ฏิเสธของเจ้าบ่าว ปลุกตำนานวีรบุรุษพยัคฆ์หมอบ!
I. คำประกาศิตที่กรีดหัวใจ
บรรยากาศภายในห้องบอลรูมของโรงแรมหรูระดับห้าดาว อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกุหลาบขาวและเสียงดนตรีคลาสสิก แขกเหรื่อระดับวีไอพีและแวดวงสังคมชั้นสูงกว่า 120 ชีวิต ต่างมารวมตัวกันเพื่อเป็นสักขีพยานในงานวิวาห์ระหว่าง “ภคิน” ทายาทบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ และ “นลิน” หญิงสาวผู้มีเบื้องหลังแสนธรรมดา
นลินยืนอยู่บนเวทีในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ มือของเธอสั่นเล็กน้อยด้วยความประหม่า ทว่ารอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนใบหน้า จนกระทั่งถึงวินาทีที่เจ้าบ่าวต้องสวมแหวน…
จู่ๆ ภคินก็ปัดกล่องกำมะหยี่สีแดงในมือของเพื่อนเจ้าบ่าวทิ้ง แหวนเพชรราคาแพงกลิ้งหล่นไปตามพื้นพรม ท่ามกลางความตกตะลึงของแขกทั้งงาน เขาคว้าไมโครโฟนขึ้นมา ก่อนจะประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
“ผมไม่มีวันแต่งงานกับลูกสาวคนสวนเด็ดขาด!”
เสียงกระซิบกระซาบดังเซ็งแซ่ไปทั่วห้องโถง นลินชาวาบไปทั้งตัว ราวกับถูกสาดด้วยน้ำใบบัวบกเย็นเฉียบ
ภคินแสยะยิ้มและพูดต่อ “ที่ผมยอมหมั้น ก็เพราะคุณปู่บังคับ แต่ตอนนี้ท่านเสียไปแล้ว ผมไม่มีความจำเป็นต้องทนใช้นามสกุลร่วมกับพวกชั้นต่ำ ที่วันๆ เอาแต่ขุดดินดมปุ๋ยคอกอีกต่อไป งานแต่งวันนี้… ยกเลิก!”
สิ้นคำพูดนั้น ภคินทิ้งไมโครโฟนลงพื้นเสียงดังลั่น ก่อนจะหันหลังเดินลงจากเวทีไปพร้อมกับคุณหญิงแม่ของเขา โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองใบหน้าที่ซีดเผือดของเจ้าสาวเลยแม้แต่น้อย
II. น้ำตาของผู้เป็นพ่อ
ความเงียบที่น่าอึดอัดเข้าปกคลุมห้องบอลรูม นลินยืนนิ่ง น้ำตาเอ่อคลอเบ้าแต่เธอพยายามกลั้นมันไว้อย่างสุดความสามารถ ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของเธอแหลกสลาย ไม่ใช่การถูกทิ้งกลางงานแต่ง… แต่เป็นภาพที่เห็นตรงหน้า
“ลุงพล” พ่อของเธอ ชายวัยหกสิบในชุดสูทเช่าที่ดูหลวมเกินตัว รีบวิ่งขึ้นมาบนเวทีด้วยใบหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตา ชายแก่ผู้ทำงานเป็นหัวหน้าคนสวนให้ตระกูลของภคินมาหลายสิบปี ทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าแขกเหรื่อกว่า 120 ชีวิต แผ่นหลังที่เคยตั้งตรงบัดนี้ค้อมต่ำลงด้วยความรู้สึกผิดและอับอาย
“ผมขอโทษครับ… ผมขอโทษแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่ทำให้ต้องเสียเวลา ขอโทษที่ครอบครัวคนสวนอย่างพวกเรา… ทำลายงานมงคลวันนี้” เสียงของพ่อสั่นเครือและแหบพร่า เจือไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรี
นลินทนไม่ได้อีกต่อไป เธอรีบทิ้งช่อดอกไม้ ทรุดตัวลงไปสวมกอดพ่อของเธอไว้อย่างเงียบๆ สองพ่อลูกกอดกันกลมกลางเวที นลินไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย เธอเพียงแค่ลูบแผ่นหลังที่สั่นเทาของพ่อเบาๆ
“พ่อคะ ไม่ต้องขอโทษใครทั้งนั้น เราไม่ได้ทำอะไรผิด… เรากลับบ้านเรากันเถอะค่ะ” นลินกระซิบ
III. แขกผู้ไม่ได้รับเชิญ
ในขณะที่ครอบครัวของภคินกำลังจะเดินพ้นประตูห้องโถง จู่ๆ บานประตูไม้แกะสลักขนาดใหญ่ก็ถูกผลักออกอย่างแรง!
เสียงรองเท้าคอมแบทกระทบพื้นหินอ่อนดังตึกๆ เป็นจังหวะหนักแน่นและพร้อมเพรียง ทหารในชุดเครื่องแบบเต็มยศกว่าสิบนายเดินเรียงแถวเข้ามาขนาบข้างประตู ก่อนที่ “พลเอก ศักดิ์ชัย” ผู้บัญชาการทหารบก ผู้มีอำนาจล้นฟ้าในกองทัพ จะก้าวเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างามและน่าเกรงขาม
แขกเหรื่อในงานต่างลุกขึ้นยืนด้วยความตกตะลึง ครอบครัวของภคินรีบปรับสีหน้า คุณหญิงแม่ของเจ้าบ่าวรีบเดินเข้าไปต้อนรับด้วยรอยยิ้มประจบประแจง
“โอ้โห! ท่านนายพลศักดิ์ชัย ให้เกียรติมาร่วมงานของตระกูลเราด้วยหรือคะเนี่ย เป็นเกียรติอย่างยิ่งเลยค่ะ แต่ว่างานแต่งเพิ่งจะถูกยกเลิกไป…”
พลเอกศักดิ์ชัยไม่ได้ปรายตามองครอบครัวของภคินแม้แต่น้อย เขาก้าวเดินผ่านหน้าพวกเขาราวกับเป็นเพียงอากาศธาตุ นัยน์ตาคมกริบจ้องมองตรงไปยังเวทีเบื้องหน้า… มุ่งตรงไปยังชายแก่ในชุดสูทเช่าที่กำลังถูกลูกสาวประคองให้ลุกขึ้นยืน
IV. ความลับใต้หมวกปีกกว้าง
เมื่อเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเวที พลเอกศักดิ์ชัยยืดตัวตรง ดึงเท้าชิดกันจนเกิดเสียงดังสนั่น ก่อนจะยกมือขึ้นทำวันทยหัตถ์ (ตะเบ๊ะ) ด้วยท่าทีที่ขึงขังและเปี่ยมไปด้วยความเคารพขั้นสูงสุด!
ทหารติดตามอีกสิบนายที่ยืนอยู่ด้านหลัง ต่างทำวันทยหัตถ์พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“ขอเดชะ! พลเอก ศักดิ์ชัย มารายงานตัวครับ… ท่านอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด!”
เสียงประกาศของพลเอกศักดิ์ชัยดังก้องไปทั่วห้องบอลรูม แขกทั้ง 120 ชีวิตเบิกตากว้างจนแทบถลนออกมา ภคินและแม่ของเขาที่ยืนอยู่หน้าประตูถึงกับขาสั่นจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น
ลุงพล… ชายแก่คนสวนที่ทุกคนดูถูก ค่อยๆ ยกมือที่หยาบกร้านขึ้นปาดน้ำตาบนใบหน้า แผ่นหลังที่เคยค้อมต่ำถูกยืดขึ้นจนตั้งตรง แววตาที่เคยอ่อนโยนและเจียมตัว แปรเปลี่ยนเป็นแววตาของพญาพยัคฆ์ที่หลับใหลมานาน
ลุงพลยกมือขึ้นรับการตะเบ๊ะอย่างสง่างาม “ตามสบายเถอะ ศักดิ์ชัย… ฉันปลดเกษียณมานานแล้ว ตอนนี้ฉันเป็นแค่ตาแก่คนสวนเท่านั้น”
“สำหรับกองทัพ ท่านคือวีรบุรุษและนายทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลครับท่านนายพล! เมื่อวานผมเพิ่งทราบข่าวว่าท่านปู่ของนายภคิน ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าของท่านเสียชีวิต ผมจึงตั้งใจจะมาร่วมงาน แต่ไม่นึกเลยว่าจะมาทันเห็น…” พลเอกศักดิ์ชัยปรายตาไปทางภคินด้วยสายตาเย็นเยียบ “…เห็นคนตาบอดที่กล้าดูหมิ่นสายเลือดของวีรบุรุษชาติ”
ความจริงถูกเปิดเผย! ลุงพล ไม่ใช่แค่คนสวนธรรมดา แต่เขาคือ พลเอก พลรบ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดในตำนาน ที่หลังจากภรรยาเสียชีวิต เขาก็เลือกที่จะวางมือจากอำนาจล้นฟ้า มาใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างเรียบง่ายด้วยการปลูกต้นไม้ตามความฝันของภรรยาผู้ล่วงลับ โดยปกปิดฐานะที่แท้จริงไม่ให้ใครรู้ แม้กระทั่งนลินเองก็รู้เพียงว่าพ่อเคยเป็นทหารผ่านศึกเท่านั้น
V. บทสรุปของคนจองหอง
ภคินหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ เขารีบวิ่งกลับมาที่หน้าเวที คุกเข่าลงแทบเท้าของลุงพลและนลินอย่างหมดสภาพความหยิ่งยโส
“น-นลิน! ลุงพล… เอ้ย! ท่านนายพลครับ! ผมขอโทษ! ผมมันตาบอด ผมมันโง่เอง! เรากลับมาจัดงานแต่งกันต่อเถอะนะครับนลิน!”
นลินมองอดีตเจ้าบ่าวของเธอด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งความรักและความผูกพันใดๆ อีกต่อไป เธอประคองแขนพ่อของเธอไว้แน่น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและดังก้องไปทั่วงาน
“คุณไม่ได้ปฏิเสธลูกสาวของท่านนายพลหรอกค่ะ ภคิน… แต่เมื่อสิบนาทีที่แล้ว คุณเพิ่งปฏิเสธลูกสาวของคนสวนไป และฉันก็ภูมิใจที่สุดที่ได้เกิดเป็นลูกของคนสวนที่ชื่อ ‘พล’ “
นลินหันไปยิ้มให้พ่อของเธอ “เรากลับบ้านไปรดน้ำต้นกุหลาบของเรากันเถอะค่ะพ่อ”
พลเอกพลรบยิ้มรับ พยักหน้าให้ลูกสาว ก่อนจะเดินเคียงข้างนลินลงจากเวที โดยมีพลเอกศักดิ์ชัยและกองทหารระดับสูงตั้งแถวเกียรติยศรอรับตลอดทางเดิน
ทิ้งให้ภคินและครอบครัวต้องเผชิญกับสายตาสมเพชจากแขกทั้ง 120 ชีวิต และต้องทนรับรู้ความจริงที่ว่า… พวกเขาเพิ่งจะเตะขุมทรัพย์และคอนเนคชั่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศทิ้งไป ด้วยความหยิ่งยโสและจองหองของพวกเขาเองตลอดกาล.
