รอยแค้นใต้เงาเพชร: วิวาห์ลวงและการทวงคืนของนางพญา

ในวัยหกสิบแปดปี ฉันผ่านร้อนผ่านหนาวมามากพอที่จะแยกแยะออกระหว่าง ‘ลางสังหรณ์ใจคอไม่ดี’ กับ ‘หายนะที่กำลังจะมาเยือน’
แต่เช้าวันนี้… วันที่ควรจะเป็นวันแห่งความสุขที่สุดในฐานะแม่ของเจ้าบ่าว ฉันกลับตื่นขึ้นมาพบกับความจริงที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุดในชีวิต
ฉัน ‘คุณหญิงประภา’ ผู้กุมบังเหียนเครือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ ลืมตาตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนในคฤหาสน์ของตัวเอง ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความเย็นเฉียบที่หนังศีรษะ เมื่อฉันยกมือขึ้นหมายจะสางผมสีเงินยวงที่ฉันเฝ้าดูแลรักษาอย่างดีมาตลอดหลายปี สิ่งที่ปลายนิ้วสัมผัสกลับมีเพียงความว่างเปล่าและผิวหนังที่เรียบลื่น
บนหมอนใบหรูของฉันเต็มไปด้วยกระจุกผมสีเงินที่หลุดร่วงออกมาทั้งราก กลิ่นสารเคมีรุนแรงบางอย่างยังคงลอยจางๆ อยู่ในอากาศ
ฉันผุดลุกขึ้นนั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หัวใจเต้นรัวอย่างควบคุมไม่ได้ ภาพสะท้อนในกระจกคือหญิงชราที่ไร้เส้นผมแม้แต่เส้นเดียว ศีรษะของฉันโล้นเลี่ยน แดงเถือกจากการถูกสารเคมีกัดกร่อน และตรงหน้ากระจกบานนั้นเอง มีซองจดหมายสีชมพูอ่อนพิมพ์ลายกุหลาบ—ดอกไม้โปรดของ ‘วริศรา’ ว่าที่ลูกสะใภ้ของฉัน วางทิ้งไว้พร้อมกับข้อความที่เขียนด้วยลายมือบรรจงว่า…
“ในที่สุด คุณหญิงแม่ก็มีสภาพเหมือน ‘อีแก่’ ใกล้ลงโลงอย่างที่ควรจะเป็นเสียทีนะคะ หวังว่าความอับอายนี้จะทำให้คุณหญิงแม่รีบเซ็นโอนมรดกสี่พันล้านบาท (ราวๆ 120 ล้านดอลลาร์) ให้เราสองคนให้จบๆ ไปก่อนงานเลี้ยงคืนนี้นะคะ… อ้อ ไม่ต้องห่วงค่ะ วิกผมราคาถูกๆ วางอยู่ในตู้เสื้อผ้า เผื่อคุณหญิงแม่ไม่อยากเอาหัวโล้นๆ ไปประจานตัวเองในงานแต่งของลูกชาย”
มือของฉันสั่นสะท้าน ไม่ใช่เพราะความเศร้าเสียใจ แต่เป็นเพราะความโกรธแค้นที่ลุกโชนขึ้นมาในอกทะลุจุดเดือด
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันพยายามมองข้ามสายตาแข็งกร้าวและรอยยิ้มจอมปลอมของวริศรา เพียงเพราะ ‘จอมทัพ’ ลูกชายคนเดียวของฉันรักและหลงผู้หญิงคนนี้จนหน้ามืดตามัว ฉันยอมตกลงที่จะโอนหุ้นและเงินสดมูลค่ากว่าสี่พันล้านบาทให้เป็นของขวัญแต่งงานตามที่เธอร้องขอ เพื่อซื้อความสุขให้ลูกชาย… แต่ผู้หญิงนังหิวเงินคนนี้กลับล้ำเส้นจนถึงขีดสุด เธอลักลอบเข้ามาในห้องนอนของฉันตอนกลางดึก ผสมครีมกำจัดขนแบบเข้มข้นลงในแชมพูและครีมนวดผมที่ฉันใช้อาบน้ำเมื่อคืน เพื่อหวังจะเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของฉันให้จมดิน
เธอคิดว่าผู้หญิงที่รักสวยรักงามและหยิ่งยโสในศักดิ์ศรีอย่างฉัน จะต้องหลบซ่อนตัวอยู่แต่ในห้อง ร้องไห้ฟูมฟาย และรีบโอนเงินให้พวกเธอเพื่อตัดรำคาญ หรือไม่ก็ต้องสวมวิกผมราคาถูกเดินก้มหน้าเข้างานไปให้เธอหัวเราะเยาะ
เธอคิดผิด… ผิดมหันต์
ฉันกดโทรศัพท์หาสายตรงถึงทนายความประจำตระกูลทันที
“คุณทนาย… ระงับการทำธุรกรรมโอนทรัพย์สินสี่พันล้านบาททั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในเช้าวันนี้ทันที และเตรียมเอกสารตัดชื่อจอมทัพออกจากกองมรดก หากเขายังเลือกที่จะจดทะเบียนสมรสกับผู้หญิงคนนั้น… เอาเอกสารทั้งหมดมาให้ฉันที่งานแต่งคืนนี้”
ฉันวางสาย ก่อนจะหันไปกดปุ่มเรียกผู้ช่วยส่วนตัว “เตรียมช่างแต่งหน้าคิวทองที่สุดของประเทศมาให้ฉัน และเอาชุดราตรีผ้าไหมสีทองที่ฉันสั่งตัดไว้มาด้วย… อ้อ ไม่ต้องหาผมปลอมนะ ฉันจะไปทั้งแบบนี้แหละ”
ฉันมองตัวเองในกระจกอีกครั้ง หญิงชราหัวโล้นในกระจกไม่ได้ดูน่าสมเพชเลยแม้แต่น้อย แต่เธอกำลังฉายแววตาของพญาเสือที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อที่กล้ามากระตุกหนวดของมัน
ค่ำคืนแห่งงานฉลองมงคลสมรส ณ โรงแรมหรูระดับหกดาว
บรรยากาศในห้องบอลรูมถูกเนรมิตให้กลายเป็นสวนกุหลาบสีขาวบริสุทธิ์ แขกเหรื่อระดับวีไอพีของประเทศต่างมารวมตัวกัน จอมทัพยืนยิ้มแย้มต้อนรับแขกอยู่หน้างาน ในขณะที่วริศราในชุดเจ้าสาวฟูฟ่องราคาหลักล้าน สวมบทบาทหญิงสาวผู้แสนดีและบริสุทธิ์ได้อย่างแนบเนียน แต่สายตาของเธอมักจะชะเง้อมองมาที่ประตูทางเข้าอยู่เสมอ ราวกับกำลังรอคอยดู ‘ตัวตลก’ ประจำงาน
และแล้ว… ประตูบานใหญ่ก็ถูกเปิดออก
เสียงพูดคุยจอแจในห้องบอลรูมเงียบกริบลงราวกับมีใครมากดปุ่มปิดเสียง สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่จุดเดียว
ฉันก้าวเดินเข้ามาบนพรมแดงอย่างสง่างาม ในชุดราตรีผ้าไหมไทยสีทองอร่ามที่ขับผิวให้ดูผ่องใส ใบหน้าถูกแต่งแต้มอย่างประณีต แต่สิ่งที่สะกดสายตาทุกคนไม่ใช่เพชรน้ำงามมูลค่าหลายสิบล้านบนลำคอ… แต่คือศีรษะที่ไร้เส้นผมของฉัน ซึ่งตอนนี้ถูกประดับด้วย มงกุฎเพชรเทียร่า (Tiara) เก่าแก่ของตระกูล ที่ทอประกายระยิบระยับล้อแสงไฟ แสงเพชรนั้นสะท้อนความมั่นใจและอำนาจที่แผ่ซ่านออกมาจนไม่มีใครกล้าแม้แต่จะเอ่ยปากวิจารณ์
วริศราหน้าซีดเผือดราวกับเห็นผี รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกเมื่อเห็นว่าฉันไม่ได้สวมวิกผมราคาถูก และไม่ได้มีท่าทีอับอายเลยแม้แต่น้อย
ฉันเดินตรงไปที่โต๊ะวีไอพีหน้าเวที จอมทัพรีบวิ่งเข้ามาประคองฉันด้วยความตกใจ
“คุณแม่! เกิดอะไรขึ้นครับ ทำไมผมคุณแม่…”
“แม่เพิ่งเปลี่ยนสไตล์ใหม่น่ะลูก… เผอิญว่ามี ‘ปลิง’ บางตัวพยายามจะสอนให้แม่รู้ว่า สภาพของคนแก่ที่แท้จริงมันเป็นยังไง” ฉันปรายตามองไปที่วริศราที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างๆ
เมื่อถึงเวลาที่พิธีกรเชิญประธานฝั่งเจ้าบ่าวขึ้นกล่าวอวยพรและดื่มอวยพร (Toast) ให้กับคู่บ่าวสาว ฉันก้าวขึ้นไปบนเวทีอย่างมั่นคง รับแก้วแชมเปญและไมโครโฟนมาถือไว้
ฉันกวาดสายตามองแขกนับพันคน ก่อนจะหยุดสายตาไว้ที่ว่าที่ลูกสะใภ้
“สวัสดีค่ะแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน วันนี้ควรจะเป็นวันที่ดิฉันมีความสุขที่สุด… แต่เมื่อเช้านี้ ดิฉันได้รับ ‘ของขวัญ’ ชิ้นพิเศษจากว่าที่ลูกสะใภ้”
ฉันส่งสัญญาณให้ทีมเครื่องเสียงด้านหลัง จอยักษ์บนเวทีที่ควรจะฉายภาพพรีเวดดิ้ง กลับเปลี่ยนเป็นภาพของซองจดหมายสีชมพู พร้อมข้อความลายมือของวริศราที่ถูกขยายใหญ่จนอ่านออกได้ชัดเจนทุกบรรทัด!
เสียงฮือฮาดังอื้ออึงไปทั่วทั้งงาน แขกผู้มีเกียรติต่างเบิกตากว้างและเริ่มกระซิบกระซาบกันอย่างออกรส วริศราพยายามจะวิ่งขึ้นมาบนเวทีเพื่อแย่งไมค์ แต่การ์ดของดิฉันที่เตรียมไว้ได้เข้ามารวบตัวเธอไว้เสียก่อน
“วริศรา… เธอคงคิดว่าผมที่ร่วงหล่น จะทำให้ฉันอับอายจนต้องยอมก้มหัวโอนเงินสี่พันล้านให้เธอสินะ” ฉันพูดใส่ไมโครโฟน น้ำเสียงกังวานและทรงอำนาจ “แต่เธอประเมินคนอย่างฉันต่ำไปมาก สิ่งที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งมีค่า ไม่ใช่เส้นผมบนหัว แต่คือสติปัญญาและอำนาจที่ถืออยู่ในมือต่างหาก!”
ฉันหันไปหาลูกชายที่กำลังยืนช็อกจนทำอะไรไม่ถูก “จอมทัพ… ถ้าลูกยังยืนยันจะแต่งงานและจดทะเบียนสมรสกับผู้หญิงที่วางยาและหยามเกียรติแม่ของลูกในคืนนี้ แม่ก็จะไม่อุทธรณ์… แต่กองมรดกสี่พันล้านบาท และตำแหน่งประธานบริหารในเครือบริษัทของเราทั้งหมด จะถูกโอนเข้ามูลนิธิการกุศลและทรัสต์ที่แม่ดูแลแต่เพียงผู้เดียวทันที”
“คุณแม่…” จอมทัพเสียงสั่น เขามองหน้าฉัน สลับกับมองหน้าวริศราที่กำลังร้องไห้ฟูมฟาย แววตาของเขาเปลี่ยนจากความหลงใหลเป็นความรังเกียจอย่างสุดซึ้ง เขาดึงดอกไม้ติดหน้าอกออกแล้วโยนใส่หน้าวริศรา “คุณมันนางปีศาจ… งานแต่งวันนี้ยกเลิก! ไสหัวออกไปจากชีวิตผมและครอบครัวผมเดี๋ยวนี้!”
วริศราทรุดลงไปกองกับพื้น กรีดร้องโหยหวนท่ามกลางสายตาสมเพชและเสียงหัวเราะเยาะของสังคมชั้นสูงที่เธอใฝ่ฝันอยากจะก้าวเข้ามา แผนการฮุบสมบัติร้อยล้านดอลลาร์ของเธอพังทลายลงไม่เป็นท่า พร้อมกับชื่อเสียงที่จะถูกแบนจากสังคมนี้ไปตลอดกาล
ฉันชูแก้วแชมเปญในมือขึ้นสูง ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน
“แด่ความจริงที่ถูกเปิดเผย และแด่จุดจบของคนหลอกลวงค่ะ… ชนแก้ว”
ฉันจิบแชมเปญด้วยรอยยิ้มที่งดงามที่สุดในชีวิต ก่อนจะเดินลงจากเวทีไปอย่างนางพญา โดยไม่จำเป็นต้องสนใจเสียงร้องไห้คร่ำครวญของคนที่กำลังจมปลักอยู่ในความวิบัติของตัวเองเลยแม้แต่น้อย… เพราะท้ายที่สุดแล้ว มงกุฎแห่งอำนาจ ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเส้นผมเพื่อเปล่งประกาย.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *