5 กิโลเมตรแห่งความภักดี: ปริศนากล่อง

สั่นกับสี่ขาผู้เสียสละ

แสงแดดยามบ่ายสามโมงของเดือนเมษาแผดเผาถนนยางมะตอยสายเปลี่ยวในจังหวัดกาญจนบุรีจนเห็นไอร้อนเต้นระยิบระยับ ผม “เต้” และเพื่อนๆ ในกลุ่มบิ๊กไบค์รวม 6 คัน กำลังขับขี่เกาะกลุ่มกันเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดตั้งแคมป์ ท่ามกลางเสียงคำรามของเครื่องยนต์ จู่ๆ สุนัขจรจัดพันธุ์ทางสีน้ำตาลแดงตัวหนึ่งก็วิ่งพรวดพราดออกมาจากพงหญ้าข้างทาง มันไม่ได้วิ่งหนี แต่กลับวิ่งนำหน้าขบวนรถของพวกเรา พร้อมกับหันมาเห่าสลับกับวิ่งตะบึงไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง

“เฮ้ยเต้! หมามันเป็นอะไรวะน่ะ วิ่งนำหน้าแถมหันมามองพวกเราตลอดเลย” นิก เพื่อนในกลุ่มตะโกนผ่านบลูทูธหมวกกันน็อก

“ไม่รู้ว่ะ ลองลดความเร็วดู เผื่อมันหลงทางหรือตื่นตกใจ” ผมตอบกลับ พร้อมกับส่งสัญญาณมือให้ทุกคนชะลอความเร็ว

แต่ยิ่งพวกเราขับช้าลง เจ้าหมาสีน้ำตาลตัวนั้นก็ยิ่งแสดงอาการร้อนรน มันหยุดวิ่ง หันมาเห่ากรรโชกใส่พวกเรา แล้ววิ่งนำหน้าต่อไป ราวกับกำลังบอกว่า “ตามมาสิ! ตามฉันมาเดี๋ยวนี้!”

พวกเราขับตามมันมาได้ประมาณ 2 กิโลเมตร สภาพของมันเริ่มแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด ลิ้นของมันห้อยยาว น้ำลายยืดเป็นสาย ขาทั้งสี่ข้างสับเปลี่ยนด้วยความเหนื่อยล้า ฝ่าเท้าของมันเสียดสีกับถนนที่ร้อนจัดจนเริ่มมีรอยเลือดซึมออกมา ผมทนดูไม่ได้จึงบีบแตรให้ทุกคนจอดรถข้างทาง

ผมรีบคว้าขวดน้ำเย็นจากกระเป๋าท้ายรถ เทใส่อุ้งมือแล้วยื่นไปที่ปากของมัน “กินน้ำก่อนไอ้หนู เดี๋ยวก็ช็อกตายหรอก”

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้พวกเราทั้ง 6 คนต้องมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ เจ้าหมาสีน้ำตาลหอบฮักๆ ร่างกายสั่นเทาด้วยความกระหาย แต่มันกลับ ปฏิเสธที่จะดื่มน้ำแม้แต่หยดเดียว มันเบือนหน้าหนีจากมือน้ำของผม ใช้จมูกดุนที่รองเท้าบูทของผมอย่างแรง แล้วออกวิ่งนำหน้าต่อไปอีกครั้ง

“มันไม่ได้ต้องการน้ำว่ะพี่เต้… มันต้องการให้เราตามมันไป” น้องคนสุดท้องในกลุ่มเอ่ยขึ้น

พวกเราตัดสินใจสตาร์ทเครื่องยนต์อีกครั้งและขับตามมันไปอย่างเงียบๆ ระยะทางผ่านไปกิโลเมตรที่ 3… ที่ 4… จนกระทั่งเข้าสู่กิโลเมตรที่ 5 เจ้าหมาสีน้ำตาลก็เลี้ยวขวับเข้าไปในทางลูกรังแคบๆ ที่เป็นป่ารกทึบและกองขยะทิ้งร้าง มันวิ่งเซไปเซมาจนแทบจะล้มพับ ก่อนจะไปหยุดชะงักอยู่ข้างๆ กล่องกระดาษลูกฟูกเก่าๆ ใบหนึ่ง

เจ้าหมาสีน้ำตาลทรุดตัวลงนอนหอบกับพื้นดิน มันไม่มีแรงแม้แต่จะเห่าอีกต่อไป ทำได้เพียงใช้จมูกชี้เป้าไปที่กล่องใบนั้น พร้อมกับส่งเสียงครางหงิงๆ ในลำคอ สายตาของมันที่มองมาที่ผมเต็มไปด้วยความเว้าวอนอย่างถึงที่สุด

