อวสานตระกูลสูบเลือด: วินาทีอายขายหน้ากลางห้างหรู

 กับคำตอบโต้สุดท้ายที่ฉันเก็บกดมาตลอดห้าปี!

บทที่ 1: ตราประทับแห่งอิสรภาพ

เสียงก๊อกเบาๆ จากกระแทกตรายางของเจ้าหน้าที่ศาลเปรียบเสมือนเสียงดนตรีที่ไพเราะที่สุดในชีวิตของฉัน ‘เกศรา’
เอกสารการลែងลះและยกเลิกทะเบียนสมรสวางอยู่ตรงหน้า มันคือหนังสือปลดแอกชีวิตของฉันหลังจากต้องจมอยู่ในฝันร้ายมาตลอดห้าปีเต็ม ห้าปีที่ฉันต้องทนแต่งงานกับ ‘ภานุ’ ชายหนุ่มที่ฉันเคยคิดว่าเป็นรักแท้ แต่แท้จริงแล้วเขาและครอบครัวมองฉันเป็นเพียง ‘ตู้เอทีเอ็มเคลื่อนที่’
ในสายตาของ ‘คุณนายศิริพร’ อดีตแม่ผัวมหาภัย หล่อนมักจะพูดใส่หน้าฉันเสมอต่อหน้าญาติพี่น้องว่า ฉันเป็นเพียงผู้หญิงโชคดีที่ได้วาสนามาดองกับตระกูลเก่าแก่ของหล่อน ทั้งที่ความจริงแล้ว บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของภานุที่รอดพ้นจากการล้มละลาย ก็เพราะเงินทุนมหาศาลจากตระกูลของฉัน รถหรูที่ภานุขับ คฤหาสน์ที่สองแม่ลูกซุกหัวนอนอยู่ รวมถึงกระเป๋าแบรนด์เนมและสังคมไฮโซจอมปลอมของคุณนายศิริพร… ทั้งหมดถูกค้ำจุนด้วย ‘เงินของฉัน’ ทั้งสิ้น
แต่เพราะคำว่ารักและอยากรักษาครอบครัว ฉันจึงยอมสวมหน้ากากเป็นลูกสะใภ้แสนดี ยอมให้พวกเขากดขี่ข่มเหง และยึดบัตรเครดิตวงเงินไม่จำกัด (Black Card) ที่เป็นชื่อบัญชีเสริมของฉันไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายเดือนละหลายล้านบาท
จนกระทั่งเมื่อสามเดือนก่อน ฉันจับได้ว่าภานุแอบเลี้ยงดูพริตตี้สาวคนหนึ่ง และแม่ของเขาก็รู้เห็นเป็นใจ แถมยังช่วยกันยักยอกเงินส่วนตัวของฉันไปซื้อคอนโดหรูให้หญิงชู้!
นั่นคือวินาทีที่ตื่นจากพะวง ฉันแอบดำเนินการทางกฎหมายอย่างเงียบเชียบ เก็บรวบรวมหลักฐานการทุจริตและการนอกใจทั้งหมด จนกระทั่งการลែងลះเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ในเย็นวันเมื่อวาน

บทที่ 2: ตัดสายปานปลิงสูบเลือด

เช้าวันรุ่งขึ้น เวลา 08.00 น. ตรง
ฉันนั่งจิบกาแฟดำรสเข้มอยู่บนชั้นดาดฟ้าของเพนต์เฮาส์หรูส่วนตัวที่ฉันซื้อไว้ก่อนแต่งงาน แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาพร้อมกับความรู้สึกโปร่งสบายอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ฉันยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมา กดสายตรงหาผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้า VIP ของธนาคาร
“สวัสดีค่ะคุณเกศรา มีอะไรให้ธนาคารรับใช้คะ?” น้ำเสียงนอบน้อมจากปลายสายดังขึ้น
“ฉันต้องการอายัดและยกเลิกบัตรเครดิตใบเสริมหมายเลข  ทั้งหมดทันทีค่ะ” ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดเดี่ยว
“เรียนถามนิดนึงนะคะ บัตรเสริมใบนั้นเป็นชื่อของคุณนายศิริพรใช่ไหมคะ? ยอดใช้จ่ายย้อนหลังเดือนนี้อยู่ที่สองล้านสี่แสนบาท… คุณเกศรายืนยันจะยกเลิกทันทีเลยไหมคะ?”
“ยืนยันค่ะ ยกเลิกเดี๋ยวนี้ และไม่ต้องอนุมัติรายการใดๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเช้าวันนี้ทั้งสิ้น”
“รับทราบค่ะ ระบบได้ทำการยกเลิกบัตรเรียบร้อยแล้วค่ะ”
ฉันวางสาย นึกยิ้มอยู่ในใจ เพราะฉันรู้ดีว่าเช้าวันนี้ เวลา 10.30 น. คุณนายศิริพรมีนัด ‘นัดสำคัญ’ กับกลุ่มเพื่อนไฮโซหน้าใหญ่ที่ช็อปแบรนด์เนมชื่อดังกลางห้างหรูใจกลางเมือง… และนั่นจะเป็นบทเรียนแรกที่หล่อนไม่มีวันลืม

บทที่ 3: หายนะกลางช็อปหรู

ณ ร้านแบรนด์เนมระดับไฮเอนด์ใจกลางเมือง
คุณนายศิริพรเดินเชิดหน้าเข้ามาในร้านพร้อมกับเพื่อนวัยเดียวกันอีกสี่คน หล่อนแต่งตัวจัดเต็มด้วยชุดชาแนลและเครื่องเพชรพราวตา พนักงานในร้านต่างรีบออกมาต้อนรับอย่างนอบน้อมเพราะรู้ดีว่าหล่อนคือลูกค้ารายใหญ่ที่ใช้จ่ายหนักเสมอ
“เอาชิ้นนี้ ชิ้นนี้ แล้วก็กระเป๋าหนังจระเข้รุ่นลิมิเต็ดใบนั้นด้วยค่ะ!” คุณนายศิริพรสั่งพนักงานด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง วางท่าเป็นเจ้าแม่เงินหนาต่อหน้ากลุ่มเพื่อนที่กำลังมองด้วยความริษยา “รวมยอดเลยนะจ๊ะ วันนี้ฉันเลี้ยงชาพวกเธอเอง ช็อปปิ้งเบาๆ แค่ล้านแปดแสนบาทนิดหน่อยเอง”
“ทั้งหมดล้านแปดแสนห้าหมื่นบาทค่ะคุณนาย” พนักงานยิ้มหวาน ยื่นถาดรับบัตรเครดิต
คุณนายศิริพรล้วงเอาบัตรเครดิตสีดำเงาแวววาวออกมาจากกระเป๋าถือ บัตรเครดิตที่หล่อนชอบอ้างกับเพื่อนๆ เสมว่าเป็น ‘บัตรที่ลูกชายซื้อให้’ ทั้งที่ความจริงมันคือบัตรเสริมของฉัน หล่อนยื่นบัตรให้พนักงานอย่างภูมิใจ
ติ๊ด…
พนักงานรูดบัตรผ่านเครื่อง แต่หน้าจอกลับขึ้นไฟสีแดงพร้อมข้อความปฏิเสธ
“เอ๊ะ… ขออภัยค่ะคุณนาย ดูเหมือนระบบจะแจ้งว่า ‘บัตรถูกปฏิเสธ (Declined)’ ค่ะ” พนักงานพูดเบาๆ
“บ้าเหรอ! เครื่องรูดของคุณเสียหรือเปล่า!” คุณนายศิริพรตวาดแหว เริ่มรู้สึกเสียหน้าต่อหน้าเพื่อนๆ “รูดใหม่สิ! บัตรนี้วงเงินไม่จำกัดนะ! ลูกชายฉันเป็นถึงประธานบริษัท!”
พนักงานพยายามรูดซ้ำอีกสองครั้ง แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม สายตาของเพื่อนๆ ที่ยืนอยู่ข้างหลังเริ่มเปลี่ยนเป็นความสงสัยและแอบกระซิบกระซาบกัน
“ขออภัยจริงๆ ค่ะคุณนาย ทางธนาคารแจ้งว่าบัตรใบนี้ถูก ‘เจ้าของบัตรหลักยกเลิกและอายัดบริการ’ ไปเรียบร้อยแล้วค่ะ ไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป” พนักงานอธิบายด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่มันกลับเหมือนตบหน้าคุณนายศิริพรอย่างจังกลางห้างสรรพสินค้า!
“ว่ายังไงนะ! เจ้าของบัตรหลักงั้นเหรอ?!” เพื่อนคนหนึ่งหลุดปากถาม “ศิริพร ไหนเธอเคยบอกว่าบัตรนี้เป็นของลูกชายเธอไง?”
ใบหน้าของคุณนายศิริพรซีดเผือด สลับกับแดงก่ำด้วยความอับอายขายหน้าขีดสุด หล่อนยืนตัวสั่นทำอะไรไม่ถูก ท่ามกลางสายตาเวทนาและหัวเราะเยาะของพนักงานและผู้คนในร้าน หล่อนต้องกุลีกุจอเก็บกระเป๋าแล้วรีบวิ่งหนีออกจากร้านไปอย่างหมดสภาพ!

บทที่ 4: สายโทรศัพท์แห่งความคลุ้มคลั่ง

เพียงสิบนาทีต่อมา โทรศัพท์มือถือของฉันก็สั่นสะเทือน บนหน้าจอปรากฏชื่อ ‘ภานุ’
ฉันนั่งจิบกาแฟชิลๆ มองหน้าจอที่สั่นไม่หยุดจนกระทั่งมันตัดสายไป และกดโทรเข้ามาใหม่เป็นรอบที่สาม ฉันจึงกดรับสายแล้วเปิดลำโพงวางไว้บนโต๊ะ
(“นังเกศรา!! แกทำบ้าอะไรของแกวะ!!”)
เสียงตะคอกรามกับสัตว์ป่าบาดเจ็บดังก้องออกมาจากลำโพง น้ำเสียงของภคินเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและคลุ้มคลั่งจนสติแตก
(“แกอายัดบัตรเครดิตของแม่ฉันทำไม! แกรู้ไหมว่าแม่ต้องเจออะไรบ้าง! แม่โดนพนักงานโดนเพื่อนไฮโซหัวเราะเยาะจนกลายเป็นตัวตลกกลางห้าง! แม่กลับมาถึงบ้านนั่งร้องไห้จนจะเป็นลมอยู่แล้ว! แกรีบโทรไปปลดอายัด แล้วโอนเงินเข้าบัญชีแม่ฉันสามล้านบาทเพื่อชดใช้เดี๋ยวนี้เลยนะ!!”)
ฉันฟังเขากระโชกโฮกฮากด้วยความสงบนิ่ง รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นที่มุมปาก ก่อนจะเอื้อนเอ่ยประโยคที่ฉันเก็บกดและอยากพูดใส่หน้าสองแม่ลูกนี้มาตลอดห้าปี
“จบหรือยังภานุ?” ฉันถามด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ไร้ซึ่งความหวั่นไหว
(“แกอย่ามาทำเป็นน้ำเสียงเย็นชานะนังเกศรา! ถึงเราจะหย่ากันแล้ว แต่แกก็ไม่มีสิทธิ์มาทำร้ายจิตใจแม่ฉันแบบนี้! แกมันนังอกตัญญู นังลูกสะใภ้ใจดำ!”)
“สมองของแกคงจะร้างจนคิดอะไรไม่ได้แล้วสินะภานุ…” ฉันแค่นหัวเราะเบาๆ “ตั้งสติแล้วฟังภาษาคนนะ… ข้อแรก บัตรใบนั้นมันคือบัตรเสริมในบัญชีส่วนตัวของฉัน เงินทุกบาทที่แม่แกรูดไปตลอดห้าปี มันคือเงินเหงื่อแรงงานของฉัน ไม่ใช่เงินของแก หรือเงินของตระกูลกระจอกๆ ของแก!”
(“แก…”)
ข้อสอง” ฉันพูดขัดขึ้นอย่างไม่ยอมให้เขาแทรก “ฉันไม่ใช่ลูกสะใภ้ของแม่แกอีกต่อไปแล้ว และฉันก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งกตัญญูกับปลิงสูบเลือดที่วันๆ ดีแต่เชิดหน้าชูตาด้วยเงินของคนอื่น! โดนหัวเราะเยาะแค่นี้มันยังน้อยไปด้วยซ้ำกับสิ่งที่แม่แกเคยทำกับฉัน!”
(“นังเกศรา! แกกล้าด่ายอดแม่ฉันเหรอ! แกคิดว่าแกมีเงินแล้วแกจะทำอะไรก็ได้งั้นเหรอ!”)
“ใช่! ฉันมีเงิน และฉันก็มีสิทธิ์ใช้มันกับใครก็ได้ที่ไม่ใช่แก!” ฉันตวาดกลับด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจจนภานุถึงกับเงียบกริบ “และ ข้อสาม ที่แกควรรู้ไว้… คฤหาสน์หลังที่แกกับแม่แกกำลังซุกหัวนอนอยู่นั้น มันเป็นชื่อบริษัทของฉัน! พรุ่งนี้เช้า ทนายของฉันจะนำหนังสือแจ้งขับไล่ไปปิดที่หน้าประตูบ้าน ถ้าพวกแกไม่ย้ายตูดออกไปภายในสามวัน ฉันจะส่งตำรวจไปลากคอพวกแกออกมา!”
(“กะ… แกว่ายังไงนะ?! แกจะไล่ฉันกับแม่เหรอ?! แล้วบริษัทของฉันล่ะ!”) เสียงของภานุเริ่มสั่นเทา ความโกรธกลายเป็นความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
“อ้อ… บริษัทของแกงั้นเหรอ?” ฉันยิ้มเหยียด “ถอนหุ้นทั้งหมดของฉันออกแล้ว และธนาคารก็น่าจะส่งหนังสือทวงหนี้กู้ยืมห้าสิบล้านบาทไปถึงโต๊ะแกภายในเย็นนี้… อ้อ! แล้วอย่าลืมเอาคอนโดหรูที่แกแอบซื้อให้เมียน้อยแกไปขายทอดตลาดเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้ฉันด้วยล่ะ เพราะฉันฟ้องยักยอกทรัพย์เรียบร้อยแล้ว!”
(“เกศรา… เดี๋ยวสิเกศรา! พี่ขอโทษ! พี่ผิดไปแล้ว! เรามาคุยกันดีๆ ก่อนได้ไหมพี่รักเกศรานะ!”) น้ำเสียงของภานุเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาเริ่มอ้อนวอนอย่างน่าสมเพช
“ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าพี่ ไม่ต้องมาบอกว่ารัก เพราะคำว่ารักจากปากผู้ชายห่วยๆ อย่างแก มันมีค่าน้อยกว่าเศษขยะข้างถนนเสียอีก…”
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รู้สึกสะใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
“ตลอดห้าปีที่ผ่านมา พวกแกใช้ชีวิตบนความสุขสบายจากการสูบเลือดสูบเนื้อฉัน… แต่วันนี้ ละครลวงโลกของพวกแกจบลงแล้วภานุ ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งความเป็นจริง… โลกที่แกและแม่ของแกจะต้องกลับไปอยู่ในจุดที่ตกต่ำที่สุดอย่างที่พวกแกควรจะเป็น!”
(“เกศรา! อย่าทำแบบนี้! ได้โปรด…”)
ตลี๊ด.
ฉันกดตัดสายโดยไม่รอฟังคำคร่ำครวญน่าสมเพชอีกต่อไป จากนั้นทำการบล็อกเบอร์โทรศัพท์ บล็อกทุกช่องทางการติดต่อของภานุและแม่ของเขาอย่างถาวร
ฉันวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ยกแก้วกาแฟขึ้นจิบอีกครั้ง มองออกไปที่เส้นขอบฟ้าของกรุงเทพมหานคร ลมเย็นๆ ปะทะใบหน้า… อิสรภาพที่แท้จริงและชีวิตใหม่ของฉัน ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างงดงามและสมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *