แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า นั่นคือการนับถอยหลังสู่ความพินาศของพวกเขาทุกคน!
I. บัตรเอทีเอ็มบนโต๊ะอาหาร
เสียงพลาสติกแข็งๆ กระทบกับโต๊ะกระจกในห้องครัวดังก้องไปทั่วความเงียบ “กรณ์” น้องชายแท้ๆ ของผม ใช้นิ้วชี้ดันบัตรเอทีเอ็มของผมเลื่อนข้ามโต๊ะมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม เขายิ้มมุมปากราวกับเพิ่งทำความดีความชอบอันยิ่งใหญ่ให้ผมเสร็จ
“อะ… คืนให้ ถือว่าผมสงเคราะห์พี่ก็แล้วกันนะ พี่ชาย” กรณ์พูดพร้อมกับยักไหล่
ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันธนาคารด้วยมือที่สั่นเทา ตัวเลขในบัญชีที่ผมทำงานหนักและเก็บหอมรอมริบมาตลอดห้าปีเพื่อตั้งตัว… 1,500,000 บาท (เทียบเท่าประมาณ 42,000 ดอลลาร์) ตอนนี้มันเหลือเพียง 0.00 บาท
“แกทำอะไรลงไป กรณ์! แกแอบจำรหัสแล้วโอนเงินของฉันไปหมดได้ยังไง!” ผมตวาดลั่น หัวใจเหมือนถูกบีบอย่างแรง
แทนที่กรณ์จะสลด เขากลับหัวเราะร่วน ในขณะที่ “แนน” แฟนสาวสุดเปรี้ยวของเขาเดินนวยนาดลงมาจากชั้นสองของบ้าน… เดินลงมาจาก “ห้องนอนของผม”
“พี่กฤตอย่าโวยวายไปเลยน่า” แนนพูดพลางตะไบเล็บ “เงินแค่นี้ถือซะว่าเป็นค่าตกแต่งห้องใหม่ให้ฉันกับกรณ์ก็แล้วกัน ห้องพี่ของเน่าๆ เยอะแยะ ฉันให้กรณ์จับยัดใส่ถุงขยะไปหมดแล้ว”
ผมหันไปหา พ่อชัย และ แม่ศรี พ่อแม่แท้ๆ ของผมที่นั่งจิบกาแฟอยู่ที่โต๊ะอาหาร หวังว่าท่านจะลุกขึ้นมาทวงความยุติธรรมให้กับผม แต่สิ่งที่ผมได้รับกลับเปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางใจ
พ่อกับแม่มองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมาอย่างหน้าตาเฉย “จะโวยวายทำไมกฤต?” แม่ศรีพูดด้วยน้ำเสียงรำคาญ “แกก็กินนอนอยู่ที่บ้านหลังนี้มาตั้งหลายปี ถือซะว่าเงินล้านห้านั่น… เป็น ‘ค่าเช่าบ้าน’ ที่แกติดค้างพวกเราก็แล้วกัน!”
II. ถุงดำและสายฝนที่หนาวเหน็บ
“ค่าเช่าบ้าน?” ผมทวนคำด้วยความสมเพช “ผมเป็นคนจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหารให้บ้านหลังนี้ทุกเดือน ในขณะที่ลูกรักของพ่อกับแม่เอาแต่แบมือขอเงินไปวันๆ นี่พวกคุณยังมีความเป็นคนอยู่หรือเปล่า!”
“อย่ามาก้าวร้าวกับพ่อแม่นะไอ้กฤต!” พ่อชัยลุกขึ้นชี้หน้าผม “ในเมื่อแกไม่พอใจ ก็ไสหัวออกจากบ้านฉันไปเลย ไป! แล้วไม่ต้องกลับมาเหยียบที่นี่อีก!”
กรณ์เดินเข้าไปในครัวแล้วโยน “ถุงขยะสีดำ” สองสามใบมาแทบเท้าผม ข้างในนั้นคือเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวของผมที่ถูกยัดลวกๆ เหมือนขยะไม่มีค่า
“เชิญครับพี่ชาย หมดเวลาของพี่แล้ว” กรณ์แสยะยิ้ม
ผมถูกผลักไสไล่ส่งออกมานอกประตูรั้วบ้าน ทันทีที่ก้าวพ้นรั้ว พายุฝนประจำฤดูกาลก็เทกระหน่ำลงมาอย่างหนักราวกับฟ้ารั่ว ผมยืนกอดถุงขยะสีดำท่ามกลางสายฝนที่เย็นเฉียบจนบาดลึกไปถึงกระดูก มองดูแสงไฟอันอบอุ่นจากในบ้าน มองดูครอบครัวที่กำลังหัวเราะร่าเริงกับการได้ปล้นเงินก้อนสุดท้ายในชีวิตของผมไป
พวกเขาคิดว่าผมเป็นแค่ผู้ชายซื่อบื้อที่ยอมก้มหัวให้ครอบครัวมาตลอด พวกเขาคิดว่าการเตะผมออกไปตัวเปล่าจะทำให้ผมตายอยู่ข้างถนน… แต่พวกเขาลืมไปเรื่องหนึ่ง
ผมซื่อสัตย์ แต่ผมไม่ได้โง่!
III. ความลับใต้ชื่อกรรมสิทธิ์
ผมลากถุงดำเดินตากฝนไปที่ป้ายรถเมล์ หยิบโทรศัพท์ที่เปียกชื้นขึ้นมาโทรหา “ทนายวิรัช” ทนายความส่วนตัวของผม
“สวัสดีครับคุณกฤต มีอะไรให้ผมรับใช้ด่วนหรือเปล่าครับ?” “ทนายวิรัชครับ… แผนที่เรารอเวลาอยู่ เริ่มดำเนินการได้เลยครับ ดำเนินคดีอาญาถึงที่สุด ไม่มีการยอมความใดๆ ทั้งสิ้น” “รับทราบครับคุณกฤต ผมเตรียมเอกสารทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว”
พ่อแม่และกรณ์ไม่เคยรู้เลยว่า… เงิน 1.5 ล้านบาทที่กรณ์ขโมยไป เป็นเพียงเงิน “บัญชีใช้จ่ายทั่วไป” ของผมเท่านั้น ผมเป็นเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มีเงินหมุนเวียนหลักสิบล้าน แต่ผมเลือกที่จะใช้ชีวิตติดดินเพื่อไม่ให้ครอบครัวหน้าเลือดมาคอยสูบเลือดสูบเนื้อ
และที่สำคัญที่สุด… เมื่อสามปีก่อน ตอนที่พ่อชัยเอาบ้านหลังนี้ไปจำนองเพื่อใช้หนี้พนันจนเกือบจะถูกธนาคารยึด เป็นผมเองที่เอาเงินไปไถ่ถอนและ ‘เปลี่ยนชื่อกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินมาเป็นชื่อของ กฤต แต่เพียงผู้เดียว’ เพื่อป้องกันไม่ให้พ่อเอาไปจำนองอีก
พ่อกับแม่คงแก่จนหลงลืมไปแล้วว่า… บ้านที่พวกเขาเพิ่งไล่ผมออกมา แท้จริงแล้วมันคือ “บ้านของผม!”
IV. งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา
สามเดือนผ่านไป… กรณ์ แนน และพ่อแม่ ใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟู่ฟ่า พวกเขาถลุงเงิน 1.5 ล้านบาทของผมไปกับการดาวน์รถสปอร์ต ซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม และจัดปาร์ตี้ทุกสัปดาห์ จนกระทั่งเงินในบัญชีเริ่มร่อยหรอ
บ่ายวันอาทิตย์ที่แสนสงบ ขณะที่พวกเขากำลังนอนดูทีวีจอยักษ์เครื่องใหม่ที่เพิ่งซื้อมา เสียงไซเรนของรถตำรวจก็ดังก้องขึ้นที่หน้าบ้าน พร้อมกับรถตู้สีดำคันหรูที่มาจอดเทียบประตูรั้ว
ผมก้าวลงจากรถในชุดสูทสั่งตัดราคาแพง กางร่มสีดำเดินเข้ามาในบริเวณบ้าน พร้อมกับทนายวิรัชและเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบสองนาย
กรณ์เดินกร่างออกมาที่หน้าประตู “อ้าวเฮ้ย! ไอ้กฤต! มึงกลับมาทำไม เงินหมดแล้วจะมาขอข้าวพวกกูหรือไง แล้วพาตำรวจมาทำไมวะ!”
ผมไม่ตอบ แต่พยักหน้าให้ทนายวิรัชก้าวขึ้นมาด้านหน้า “สวัสดีครับ” ทนายวิรัชชูแฟ้มเอกสารตราครุฑขึ้นมา “ผมเป็นทนายความตัวแทนของคุณกฤต วันนี้เรามาพร้อมหมายศาลและหมายจับครับ”
พ่อแม่และแนนเดินตามออกมาหน้าซีดเผือด “หมายจับอะไร! พวกแกมั่วแล้ว!” แม่ศรีโวยวาย
“ข้อหาแรก…” ทนายวิรัชอ่านเอกสารเสียงดังกังวาน “นายกรณ์ ถูกแจ้งข้อหาลักทรัพย์และฉ้อโกงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ จากการแอบอ้างโอนเงิน 1.5 ล้านบาทของคุณกฤต เรามีทั้งหลักฐาน IP Address กล้องวงจรปิด และเส้นทางการเงินชัดเจน โทษจำคุกสูงสุด 5 ปีครับ”
ขาทั้งสองข้างของกรณ์สั่นพั่บๆ ทันทีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจก้าวเข้าไปสวมกุญแจมือเขา “เฮ้ย! ปล่อยกูนะ! แม่! พ่อ! ช่วยกรณ์ด้วย!”
V. ค่าเช่าบ้านที่ต้องจ่าย
“ส่วนข้อหาที่สอง…” ผมเป็นคนพูดขึ้นมาเอง น้ำเสียงของผมเย็นชาและเรียบสนิทจนพ่อกับแม่สะดุ้ง “คือข้อหา ‘บุกรุก’ ครับ”
“บุกรุกบ้าอะไรกฤต! นี่มันบ้านพ่อนะ!” พ่อชัยตวาด แต่เสียงเริ่มสั่น ผมหยิบโฉนดที่ดินฉบับจริงออกมาจากแฟ้ม กางให้พวกเขาดูเต็มสองตา “พ่อลืมไปแล้วเหรอครับว่าเมื่อสามปีก่อน พ่อเซ็นโอนบ้านหลังนี้ให้ผมเพื่อแลกกับการที่ผมไปเคลียร์หนี้พนันให้พ่อ? โฉนดระบุชัดเจนว่าบ้านหลังนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของผม 100%”
บรรยากาศรอบข้างเงียบสนิทราวกับป่าช้า แนน แฟนสาวของกรณ์ที่เห็นท่าไม่ดี รีบวิ่งขึ้นไปชั้นสองเพื่อเก็บกระเป๋าหนีเอาตัวรอด ทิ้งให้ครอบครัวจอมปลอมนี้เผชิญชะตากรรมกันเอง
“กฤต… ลูกรัก” แม่ศรีหน้าเปลี่ยนสีทันที เธอรีบเดินเข้ามาพยายามจะจับแขนผม น้ำตาจอมปลอมเริ่มไหล “แม่ขอโทษ แม่แค่ล้อลูกเล่นตอนนั้น ลูกอย่าจับน้องติดคุกเลยนะ อย่าไล่พ่อกับแม่ออกไปเลยนะลูก เราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ”
ผมปัดมือแม่ศรีออกอย่างนุ่มนวล แต่เด็ดขาด “สามเดือนก่อน ตอนที่ฝนตกหนัก แม่จำได้ไหมครับว่าแม่บอกผมว่าอะไร?” ผมมองลึกเข้าไปในดวงตาของคนที่ได้ชื่อว่าแม่ “แม่บอกว่าเงิน 1.5 ล้านนั่น คือค่าเช่าบ้านที่ผมต้องจ่ายให้พวกคุณ…”
ผมยิ้มบางๆ ที่มุมปาก “งั้นวันนี้ ผมในฐานะ ‘เจ้าของบ้านตัวจริง’ ก็ขอเก็บค่าเช่าบ้านย้อนหลังกับพวกคุณบ้างก็แล้วกันครับ แต่เนื่องจากพวกคุณไม่มีเงินจ่าย… เชิญเก็บของใส่ ‘ถุงขยะสีดำ’ แล้วไสหัวออกไปจากบ้านของผมเดี๋ยวนี้เลยครับ!”
VI. รุ่งอรุณแห่งความยุติธรรม
เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวกรณ์ขึ้นรถไปที่สถานีเพื่อดำเนินคดีอาญา ในขณะที่พ่อชัยและแม่ศรีถูกเจ้าหน้าที่บังคับคดีเชิญตัวออกจากบ้าน พวกเขาต้องเดินคอตกออกไปที่ถนนด้วยมือเปล่า ไม่มีแม้แต่ร่มบังแดด ไม่มีบ้านให้อยู่ และไม่มีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคอยดูแลอีกต่อไป
ผมยืนมองดูภาพนั้นจากระเบียงบ้านชั้นสอง คืนฝนพรำที่เหน็บหนาวในวันนั้น ได้หล่อหลอมให้ผมกลายเป็นคนที่เข้มแข็งและเด็ดขาด ความผูกพันทางสายเลือดไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างในการทำร้ายกันได้อีกต่อไป
ผมปิดหน้าต่างห้องนอน เดินลงมาที่ห้องทำงานเพื่อเตรียมตัวสำหรับโปรเจกต์ใหม่ของบริษัท บ้านหลังนี้กลับมาเงียบสงบและเป็นของผมอย่างสมบูรณ์ และตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ชีวิตของผมจะไม่มีที่ว่างให้พวกกาฝากอีกตลอดกาล!