พวกเราทั้ง 6 คนดับเครื่องยนต์แล้วเดินเข้าไปใกล้ ทันใดนั้น หัวใจของผมก็กระตุกวูบ… กล่องกระดาษใบนั้นกำลังขยับรุกริกด้วยตัวเอง

เสียงกุกกักเบาๆ ดังลอดออกมาจากในกล่อง ผมส่งสัญญาณให้เพื่อนๆ เตรียมพร้อม เผื่อว่าข้างในอาจจะเป็นงูหรือสัตว์มีพิษ ผมกลั้นหายใจ ค่อยๆ ใช้มือเปิดฝากล่องกระดาษที่ถูกปิดทับไว้อย่างลวกๆ ออก

ภาพตรงหน้าทำเอาผู้ชายอกสามศอกทั้ง 6 คนถึงกับเข่าอ่อน สบถออกมาแทบไม่เป็นภาษา…

ภายในกล่องกระดาษที่ร้อนอบอ้าว ไม่ใช่ลูกหมา ลูกแมว หรือสัตว์มีพิษ… แต่เป็น ทารกแรกเกิด ตัวแดงแจ๋ที่ถูกพันด้วยผ้าขนหนูเก่าๆ สภาพของเด็กน้อยอ่อนแรงจนไม่มีเสียงร้องไห้ มีเพียงแขนเล็กๆ ที่ปัดป่ายไปมาเพื่อหาอากาศหายใจ ริมฝีปากของเด็กแห้งผากและเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ

“นิก! โทรเรียกพยาบาลด่วน! บอกว่าเจอเด็กทารกถูกทิ้ง อาการวิกฤต!” ผมตะโกนลั่นป่า มือไม้สั่นไปหมดขณะค่อยๆ อุ้มร่างเล็กๆ นั้นขึ้นมาแนบอกเพื่อหลบแสงแดด

ในจังหวะนั้นเอง เจ้าหมาสีน้ำตาลที่นอนหมดแรงอยู่บนพื้น ค่อยๆ ตะเกียกตะกายเอาคางมาเกยที่รองเท้าของผม มันช้อนสายตาอันพร่ามัวขึ้นมองทารกน้อยในอ้อมแขนผม เมื่อมันเห็นว่าเด็กปลอดภัยและอยู่ในมือของมนุษย์ที่มันอุตส่าห์วิ่งไปตามมา… มันก็พ่นลมหายใจออกมายาวๆ หลับตาลง และนิ่งสลบไป

สามวันต่อมา ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด

ผมยืนมองผ่านกระจกห้องพักฟื้นเด็กอ่อน ทารกน้อยคนนั้นปลอดภัยและพ้นขีดอันตรายแล้ว พยาบาลบอกว่าถ้าพวกเราไปช้ากว่านี้เพียงแค่สิบนาที เด็กอาจจะขาดใจตายเพราะความร้อนและขาดน้ำ

ส่วนวีรบุรุษสี่ขาน่ะหรือ? ผมหันกลับมามองเจ้าหมาสีน้ำตาลที่ตอนนี้มีผ้าพันแผลที่อุ้งเท้าทั้งสี่ข้าง มันกำลังนั่งกระดิกหางอยู่บนรถเข็นสุนัขข้างๆ ผม มันไม่ได้ตาย มันแค่ช็อกจากการเหนื่อยล้าและฮีทสโตรกอย่างหนัก

จนถึงตอนนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่าแม่ใจร้ายคนไหนเอาเด็กมาทิ้งไว้ หรือเจ้าหมาตัวนี้บังเอิญไปเจอเข้าได้อย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้แน่ชัดคือ สัตว์ที่สังคมมองว่าเป็นแค่หมาจรจัดข้างถนน กลับมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่และประเสริฐกว่ามนุษย์บางคนเสียอีก

“ทำได้ดีมากไอ้ตาล…” ผมลูบหัวมันเบาๆ ซึ่งตอนนี้มันได้กลายมาเป็นสมาชิกใหม่ของแก๊งบิ๊กไบค์อย่างเป็นทางการ “ต่อไปนี้ แกไม่ต้องวิ่งตามรถใครจนเลือดตากระเด็นอีกแล้วนะ… เพราะตั้งแต่วันนี้ไป แกจะได้นั่งซ้อนท้ายรถฉันตลอดชีวิตเลย”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *