเจ้านายหนุ่มรับรู้ถึงสิ่งที่เธอทำเมื่อคืน
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา คฤหาสน์ที่เคยเป็นดั่งคุกน้ำแข็ง ก็กลับมามีชีวิตชีวาและอบอวลไปด้วยความอบอุ่นอีกครั้ง ภาคภูมิได้เรียนรู้ว่า ต่อให้เขามีเงินทองมหาศาลล้นฟ้า มันก็ไม่สามารถซื้อความจริงใจและความห่วงใยที่บริสุทธิ์ได้เลย และบททดสอบสีดำของเขาในคืนนั้น… ก็ได้ถูกชะล้างด้วยหัวใจสีขาวของหญิงสาว ที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล.
