การชำระแค้นของลูกชายเพื่อปกป้องครอบครัว
กลิ่นกาแฟในร้านคาเฟ่ที่ห่างจากบ้านของผมเพียงสามบล็อกถนน ไม่ได้ช่วยให้ความคุกรุ่นในใจของผมลดลงเลยแม้แต่น้อย มือของผมที่จับพวงมาลัยรถสั่นสะท้าน บีบแน่นจนข้อต่อขาวซีด ดวงตาของผมจ้องเขม็งไปที่หน้าจอไอแพดซึ่งกำลังสตรีมภาพสดจากกล้องวงจรปิดขนาดจิ๋วที่ผมแอบซ่อนไว้ในห้องนอนของตัวเองเมื่อคืนก่อน
บนหน้าจอโทรศัพท์มือถืออีกเครื่องที่วางอยู่ข้างๆ กัน หน้าฟีดเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมของ ‘คุณหญิงรัชนี’ ผู้เป็นแม่แท้ๆ ของผม เพิ่งจะอัปเดตสเตตัสเมื่อสิบนาทีที่แล้ว ภาพที่แม่กำลังอุ้ม ‘น้องกวิน’ ลูกชายวัยแรกเกิดของผมด้วยรอยยิ้มละมุนละไม พร้อมแคปชั่นที่เรียกยอดไลก์หลักพันในพริบตา…
“แก้วตาดวงใจของคุณย่า ย่าจะปกป้องและมอบความรักทั้งหมดที่มีให้หลานและสะใภ้ของย่านะลูก”
ทุกคนในสังคมออนไลน์ต่างคอมเมนต์ชื่นชมว่าเธอคือแม่สามีในอุดมคติ เป็นคุณย่าผู้แสนดีและอบอุ่น
แต่ภาพสดจากกล้องวงจรปิดในไอแพดตรงหน้าผมตอนนี้… กลับฉายภาพปีศาจร้ายที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากนั้นอย่างชัดเจน
‘ณิชา’ ภรรยาสุดที่รักของผมกำลังนอนซมอยู่บนเตียง ใบหน้าของเธอซีดเผือดไร้สีเลือด เธอเพิ่งผ่านการคลอดบุตรที่ยากลำบากและมีภาวะตกเลือดหลังคลอดอย่างรุนแรงจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ร่างกายของเธออ่อนแอเกินกว่าจะลุกเดินไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเอง
เสียงร้องไห้จ้าของน้องกวินดังมาจากเปลเด็กที่มุมห้อง ณิชาพยายามอย่างหนักที่จะพยุงร่างอันสั่นเทาของตัวเองขึ้นจากเตียงเพื่อไปหาลูก แต่ความเจ็บปวดจากแผลผ่าตัดทำให้เธอทรุดตัวลงไปอีกครั้ง
และตอนนั้นเอง… ประตูห้องก็เปิดออก คุณหญิงรัชนีเดินเข้ามา ไม่ได้เดินเข้ามาเพื่อปลอบโยนหลาน หรือช่วยเหลือสะใภ้ที่กำลังเจ็บปวด
แม่เดินตรงไปที่โต๊ะข้างเตียง หยิบขวดรวบรวมยาแก้ปวดชนิดรุนแรงที่หมอสั่งจ่ายให้ณิชาขึ้นมา หล่อนเปิดฝา เทเม็ดยาสีขาวหลายเม็ดลงบนเคาน์เตอร์ แล้วใช้ก้นแก้วน้ำกระแทกบดขยี้เม็ดยาเหล่านั้นจนแหลกละเอียดเป็นผง ท่ามกลางสายตาที่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงและหวาดกลัวของณิชา
“คุณแม่… ทำอะไรคะ… ณิชาเจ็บแผล รินยาให้ณิชาหน่อยเถอะค่ะ ลูกก็ร้องแล้ว…” เสียงของณิชาแหบพร่าและปนสะอื้น
คุณหญิงรัชนีแสยะยิ้มเยือกเย็น หล่อนกวาดเศษผงยาแก้ปวดและเศษยาที่แตกหักปัดตกลงไปบนพื้นห้องที่เย็นเฉียบ หล่อนเดินไปอุ้มน้องกวินที่กำลังร้องไห้จ้าขึ้นมาแนบกบ ก่อนจะเดินเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของภรรยาผมด้วยน้ำเสียงที่ผมได้ยินชัดเจนผ่านไมโครโฟนของกล้อง
“อยากได้ยาเหรอ? คลานลงมาสิณิชา… คลานลงไปเกลือกกลั้วกับพื้นแล้วเก็บเศษยาพวกนั้นกินซะให้หมดทุกเศษเสี้ยว… แล้วหลังจากที่เธอทำความสะอาดพื้นจนหมด ฉันถึงจะอนุญาตให้เธออุ้มลูกของเธอ”
ณิชาร้องไห้โฮ น้ำตาแห่งความอัปยศและเจ็บปวดไหลอาบแก้ม เธอพยายามจะก้าวขาลงจากเตียงตามคำสั่งของแม่ผัวใจยักษ์ เพราะสัญชาตญาณความเป็นแม่ที่อยากจะกอดลูกที่กำลังร้องไห้
หัวใจของผมแหลกสลายและเดือดพล่านไปพร้อมๆ กัน
ผมสงสัยมาตลอดว่าทำไมทุกครั้งที่ผมออกไปทำงาน ณิชาถึงมีอาการซึมเศร้า หวาดผวา และอาการบาดเจ็บของเธอไม่ดีขึ้นเลย แม่มักจะบอกผมเสมอว่าณิชาเรียกร้องความสนใจและเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอดไปเอง ผมเกือบจะเชื่อแม่ จนกระทั่งผมแอบติดกล้องเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างที่ผมไม่อยู่
แม่คิดว่าตัวเองฉลาดที่สร้างโลกใบเสร็จสมบูรณ์แบบบนความหลอกลวง แม่คิดว่าผมเป็นลูกชายหัวอ่อนที่เทิดทูนแม่จนไม่ลืมหูลืมตา
แต่สิ่งที่แม่ไม่รู้ก็คือ… ผมบันทึกทุกภาพ ทุกคำพูด ทุกการกระทำที่แสนอำมหิตนี้ไว้ทั้งหมดแล้ว
มือของผมหยุดสั่น ความโกรธแค้นเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็น ผมกดเซฟคลิปวิดีโอความยาวห้านาทีนั้นลงในโทรศัพท์ ก่อนจะจัดการส่งไฟล์นี้ไปยัง ‘กลุ่มไลน์สมาคมสตรีและแม่บ้านไฮโซ’ ที่แม่เป็นประธานอยู่ ตามด้วยการส่งเข้ากลุ่มครอบครัวใหญ่ที่มีญาติพี่น้องอยู่ครบทุกสาย และท้ายที่สุด… ผมใช้อุปกรณ์แท็บเล็ตของผม ล็อกอินเข้าบัญชีเฟซบุ๊กของแม่ (ที่แม่เคยให้ผมตั้งรหัสผ่านให้) แล้วกดแชร์คลิปนี้ลงบนหน้าวอลล์ของแม่เอง พร้อมแคปชั่นสั้นๆ ว่า:
“เบื้องหลังความเมตตา ของคุณย่าที่แสนดี”
จากนั้น ผมสตาร์ทรถ เหยียบคันเร่งมิดไมล์ พุ่งทะยานกลับไปที่บ้านซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่นาที
ปัง!!
ผมถีบประตูห้องนอนเปิดออกอย่างแรงจนบานประตูชนผนังเสียงดังสนั่น คุณหญิงรัชนีสะดุ้งสุดตัว หันมามองผมด้วยความตกใจ หล่อนรีบปั้นหน้าเศร้าและเตรียมจะบีบน้ำตา
“กฤต! กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ลูก ดูสิ นังณิชามันซุ่มซ่ามปัดยาตกพื้นจนหมด แม่กำลังจะ…”
“หยุดตอแหลเถอะครับแม่!” ผมตวาดลั่นจนเสียงก้องไปทั้งบ้าน ผมพุ่งตัวเข้าไปอุ้มน้องกวินมาจากมือของแม่ แล้วส่งต่อให้ณิชาที่กำลังนั่งตัวสั่นร้องไห้อยู่บนเตียง ผมสวมกอดภรรยาไว้แน่น จูบซับน้ำตาที่หน้าผากของเธอเพื่อยืนยันว่าเธอปลอดภัยแล้ว
“แก… แกกล้าขึ้นเสียงกับแม่เหรอ กฤต!” แม่เบิกตากว้างด้วยความโกรธ
“ผมไม่ได้แค่กล้าขึ้นเสียงครับแม่” ผมหันไปมองหน้าผู้หญิงที่ให้กำเนิดผมด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งความเคารพอีกต่อไป “แต่ผมเพิ่งจะช่วยกระจายความเมตตาของแม่… ให้คนทั้งประเทศได้เห็น”
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของแม่ก็ดังแผดเสียงขึ้น ตามมาด้วยเสียงแจ้งเตือนข้อความไลน์ที่รัวเข้ามาไม่หยุดจนเครื่องแทบจะค้าง คุณหญิงรัชนีหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ใบหน้าที่เคยหยิ่งยโสและเต็มไปด้วยอำนาจ บัดนี้ซีดเผือดราวกับกระดาษ ดวงตาของหล่อนเบิกโพลง มือที่ถือโทรศัพท์สั่นเทาจนเครื่องร่วงหล่นลงไปกองกับผงยาบนพื้น
ในกลุ่มไลน์ไฮโซต่างพิมพ์ข้อความด่าทอและแสดงความรังเกียจ ญาติพี่น้องโทรมาต่อว่า โลกโซเชียลที่หล่อนเพิ่งโพสต์สร้างภาพเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว บัดนี้เต็มไปด้วยคอมเมนต์สาปแช่งและประณามการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม
โลกที่แม่สร้างขึ้นด้วยคำโกหก… พังทลายลงราบเป็นหน้ากลองภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที
“กฤต… แกทำอะไรลงไป! แกทำลายชื่อเสียงแม่ทำไม! แม่เป็นแม่แกนะ!” หล่อนกรีดร้อง โผเข้ามาจะทุบตีผม
ผมใช้แขนข้างเดียวผลักหล่อนออกไปให้พ้นทาง ก่อนจะค่อยๆ ประคองณิชาให้ลุกขึ้นนั่งบนเก้าอี้รถเข็นที่ผมเตรียมมา
“แม่ต่างหากที่ทำลายตัวเอง” ผมตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่สุด “แม่ทารุณกรรมผู้หญิงที่ผมรัก และเหยียบย่ำหัวใจของผม สำหรับผม… ผู้หญิงที่จิตใจอำมหิตแบบนี้ ไม่มีวันได้เป็นย่าของลูกผม หรือเป็นแม่ของผมอีกต่อไป”
ผมเข็นรถของณิชาที่อุ้มลูกน้อยแนบอก เดินออกจากห้องนั้นมาโดยไม่หันกลับไปมองหญิงชราที่กำลังกรีดร้องและทึ้งผมตัวเองอยู่ท่ามกลางเศษผงยาแก้ปวดบนพื้น
บ่ายวันนั้น ผมพาภรรยาและลูกย้ายออกจากบ้านหลังนั้นทันทีและมุ่งหน้าสู่คอนโดส่วนตัว ผมเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ตัดขาดทุกช่องทางการติดต่อ ทิ้งให้คุณหญิงรัชนีต้องเผชิญหน้ากับความอับอาย บทลงโทษทางสังคม และความโดดเดี่ยวในบั้นปลายชีวิต… ซึ่งมันคือผลกรรมที่หล่อนคู่ควรที่จะได้รับอย่างสาสม.
