I. ผู้มีอิทธิพลและรอยช้ำของแม่
ร้านข้าวแกง “แม่บัว” เป็นร้านเล็กๆ เก่าแก่ที่ตั้งอยู่คู่ชุมชนในต่างจังหวัดมานานกว่าสี่สิบปี แม่บัว หญิงชราวัย 75 ปี ผู้มีรอยยิ้มใจดีเสมอ ยืนตักแกงอยู่หน้าเตาไฟเหมือนทุกวัน โดยมีผม “กฤต” ลูกชายที่ชาวบ้านต่างคิดว่าเป็นแค่คนตกงานที่ซมซานกลับมาอยู่บ้านเกิด คอยช่วยเช็ดโต๊ะและล้างจานอยู่หลังร้าน
แต่ความสงบสุขของเช้าวันนั้นก็ถูกทำลายลง เมื่อ “เสี่ยยศ” ผู้มีอิทธิพลรายใหญ่ของจังหวัด พร้อมลูกน้องนับสิบคน เดินกร่างเข้ามาในร้าน เสี่ยยศต้องการกว้านซื้อที่ดินแถบนี้เพื่อสร้างกาสิโนเถื่อน และร้านของแม่บัวคือปราการด่านสุดท้ายที่แกไม่ยอมขาย
“ฉันให้เวลาแกมามากพอแล้วนะอีแก่! เซ็นโอนที่ดินให้ฉันซะดีๆ!” เสี่ยยศตะคอก กระชากโฉนดที่ดินมาตบลงบนโต๊ะ
“นี่มันที่ดินมรดกของพ่อแม่ฉัน ฉันตายก็ไม่ขาย เสี่ยกลับไปเถอะ” แม่บัวตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแต่เด็ดเดี่ยว
ความโกรธทำให้เสี่ยยศขาดสติ เขายกมือขึ้นผลักอกแม่บัวอย่างแรง ร่างของหญิงชราวัย 75 ปีลอยละลิ่วไปกระแทกกับหม้อแกงจนล้มลงกองกับพื้น เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาจากหางคิ้วที่กระแทกกับขอบโต๊ะ
“จำใส่กะโหลกไว้! ที่นี่คือถิ่นของฉัน ฉันจะทำอะไรก็ได้!” เสี่ยยศประกาศกร้าว
ลูกค้าขาประจำในร้านต่างก้มหน้ามองจานข้าวของตัวเอง ไม่มีใครกล้าสบตา ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาช่วยแม้แต่คนเดียว ความหวาดกลัวต่ออำนาจมืดทำให้ทุกคนกลายเป็นคนตาบอดและเป็นใบ้ไปในพริบตา
II. ความยุติธรรมที่ถูกบิดเบือน
ผมพุ่งตัวออกมารับร่างของแม่ไว้ เลือดของแม่เปื้อนผ้ากันเปื้อนของผม ผมกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ แต่สติที่ถูกฝึกฝนมาอย่างหนักบอกให้ผม ‘นิ่ง’
สิบห้านาทีต่อมา ตำรวจท้องที่นำโดย “สารวัตรชาญ” ก็เดินทางมาถึง แต่แทนที่จะจับกุมผู้กระทำผิด สารวัตรชาญกลับเดินไปตบไหล่เสี่ยยศอย่างสนิทสนม ก่อนจะหันมามองผมกับแม่ที่กำลังทำแผลอยู่
“ฉันสอบถามพยานแล้วนะไอ้กฤต ยายบัวแกลื่นล้มไปโดนโต๊ะเอง เสี่ยแกไม่ได้ทำอะไรเลย… เลิกแล้วต่อกันไปเถอะ อย่าทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่เลยว่ะ แกสู้บารมีเสี่ยยศไม่ได้หรอก” สารวัตรชาญพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
เสี่ยยศหัวเราะลั่นร้าน มองผมด้วยสายตาเหยียดหยาม “พาแม่แกไปหาหมอซะไอ้ขี้แพ้ แล้วพรุ่งนี้เตรียมย้ายของออกไปได้เลย”
