พายุฝนล้างรอยน้ำตา: อุ้มสายเลือดทายาทหมื่นล้าน

 ทวงคืนชะตาชีวิตที่ถูกพราก
สายฝนในคืนเดือนมืดกระหน่ำตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง ราวกับฟ้าร้องกำลังเยาะเย้ยชะตากรรมที่แสนบัดซบของ “ณิชา” หญิงสาววัยยี่สิบสี่ปีที่กำลังยืนตัวสั่นเทาอยู่หน้าประตูรั้วอัลลอยด์บานใหญ่ของคฤหาสน์ที่เธอเคยเรียกว่า ‘บ้าน’ สองแขนของเธอโอบกอดห่อผ้าอ้อมที่ซุกซ่อน “น้องคิณ” ทารกน้อยวัยเพียงหนึ่งเดือนเศษไว้แนบอก เพื่อปกป้องสายเลือดเพียงคนเดียวจากความหนาวเหน็บ
ตรงหน้าระเบียงบ้านคือ “คุณหญิงดาริกา” ผู้เป็นแม่แท้ๆ และ “พราวฟ้า” พี่สาวที่แสนจะเพียบพร้อม ทั้งสองยืนกางร่มมองลงมาที่เธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจและเย็นชา
“ออกไปซะ ณิชา! แกกับไอ้เด็กไม่มีพ่อคนนี้ กำลังจะทำให้อนาคตของพราวต้องพังพินาศ!” เสียงตวาดของคุณหญิงดาริกาดังก้องแข่งกับเสียงฟ้าร้อง
“แม่คะ… ณิชาเพิ่งคลอดลูกได้ไม่นาน ให้ณิชากับลูกอยู่ที่นี่เถอะนะคะ ณิชาสัญญาว่าจะอยู่แต่ในห้องเรือนคนใช้ จะไม่เสนอหน้าไปให้ครอบครัวของคุณภพเห็นเด็ดขาด” ณิชาร้องไห้อ้อนวอน น้ำตาผสมกับน้ำฝนจนแยกไม่ออก
“ไม่ได้!” พราวฟ้าตวาดแหว “พรุ่งนี้ครอบครัวของคุณภพจะมาสู่ขอฉัน ถ้าพวกเขารู้ว่าฉันมีน้องสาวใจแตก ท้องไม่มีพ่อจนคลอดลูกออกมาประจานวงศ์ตระกูล งานแต่งงานของฉันกับทายาทรัฐมนตรีต้องถูกยกเลิกแน่ๆ! แกต้องไปให้พ้นจากชีวิตฉัน!”
“แต่เด็กคนนี้หลานแม่นะ หลานแท้ๆ…” ณิชาสะอื้น
“ฉันไม่มีหลานที่เกิดจากความมักง่าย! ไปซะ ก่อนที่ฉันจะให้ยามมาลากตัวแกออกไป!”
ประตูรั้วอัลลอยด์ปิดดังปัง! ตัดขาดความสัมพันธ์ทางสายเลือดลงอย่างสมบูรณ์ ณิชามองผ่านซี่กรงเหล็กด้วยหัวใจที่แตกสลาย ครอบครัวที่เธอรักและยอมเสียสละทุกอย่างให้ กลับโยนเธอทิ้งอย่างหน้าไม่อาย เพียงเพื่อปูทางให้พี่สาวเดินบนกลีบกุหลาบ
หญิงสาวก้มลงมองลูกน้อยที่กำลังหลับตาพริ้มในอ้อมกอด เด็กคนนี้ไม่ได้เกิดจากความมักง่าย… แต่เกิดจาก ‘ความจงใจ’ ของพราวฟ้าต่างหาก!
