พินัยกรรมเงา: กรงดักกิเลสแห่งคฤหาสน์ศิริพัฒน์
เสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาโบราณเรือนใหญ่ประจำคฤหาสน์ศิริพัฒน์ดังก้องเป็นจังหวะ ราวกับกำลังนับถอยหลังสู่จุดจบของหน้ากากจอมปลอม บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่ที่บุด้วยไม้สักทองและแชนเดอเลียร์ระยิบระยับนั้น อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความโศกเศร้า… ที่เสแสร้ง
วันนี้คือวันเปิดพินัยกรรมของ ‘คุณหญิงดาริกา’ ย่าของฉัน หญิงแกร่งผู้ก่อตั้งอาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และส่งออกอัญมณีมูลค่ามหาศาล ญาติพี่น้องร่วมสายเลือดทั้ง 14 ชีวิตนั่งล้อมวงกันอยู่บนโซฟาหลุยส์ ทุกคนสวมชุดสีดำสนิทที่ตัดเย็บจากผ้าเนื้อดีที่สุด บางคนแกล้งยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง บางคนนั่งกระสับกระส่าย แววตาเต็มไปด้วยความละโมบที่ปิดไม่มิด
ฉัน ‘ณิชา’ นั่งเงียบๆ อยู่ที่มุมมุมหนึ่งของห้อง สายตาของฉันจับจ้องไปที่แก้วชาที่เย็นชืดในมือ ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา
ฝั่งตรงข้ามของฉันคือ ‘คุณวิภา’ แม่แท้ๆ ของฉันเอง เธอนั่งเชิดหน้า กรีดยิ้มหยันที่มุมปากขณะปรายตามองมาที่ฉัน แม่รักและโอ๋ ‘นพวิทย์’ พี่ชายของฉันที่เป็นดั่งลูกรักประดุจทองคำ ในขณะที่ฉัน… เป็นเพียงลูกสาวหัวรั้นที่มักจะขัดใจและถูกตราหน้าว่าเป็นแกะดำของตระกูลเสมอ เพราะฉันเลือกที่จะไปเรียนต่อด้านกฎหมายและแยกตัวออกไปใช้ชีวิตเงียบๆ แทนที่จะเข้ามาประจบประแจงแย่งชิงสมบัติเหมือนคนอื่นๆ
เมื่อ ‘ทนายสมภพ’ ชายชราผมสีดอกเลาผู้เป็นทั้งที่ปรึกษาและเพื่อนสนิทของคุณย่า อ่านพินัยกรรมฉบับแรกจบลง รอยยิ้มของญาติทั้ง 14 คนก็กว้างขึ้นจนแทบจะฉีกถึงใบหู
พินัยกรรมระบุว่า หุ้นในบริษัทส่งออกอัญมณีถูกแบ่งให้ลุงกับป้า ที่ดินทำเลทองสิบแปลงตกเป็นของอาทั้งสามคน ส่วนคฤหาสน์หลังนี้พร้อมด้วยเงินสดและเครื่องเพชรทั้งหมด… ตกเป็นของวิภาและนพวิทย์
ส่วนชื่อของฉัน… ไม่มีปรากฏอยู่ในพินัยกรรมเลยแม้แต่บรรทัดเดียว มูลค่าทรัพย์สินกว่าร้อยล้านบาท (ราวๆ 2.3 ล้านดอลลาร์) ถูกแบ่งสรรปันส่วนให้ฝูงแร้งจนหมดเกลี้ยง
แม่หันมาสบตาฉัน รอยยิ้มแห่งความเย่อหยิ่งและสะใจปรากฏชัดเจนบนใบหน้า เธอขยับริมฝีปากกระซิบด้วยน้ำเสียงที่จงใจให้ได้ยินกันแค่เราสองคน แต่บาดลึกไปถึงกระดูก
“แกไม่เคยเป็นคนที่ย่ารักที่สุดหรอกนะ ณิชา… เลิกทำตัวหยิ่งยโสแล้วยอมรับสภาพซะเถอะ ว่าแกมันไม่มีค่าอะไรเลยในตระกูลนี้”
แม่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ นพวิทย์ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็หันมาเหยียดยิ้มเยาะเย้ย บรรดาญาติๆ เริ่มพูดคุยกันเสียงดัง วางแผนว่าจะเอาเงินไปซื้อรถสปอร์ตคันใหม่ หรือจะรีโนเวทคฤหาสน์อย่างไรดี ความเศร้าโศกจากการสูญเสียประมุขของบ้านมลายหายไปในพริบตา ราวกับละครฉากหนึ่งที่ผู้กำกับเพิ่งสั่งคัต
ฉันยังคงนั่งนิ่ง… ไม่ตอบโต้ ไม่ร้องไห้ ไม่เรียกร้อง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ และมองดูพวกเขากำลังเฉลิมฉลองบนกองเงินกองทองที่พวกเขาคิดว่าได้ครอบครอง
ทว่า… ในวินาทีที่ความโกลาหลแห่งความปีติกำลังถึงขีดสุด เสียงกระแทกไม้เท้าของทนายสมภพก็ดังขึ้นกึกก้อง สยบทุกความเคลื่อนไหวในห้องโถงให้กลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง
“ขอประทานโทษครับทุกท่าน…” ทนายชราเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่มั่นคงและทรงอำนาจ เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเอกสารหนังสีดำที่ทำจากหนังจระเข้ ก่อนจะหยิบ ‘ซองจดหมายสีแดงเข้มที่ถูกประทับครั่งปิดผนึกอย่างแน่นหนา’ ซองที่สองขึ้นมาชูให้ทุกคนเห็น
“พินัยกรรมที่ผมเพิ่งอ่านจบไปนั้น เป็นเพียงพินัยกรรม ‘ฉบับร่าง’ ที่คุณหญิงดาริกาเขียนขึ้นเพื่อทดสอบปฏิกิริยาของพวกท่านทุกคน…” ทนายสมภพขยับแว่นตา กวาดสายตามองใบหน้าที่เริ่มซีดเผือดของบรรดาญาติๆ ทีละคน “…และดูเหมือนว่า ทุกท่านจะสอบตกอย่างสมบูรณ์แบบ”
“หมายความว่ายังไง! คุณทนายพูดบ้าอะไร!” วิภาผุดลุกขึ้นยืน เสียงแหลมปรี๊ดของเธอเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
ทนายสมภพไม่สนใจเสียงโวยวาย เขาค่อยๆ กรีดซองจดหมายซองที่สองออก แล้วดึงเอกสารปึกหนาที่เต็มไปด้วยตราประทับทางกฎหมายและลายเซ็นรับรองออกมา
“คุณหญิงดาริกาท่านมองเห็นธาตุแท้ของพวกท่านมานานแล้วครับ ท่านรู้ว่าความโลภจะกัดกินตระกูลนี้จนพังพินาศ ท่านจึงเตรียมการสำหรับวินาทีนี้… ไว้ตั้งแต่เจ็ดปีที่แล้ว”
บรรยากาศในห้องโถงเย็นยะเยือกลงกะทันหัน แอร์คอนดิชันเนอร์ที่ว่าเย็นจัด ยังไม่เท่าน้ำแข็งที่เริ่มเกาะกุมหัวใจของคนที่เพิ่งคิดว่าตัวเองเป็นผู้ชนะ
“เจ็ดปีที่แล้ว ตอนที่คุณณิชาอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ คุณหญิงดาริกาได้ทำการจดทะเบียนจัดตั้ง ‘กองทุนทรัสต์ศิริพัฒน์โฮลดิ้ง’ ขึ้นมาอย่างลับๆ และได้โอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด… ย้ำนะครับว่า ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหุ้นในบริษัทอัญมณี โฉนดที่ดินทุกแปลง เงินสดทุกบัญชี รวมไปถึงคฤหาสน์หลังนี้ เข้าไปอยู่ภายใต้การดูแลของกองทุนทรัสต์นั้นเรียบร้อยแล้ว”
ญาติทั้ง 14 คนอ้าปากค้าง นพวิทย์หน้าซีดเป็นไก่ต้ม ส่วนแม่ของฉันทรุดฮวบลงไปนั่งบนโซฟาอย่างหมดแรง
“และผู้ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ เป็นผู้จัดการกองทุนและผู้รับผลประโยชน์หลักเพียงผู้เดียวของทรัสต์นี้… คือ คุณณิชา ศิริพัฒน์ ครับ” ทนายสมภพประกาศก้อง “ดังนั้น บริษัทที่พวกท่านคิดว่าจะได้บริหาร ที่ดินที่พวกท่านคิดว่าจะเอาไปขาย หรือแม้แต่คฤหาสน์ที่พวกท่านกำลังนั่งทับอยู่ตอนนี้… ล้วนเป็นทรัพย์สินของคุณณิชาแต่เพียงผู้เดียว และหากพวกท่านต้องการเบี้ยเลี้ยง หรือต้องการมีที่ซุกหัวนอนต่อไป… พวกท่านจะต้องเซ็นสัญญายอมรับเงื่อนไขการทำงานและถูกตรวจสอบบัญชีย้อนหลังโดยคุณณิชาทั้งหมด หากใครปฏิเสธ… ต้องเก็บข้าวของออกจากคฤหาสน์นี้ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงครับ”
สิ้นเสียงของทนายสมภพ ความเงียบที่น่าขนลุกก็โรยตัวลงมาปกคลุมห้องโถงอีกครั้ง
แต่ทว่า… ความเงียบในตอนนี้ มันไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนความเศร้าโศกเสียใจจากการสูญเสียอีกต่อไป แต่มันคือความเงียบของเหยื่อที่เพิ่งรู้ตัวว่าเดินเข้ามาติดกับดัก
ฉันวางแก้วชาลงบนโต๊ะกระจก เสียงกระทบกันเบาๆ แต่กลับทำให้ญาติหลายคนสะดุ้งสุดตัว ฉันค่อยๆ ลุกขึ้นยืน สอดประสานสายตากับผู้เป็นแม่ที่ตอนนี้กำลังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวและอับอาย แววตาของเธอเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกเมื่อตระหนักได้ว่า อำนาจทั้งหมดในชีวิตของเธอ บัดนี้ตกอยู่ในมือของลูกสาวที่เธอเหยียดหยามมาตลอดชีวิต
ฉันก้าวเดินช้าๆ ไปหยุดอยู่กลางห้องโถง สูดกลิ่นอายของชัยชนะที่ย่ามอบให้เป็นของขวัญชิ้นสุดท้าย รอยยิ้มเย็นเยียบแบบเดียวกับที่คุณย่าดาริกามักจะใช้สยบศัตรูทางธุรกิจ ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของฉัน
“เอาล่ะค่ะทุกคน…” ฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจ สยบทุกลมหายใจในห้องนั้น “…เรามาเริ่มคุยเรื่อง ‘ค่าเช่าบ้าน’ ของเดือนนี้กันดีไหมคะ?”
กับดักของกรงทองคำได้ปิดตายลงแล้ว… และผู้ถือกุญแจเพียงคนเดียว ก็คือคนที่พวกเขาตราหน้าว่าไม่มีใครรักนั่นเอง