ผมไม่ได้โวยวาย ไม่ได้ด่าทอ หรือร้องขอความเป็นธรรมใดๆ จากตำรวจท้องที่ ผมเพียงแค่ประคองแม่เดินกลับเข้าไปในบ้านอย่างเงียบเชียบที่สุด
พวกมันคิดว่ากล้องวงจรปิดหน้าร้านเสีย และคิดว่าผมเป็นแค่ลูกชายแม่ค้าที่ไร้ทางสู้… แต่มันไม่รู้เลยว่า เมื่อคืนนี้ผมเพิ่งติดตั้งกล้องวงจรปิดแบบซ่อนความละเอียด 4K ไว้ที่มุมฝ้าเพดาน และไฟล์วิดีโอนั้นได้ถูกส่งตรงไปยังเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัวของผมเรียบร้อยแล้ว
III. การรอคอยหน้าเคาน์เตอร์
วันรุ่งขึ้น ร้านข้าวแกงแม่บัวปิดให้บริการเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ผมให้แม่นอนพักผ่อนอยู่บนห้องชั้นสอง ส่วนตัวผมลงมาชงกาแฟดำและยืนพิงเคาน์เตอร์คิดเงินหน้าร้านอย่างใจเย็น
สิบโมงเช้า รถยุโรปคันหรูของเสี่ยยศ และรถสายตรวจของสารวัตรชาญ ขับมาจอดเทียบหน้าร้าน พวกมันลงจากรถมาด้วยท่าทีหยิ่งผยอง เตรียมจะมาไล่ที่ผมตามที่ขู่ไว้เมื่อวาน
“อ้าว… เก็บของเสร็จแล้วเหรอไอ้ลูกแหง่ มารับเช็คเศษเงินแล้วก็ไสหัวไปได้แล้ว!” เสี่ยยศเดินกร่างเข้ามาในร้าน โยนกระดาษเช็คลงบนเคาน์เตอร์
ผมไม่หยิบเช็คใบนั้นขึ้นมา แต่กลับยกแก้วกาแฟขึ้นจิบช้าๆ และมองเลยไหล่ของพวกมันออกไปที่ถนนใหญ่
“มองหาใครวะ? มองหาพระอินทร์มาช่วยหรือไง!” สารวัตรชาญหัวเราะร่วน
แต่เสียงหัวเราะของพวกมันก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อจู่ๆ เสียงเบรกของรถยนต์ขนาดใหญ่ดังสนั่นขึ้นหน้าร้าน
รถ SUV สีดำหุ้มเกราะกันกระสุนสองคัน แล่นเข้ามาจอดปิดหน้าและหลังรถของเสี่ยยศและสารวัตรชาญอย่างรวดเร็ว ประตูรถเปิดออกพร้อมกับชายฉกรรจ์ในชุดปฏิบัติการพิเศษสีดำสนิท พร้อมอาวุธปืนกลเบาครบมือ กระโดดลงมาจากรถนับสิบนาย ล้อมกรอบร้านข้าวแกงแม่บัวไว้ทุกทิศทาง
IV. ยศที่ถูกซ่อนเร้น
เสี่ยยศและสารวัตรชาญหน้าซีดเผือด ขาทั้งสองข้างเริ่มสั่นเทาเมื่อเห็นตราสัญลักษณ์ของ ‘หน่วยหนุมาน กองปราบปราม’ บนแขนเสื้อของเจ้าหน้าที่
ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ผู้เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการ เดินแหวกวงล้อมเข้ามาในร้าน เขามองข้ามหัวเสี่ยยศและสารวัตรชาญราวกับพวกมันเป็นแค่อากาศธาตุ ก่อนจะเดินตรงมาหยุดอยู่หน้าเคาน์เตอร์ที่ผมยืนพิงอยู่
ชายคนนั้นตบเท้าเสียงดังสนั่น ก่อนจะยกมือขึ้นทำวันทยหัตถ์อย่างแข็งขันที่สุด
“รายงานผู้การกฤต! ชุดปฏิบัติการพิเศษพร้อมรับคำสั่งแล้วครับท่าน!”
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมร้านข้าวแกงจนได้ยินเสียงเข็มตก เสี่ยยศอ้าปากค้าง ส่วนสารวัตรชาญเข่าอ่อนจนทรุดลงไปนั่งกองกับพื้น
“ผ-ผู้การ… ผู้การอะไร… ไอ้กฤตมันเป็นแค่คนตกงาน…” สารวัตรชาญละล่ำละลัก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ผมวางแก้วกาแฟลงบนเคาน์เตอร์ ค่อยๆ ปลดเชือกมัดผ้ากันเปื้อนเปื้อนเลือดของเมื่อวานออก โยนมันทิ้งลงบนเช็คของเสี่ยยศ สายตาที่ผมเคยมองพื้นบัดนี้เปลี่ยนเป็นความคมกริบและเยือกเย็นดุจมัจจุราช
“ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการนะครับ สารวัตรชาญ เสี่ยยศ…” ผมเดินอ้อมเคาน์เตอร์ออกมาหยุดยืนตรงหน้าพวกมัน “ผม พลตำรวจตรี กฤต… ผู้บังคับการกองปราบปราม… และเมื่อวานนี้ พวกคุณเพิ่งจะทำร้ายแม่บังเกิดเกล้าของผม พร้อมกับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างชัดเจน”
ผมพยักหน้าให้หัวหน้าชุดปฏิบัติการ ภาพวิดีโอจากกล้องวงจรปิดความละเอียด 4K ที่เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างชัดเจน ถูกเปิดขึ้นบนแท็บเล็ตต่อหน้าพวกมัน
“วิดีโอนี้… ผมส่งตรงขึ้นโต๊ะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และอธิบดีกรมสรรพากรแล้ว” ผมก้มลงมองเสี่ยยศที่บัดนี้กำลังคลานเข่าเข้ามายกมือไหว้ผมอย่างน่าสมเพช
“ท่านครับ! ผู้การครับ! ผมผิดไปแล้ว ผมหน้ามืดตามัวไปเอง ให้โอกาสผมด้วยเถอะครับ!” เสี่ยยศร้องไห้ฟูมฟาย
“เมื่อวานคุณบอกว่าคุณคือคนที่ใหญ่ที่สุดในถิ่นนี้ และจะทำอะไรก็ได้ใช่ไหม?” ผมเหยียดยิ้มเย็นชา “วันนี้ผมก็จะทำให้คุณเห็นเหมือนกัน ว่าคนที่เขามี ‘อำนาจจริง’ แต่เลือกที่จะก้มหน้าล้างจานเพื่อดูแลแม่… เวลาเขาโกรธขึ้นมา มันเป็นยังไง”
ผมหันไปสั่งการลูกน้องด้วยเสียงอันทรงอำนาจ “จับกุมตัวนายยศ ในข้อหาทำร้ายร่างกาย พยายามฆ่า และบุกรุก ส่วนสารวัตรชาญ… คุมตัวไปสอบสวนคดีทุจริตและฟอกเงิน ยึดทรัพย์พวกมันให้หมดทุกบาททุกสตางค์ อย่าให้เหลือแม้แต่ที่ซุกหัวนอน!”
“ครับท่าน!”
เสียงร้องโหยหวนและคำขอร้องที่ไร้ค่าของคนทรยศดังก้องไปทั่วถนน ขณะที่พวกมันถูกสวมกุญแจมือและลากตัวขึ้นรถตู้สีดำไปอย่างหมดสภาพ
ผมยืนมองรถ SUV ขับออกไปจนลับสายตา ก่อนจะหันหลังกลับเข้าไปในร้าน หยิบผ้ากันเปื้อนผืนใหม่มาสวม แล้วเดินขึ้นชั้นสองไปหาแม่ด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นที่สุด… วันนี้ กาฝากของชุมชนถูกถอนรากถอนโคนจนหมดสิ้นแล้ว และร้านข้าวแกงของแม่บัว จะกลับมามีรอยยิ้มที่สดใสได้อีกครั้ง โดยไม่มีใครหน้าไหนกล้ามาแตะต้องได้อีกตลอดกาล
