ห์ที่เปลี่ยนชีวิตฉันตลอดกาล
คฤหาสน์หลังงามของตระกูล ‘ศิริโภคิน’ สว่างไสวไปด้วยแสงไฟสีนวลจากแชนเดอเลียร์คริสตัล ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างสมบูรณ์แบบเพื่อต้อนรับงานวิวาห์แห่งปีที่กำลังจะเกิดขึ้นในเช้าวันพรุ่งนี้ ฉัน ‘เมทินี’ ทายาทคนเดียวของเครืออสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ ยืนมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่พองโต
‘ธีรภัทร’ คู่หมั้นของฉันคือผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ เขาสุภาพ อ่อนโยน และดูแลฉันดุจเจ้าหญิงมาตลอดสามปีที่คบกัน ส่วน ‘คุณหญิงวิลาวัลย์’ ว่าที่แม่สามี ก็แสนดีและเอ็นดูฉันเหมือนลูกสาวแท้ๆ วันนี้ฉันแวะมาที่คฤหาสน์เพื่อตรวจดูความเรียบร้อยของชุดแต่งงานที่ถูกส่งมาเตรียมไว้ มันควรจะเป็นเพียงการแวะมาทักทายสั้นๆ ก่อนที่ฉันจะกลับไปพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดในโลก
“กลับไปพักผ่อนเถอะจ๊ะหนูเมย์ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า แม่เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมหมดแล้ว” คุณหญิงวิลาวัลย์ยิ้มละมุน พลางลูบผมฉันอย่างทะนุถนอม
ฉันยกมือไหว้ลาคุณหญิงและธีรภัทร ก่อนจะเดินออกมารับลมเย็นๆ ที่หน้าประตูคฤหาสน์ รถยุโรปคันหรูของฉันจอดเทียบรออยู่แล้ว แต่เมื่อฉันเอื้อมมือไปเปิดประตูรถ ลมหนาวช่วงปลายปีที่พัดมาปะทะผิว ทำให้ฉันนึกขึ้นได้ว่าลืมเสื้อโค้ทตัวเก่งพาดไว้บนโซฟาในห้องนั่งเล่น
“เดี๋ยวเมย์มานะคะ ลืมเสื้อโค้ทไว้ข้างใน” ฉันบอกคนขับรถ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในคฤหาสน์
ประตูไม้สักบานใหญ่ไม่ได้ล็อกสนิท ฉันผลักมันเข้าไปอย่างเงียบเชียบ ภายในคฤหาสน์เงียบสงัด บรรดาแม่บ้านคงถูกสั่งให้ไปพักผ่อนกันหมดแล้ว ฉันก้าวเดินไปตามทางเดินที่ปูด้วยพรมกำมะหยี่สีแดงเข้ม มุ่งหน้าไปยังห้องนั่งเล่น แต่แล้ว… เสียงกระซิบกระซาบที่ลอดออกมาจาก ‘ห้องหนังสือ’ ของคุณหญิงวิลาวัลย์ ก็ทำให้ฝีเท้าของฉันต้องชะงักกึก
ประตูห้องหนังสือแง้มอยู่เพียงเล็กน้อย แสงไฟสลัวๆ ทอดเงาของคนสามคนลงบนพื้น… หนึ่งคือคุณหญิงวิลาวัลย์ สองคือธีรภัทร และสาม… ผู้หญิงแปลกหน้าที่ฉันไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน เธอกำลังอุ้มเด็กชายวัยกำลังหัดเดินไว้ในอ้อมอก
ฉันกลั้นหายใจ ขยับเข้าไปใกล้บานประตูด้วยสัญชาตญาณบางอย่างที่ตะโกนก้องในหัว
“อดทนอีกนิดนะพิม พรุ่งนี้งานแต่งก็เสร็จสิ้นแล้ว” เสียงของธีรภัทร… น้ำเสียงที่เขาใช้ มันช่างอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรักใคร่ แบบเดียวกับที่เขาใช้กับฉันไม่มีผิดเพี้ยน ทว่ามือของเขากำลังโอบกอดผู้หญิงคนนั้นไว้แน่น
“พิมทนไม่ไหวแล้วค่ะพี่ที พิมต้องทนเห็นพ่อของลูกตัวเองไปสวมแหวนให้ผู้หญิงคนอื่น พิมเจ็บ…” ผู้หญิงที่ชื่อพิมสะอื้นไห้ ซุกหน้าลงกับแผงอกกว้างของเขา
“แกต้องทน! นังพิม!” เสียงตวาดแหวของคุณหญิงวิลาวัลย์ดังขึ้น ไร้ซึ่งความอ่อนหวานเหมือนที่ฉันเคยได้ยิน “ถ้าแกไม่ทน แล้วฉันจะเอาเงินที่ไหนไปใช้หนี้พนันร้อยล้าน! แกคิดว่าฉันพิศวาสนังเมทินีนักหรือไง? หยิ่งยโส อวดรวย ทำตัวเป็นหงส์ตลอดเวลา ฉันเห็นแล้วอยากจะอาเจียน!”
หัวใจของฉันเหมือนถูกค้อนปอนด์ทุบอย่างแรงจนแตกละเอียด หูอื้ออึงไปหมด แต่สองขายังคงตรึงแน่นอยู่กับที่เพื่อฟังสัจธรรมอันเน่าเฟะของครอบครัวนี้ต่อไป
“แม่ครับ เบาๆ หน่อย เดี๋ยวใครมาได้ยิน” ธีรภัทรปรามมารดา ก่อนจะหันไปจูบซับน้ำตาให้ผู้หญิงคนนั้น “พี่รักพิมนะ รักพิมกับลูกที่สุด เมทินีเป็นแค่ห่านทองคำของเราเท่านั้น ทันทีที่จดทะเบียนสมรส พี่จะหาทางเกลี้ยกล่อมให้เธอโอนหุ้นบริษัทมาให้พี่จัดการ และเมื่อเราถ่ายเททรัพย์สินมาจ่ายหนี้แม่หมดแล้ว… พี่จะหย่ากับเธอ แล้วเราสามคนพ่อแม่ลูกจะไปใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกด้วยกัน พี่สัญญา”
ทุกถ้อยคำที่หลุดออกจากปากผู้ชายที่ฉันกำลังจะฝากชีวิตไว้ มันกรีดลึกลงไปในวิญญาณ
ภาพลวงตาของความรักที่สวยงามพังทลายลงในพริบตา… ฉันไม่ใช่เจ้าหญิงในนิยาย แต่เป็นเพียง ‘เหยื่อ’ ที่ถูกครอบครัวมิจฉาชีพในคราบผู้ดีเก่าหลอกใช้ เพื่อล้างหนี้และกอบโกยสมบัติของพ่อแม่ฉัน
น้ำตาของฉันรื้นขึ้นมาที่ขอบตา แต่มันไม่ได้หยดลงมาสักแหมะเดียว ความเสียใจถูกแทนที่ด้วยความโกรธแค้นและความเย็นเยียบที่จับขั้วหัวใจ
ในวินาทีนั้น… ไม่มีความลังเล ไม่มีความสับสน ไม่มีความฟูมฟาย มีเพียงความเด็ดเดี่ยวที่สว่างวาบขึ้นมาในหัว ฉันล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋า เปิดโหมดถ่ายวิดีโอ แล้วสอดเลนส์กล้องผ่านช่องประตูที่แง้มอยู่ บันทึกภาพและเสียงของคนทั้งสามไว้อย่างชัดเจนระดับ 4K
หกสิบวินาทีแห่งหลักฐานการทรยศถูกบันทึกไว้อย่างสมบูรณ์
ฉันเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า หมุนตัวหันหลังกลับ ไม่แม้แต่จะชายตามองเสื้อโค้ทราคาแพงที่พาดอยู่บนโซฟา ฉันเดินออกจากคฤหาสน์หลังนั้นด้วยฝีเท้าที่มั่นคงและไร้เสียง ก้าวขึ้นรถแล้วสั่งคนขับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุด
“ออกรถ กลับบ้านเดี๋ยวนี้”
ทันทีที่รถเคลื่อนตัวพ้นรั้วคฤหาสน์ศิริโภคิน ฉันกดโทรศัพท์หาสองคนที่จะเปลี่ยนเกมนี้ทันที คนแรกคือ ‘คุณพ่อ’ ของฉัน และคนที่สองคือ ‘ทนายความ’ ประจำตระกูล
“ฮัลโหลคุณพ่อคะ เมย์มีเรื่องด่วนที่สุด… พรุ่งนี้จะไม่มีงานแต่งงานค่ะ และคุณพ่อช่วยอายัดการทำธุรกรรมร่วมกับบริษัทของธีรภัทรทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในไตรมาสนี้ด้วย”
หลังจากอธิบายทุกอย่างและส่งคลิปวิดีโอให้คุณพ่อและทนายความเรียบร้อย ฉันเอนหลังพิงเบาะรถ มองออกไปนอกหน้าต่าง ถนนยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ ยังคงสว่างไสว
โทรศัพท์ของฉันสั่นเตือน มีข้อความไลน์จากธีรภัทรส่งมา
[ถึงบ้านหรือยังครับคนดีของพี่ พรุ่งนี้เจอกันนะครับ เจ้าสาวที่สวยที่สุดในโลก ฝันดีครับ]
ฉันเหยียดยิ้มที่มุมปาก นิ้วเรียวกดส่งคลิปวิดีโอความยาวหกสิบวินาทีที่เพิ่งถ่ายมาสดๆ ร้อนๆ กลับไปให้เขาในแชทนั้น ตามด้วยข้อความสั้นๆ ที่ฉันพิมพ์ด้วยจิตใจที่เยือกเย็นที่สุด
[งานแต่งพรุ่งนี้ยกเลิก ถือว่าฉันทำทานให้ครอบครัวสัมภเวสีของคุณก็แล้วกัน อ้อ… เตรียมตัวรับหมายศาลข้อหาฉ้อโกงและหลอกลวงด้วยนะ หนี้ร้อยล้านของคุณแม่… หาทางใช้เองก็แล้วกัน เพราะห่านทองคำตัวนี้… จะเป็นคนส่งพวกคุณเข้าคุกเอง]
ฉันกดปุ่มบล็อกเบอร์และช่องทางการติดต่อของเขาทุกทาง ปิดเครื่อง แล้วโยนโทรศัพท์ลงในกระเป๋า
พรุ่งนี้ แขกเหรื่อหลายพันคนอาจจะตกใจ สื่อมวลชนอาจจะเขียนข่าวกันสนุกปาก แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของฉันเลยแม้แต่น้อย เพราะสิ่งที่น่ายินดีที่สุดไม่ใช่การได้สวมชุดเจ้าสาวฟูฟ่อง… แต่คือการตระหนักรู้ว่า ฉันเพิ่งก้าวข้ามผ่านขุมนรกมาได้อย่างหวุดหวิด ก่อนที่ประตูวิวาห์บานนั้นจะปิดล็อกและจองจำฉันไปตลอดกาล.