เมื่อสิบเดือนก่อน พราวฟ้าหลอกให้ณิชาเดินทางไปเป็นผู้ช่วยที่ประเทศฟิลิปปินส์ และแอบใส่ยานอนหลับในเครื่องดื่มของเธอ เพื่อหวังจะส่งเธอไปสังเวยให้กับนักลงทุนเฒ่าตัณหากลับ แลกกับผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่ณิชาหนีรอดออกมาได้ในสภาพสะลึมสะลือ และพลัดหลงเข้าไปในเพนต์เฮาส์หรูของใครบางคน… ค่ำคืนที่เร่าร้อนและไร้สติจบลงพร้อมกับรอยประทับที่ฝังรากลึกในครรภ์ของเธอ
ชายคนนั้นทิ้งเพียงกระดุมข้อมือ (Cufflinks) สลักตัวอักษร ‘C.A.’ และเช็คเงินสดจำนวนมหาศาลไว้ให้ แต่ณิชาไม่เคยแตะต้องเงินนั้น เธอทิ้งมันไว้และหนีกลับไทยด้วยความอับอาย จนกระทั่งเธอตั้งครรภ์ และถูกครอบครัวจองจำไว้แต่ในบ้านจนคลอดลูก
ณิชาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ สัมผัสความเย็นของกระดุมข้อมือที่เธอเก็บติดตัวไว้ตลอดเวลา แววตาที่เคยอ่อนแอและเต็มไปด้วยน้ำตา บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว
“ลูกไม่ต้องกลัวนะคิณ… ในเมื่อที่นี่ไม่มีใครต้องการเรา แม่จะพาหนูไปหาพ่อ พ่อที่แท้จริงของหนู”
หกเดือนต่อมา… ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์
ตึกระฟ้าใจกลางย่านการเงิน Makati คือที่ตั้งของ “Akkaramahasarn Empire” (อัครมหาศาล เอ็มไพร์) อาณาจักรธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริหารงานโดย “คริสเตียน ภคิน อัครมหาศาล” มหาเศรษฐีหนุ่มลูกครึ่งไทย-ฟิลิปปินส์ ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาด เย็นชา และไร้หัวใจ
ณิชาใช้เงินก้อนสุดท้ายที่ได้จากการขายสร้อยทองเส้นเดียวที่ติดตัวมา ซื้อตั๋วเครื่องบินและดั้นด้นมาจนถึงที่นี่ เธอยืนอุ้มลูกชายวัยเจ็ดเดือนที่กำลังส่งเสียงอ้อแอ้อยู่หน้าเคาน์เตอร์ต้อนรับของบริษัท
“ขอโทษนะคะ ฉันต้องการพบคุณภคินค่ะ” ณิชาบอกกับพนักงานต้อนรับ
“คุณได้นัดไว้หรือเปล่าคะ? ท่านประธานไม่รับแขกที่ไม่ได้นัดล่วงหน้าค่ะ” พนักงานตอบด้วยสายตาประเมินหญิงสาวในชุดธรรมดาๆ และเด็กทารกในอ้อมแขน
“ฉันไม่มีนัดค่ะ แต่… ฉันมีของสิ่งนี้” ณิชาวางกระดุมข้อมือสีเงินสลักตัวอักษร C.A. ลงบนเคาน์เตอร์
พนักงานต้อนรับเบิกตากว้าง เพราะรู้ดีว่านั่นคือสัญลักษณ์ส่วนตัวที่สั่งทำพิเศษของท่านประธาน เธอกดโทรศัพท์สายตรงหาเลขาหน้าห้องทันที ไม่ถึงห้านาที บอดี้การ์ดร่างยักษ์สองคนก็เดินลงมาเชิญณิชาขึ้นไปยังชั้นบนสุดของตึก
ภายในห้องทำงานกว้างขวางที่ผนังเป็นกระจกใส มองเห็นวิวเมืองมะนิลาแบบพาโนรามา ชายหนุ่มร่างสูงสง่าในชุดสูทสั่งตัดราคาแพงยืนหันหลังให้เธอ บรรยากาศรอบตัวเขาแผ่ซ่านไปด้วยอำนาจและความกดดัน
เมื่อเขาหันกลับมา นัยน์ตาสีรัตติกาลคู่นั้นจ้องมองมาที่เธอ… มันคือสายตาของนักล่าที่เธอไม่มีวันลืม
“คุณหายไป… ผมตามหาผู้หญิงในคืนนั้นแทบพลิกแผ่นดิน แต่คุณกลับทิ้งเช็คสิบล้านแล้วหนีไป” น้ำเสียงของภคินทุ้มต่ำและราบเรียบ ทว่าซ่อนความขุ่นเคืองไว้ลึกๆ
“ฉันไม่ได้ต้องการเงินของคุณค่ะ” ณิชาตอบเสียงสั่น พยายามรวบรวมความกล้า “แต่ที่ฉันมาวันนี้… ฉันพาเขามาหาคุณ”
ณิชาขยับผ้าห่มออก เผยให้เห็นใบหน้าของน้องคิณ เด็กน้อยเบิกตากลมโตมองหน้าชายแปลกหน้าแล้วยิ้มกว้าง… รอยยิ้มที่เหมือนกับชายตรงหน้าราวกับพิมพ์เดียวกัน ยิ่งดวงตาสีดำสนิทและคิ้วเข้มที่ถอดแบบกันมา ยิ่งไม่ต้องพึ่งผลตรวจ DNA ใดๆ ทั้งสิ้น
ภคินชะงักงัน เขาค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาใกล้ สายตาที่เคยเย็นชาสั่นไหวอย่างรุนแรง มือหนาที่เคยเซ็นสัญญาหมื่นล้านอย่างไม่สะทกสะท้าน บัดนี้กลับสั่นเทาเมื่อเอื้อมไปสัมผัสแก้มยุ้ยของเด็กน้อย
ทารกน้อยเอื้อมมือเล็กๆ มาจับนิ้วชี้ของเขาไว้แน่น ราวกับสายใยแห่งสัญชาตญาณผูกพันพวกเขาไว้ในเสี้ยววินาที
“ลูก… ลูกของผม…” ภคินพึมพำ ก่อนจะช้อนสายตามองณิชาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป “ใครทำอะไรคุณ ทำไมคุณถึงปล่อยให้ตัวเองและลูกของผมต้องตกระกำลำบากแบบนี้?”
ณิชาไม่อาจกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไป เธอเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟัง… เรื่องราวการถูกหักหลังโดยครอบครัว และการถูกขับไล่อย่างไร้ความปราณี
เมื่อฟังจบ บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกดุจพายุหิมะ ภคินกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขาดึงณิชาและลูกน้อยเข้ามากอดไว้แนบอก อ้อมกอดของเขาอบอุ่นและปลอดภัยที่สุดเท่าที่ณิชาเคยสัมผัสมา
“ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป คุณคือ ‘นายหญิง’ ของอัครมหาศาล เอ็มไพร์” ภคินกระซิบข้างหูเธอ “ใครที่มันกล้ารังแกคุณกับลูก… ผมจะทำให้พวกมันต้องชดใช้ด้วยทุกสิ่งที่มี!”
สามเดือนต่อมา ณ โรงแรมหรูระดับหกดาวในกรุงเทพมหานคร
งานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสระหว่าง ‘พราวฟ้า’ และ ‘ทายาทรัฐมนตรี’ ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา คุณหญิงดาริกายืนยิ้มหน้าบานรับแขก วาดฝันถึงอนาคตอันรุ่งโรจน์และเส้นทางสู่การเป็นครอบครัวมหาเศรษฐีระดับแนวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วันนี้มีข่าวลือว่า ‘คริสเตียน ภคิน’ มหาเศรษฐีจากฟิลิปปินส์ ผู้กุมชะตาโครงการเมกะโปรเจกต์ที่ครอบครัวเจ้าบ่าวลงทุนไว้ จะมาร่วมงานด้วย
เมื่อประตูห้องบอลรูมเปิดออก เสียงฮือฮาดังอื้ออึงไปทั่วงาน แสงแฟลชจากนักข่าวสาดส่องไปที่ผู้มาเยือน
ภคิน อัครมหาศาล เดินก้าวเข้ามาอย่างสง่างามและทรงอำนาจ… แต่สิ่งที่ทำให้คุณหญิงดาริกาและพราวฟ้าแทบหยุดหายใจ ไม่ใช่ตัวมหาเศรษฐีหนุ่ม แต่เป็น ‘หญิงสาว’ ที่เดินควงแขนเขามาด้วยต่างหาก!
ณิชา… ในชุดราตรีปักเพชรระยิบระยับ สวมสร้อยคอเพชรบลูแซฟไฟร์มูลค่าหลายร้อยล้าน รูปลักษณ์ของเธอเปล่งประกายงดงามดุจนางพญา เธอเดินเคียงข้างภคินด้วยความมั่นใจ โดยมีบอดี้การ์ดอุ้มน้องคิณที่แต่งตัวด้วยสูทเด็กสั่งตัดพิเศษตามหลังมาติดๆ
“ณิ… ณิชา! แกล้ามาเสนอหน้าอยู่ที่นี่ได้ยังไง!” พราวฟ้ากรีดร้องจนลืมรักษาภาพพจน์ ทิ้งแขนเจ้าบ่าวแล้วปรี่เข้ามาหาน้องสาว
“ทำไมเธอจะมาไม่ได้ ในเมื่อเธอคือ ‘ภรรยา’ ที่ถูกต้องตามกฎหมายของผม และเป็นแม่ของทายาทเพียงคนเดียวของอัครมหาศาลกรุ๊ป” ภคินตวาดเสียงกร้าว บอดี้การ์ดก้าวเข้ามาขวางพราวฟ้าไว้ทันที
แขกในงานต่างซุบซิบนินทา คุณหญิงดาริกาหน้าซีดเผือด รีบเดินเข้ามาแก้สถานการณ์ “คุณภคินคะ นี่มันเรื่องเข้าใจผิดกันแน่ๆ นังเด็กนี่มัน…”
“หุบปาก!” ภคินจ้องหน้าคุณหญิงดาริกาด้วยสายตาที่ทำให้คนถูกมองแทบล้มทั้งยืน “ผมทราบเรื่องสถุลๆ ที่พวกคุณทำไว้กับภรรยาและลูกของผมหมดแล้ว และผมมาที่นี่เพื่อมอบของขวัญแต่งงานให้พวกคุณ”
ภคินพยักหน้าให้เลขา เลขาจึงประกาศออกไมค์ให้ได้ยินกันทั้งงาน “อัครมหาศาล เอ็มไพร์ ขอประกาศถอนการลงทุนทั้งหมดจากบริษัทของรัฐมนตรี และบริษัทในเครือของตระกูลคุณพราวฟ้าทั้งหมด นอกจากนี้ เราได้ยื่นฟ้องศาลเรียกค่าเสียหายจากการฉ้อโกงสัญญา ซึ่งจะทำให้พวกคุณถูกอายัดทรัพย์สินทุกอย่าง… ภายในเที่ยงคืนนี้”
คำประกาศนั้นเปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางงานแต่ง ครอบครัวของเจ้าบ่าวหันมามองพราวฟ้าด้วยความโกรธจัด รัฐมนตรีผู้เป็นพ่อเจ้าบ่าวตวาดลั่น “ยกเลิกงานแต่ง! ฉันไม่ยอมให้ครอบครัวฉันต้องมาล้มละลายเพราะพวกแก!”
เจ้าบ่าวสะบัดมือพราวฟ้าทิ้งแล้วเดินหนีออกไปทันที พราวฟ้ากรีดร้องโหยหวน ทรุดลงไปกองกับพื้น เช่นเดียวกับคุณหญิงดาริกาที่แทบจะเป็นลมล้มพับไปกับกองหนี้สินนับพันล้านที่กำลังจะหล่นทับ
“ณิชา… ลูกแม่ ช่วยแม่ด้วยนะลูก บอกสามีลูกสิว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน…” คุณหญิงดาริกาคลานเข้ามากอดขาณิชา น้ำตานองหน้า
ณิชามองภาพอดีตแม่และพี่สาวด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่ความสมเพชหรือสงสารหลงเหลืออยู่ เธอค่อยๆ ดึงเท้าออกจากการเกาะกุมของคุณหญิงดาริกา
“คุณจำผิดคนแล้วค่ะคุณหญิง… วันที่ฝนตกวันนั้น คุณบอกเองว่าคุณไม่มีลูกสาวที่ชื่อณิชาอีกต่อไป ครอบครัวของฉัน… มีแค่สามีและลูกของฉันเท่านั้น”
ณิชาหันหลังกลับ ควงแขนภคินเดินออกจากห้องบอลรูม ทิ้งเสียงกรีดร้องและโลกที่พังทลายของครอบครัวที่เคยทำร้ายเธอไว้เบื้องหลัง
คืนนี้… ท้องฟ้าของกรุงเทพฯ สดใส ไร้ซึ่งเมฆฝน มีเพียงดาวนับล้านดวงที่ส่องแสงเจิดจรัส ราวกับกำลังอวยพรให้กับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของ ‘นายหญิงแห่งอัครมหาศาล’ ที่จะได้รับการปกป้องดูแลด้วยความรักไปตราบนานเท่านาน.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *