สู่การเชือดนิ่มๆ ที่สั่นสะเทือนทั้งวงการไฮโซ!
I. คืนก่อนวันวิวาห์ที่แสนโสมม
คฤหาสน์ตระกูล “อัครเมธากุล” เงียบสงัดในเวลาตีสอง คืนนี้คือคืนสุกดิบ คืนก่อนที่ฉัน “รินรดา” ทายาทเพียงคนเดียวของเครือโรงแรมระดับประเทศ จะเข้าพิธีวิวาห์กับ “กฤต” นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงที่ใครๆ ต่างก็อิจฉาว่าเราคือคู่กิ่งทองใบหยก
ฉันตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะความกระหายน้ำ ทว่าเมื่อเดินผ่านห้องพักรับรองแขกที่อยู่ปลายระเบียง เสียงครางกระเส่าและเสียงหัวเราะหยอกเย้าที่ดังลอดออกมาทางช่องประตูที่ปิดไม่สนิท กลับทำให้ฝีเท้าของฉันชะงักกึก
ด้วยสัญชาตญาณ ฉันค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้และมองผ่านรอยแยกนั้น…
ภาพเบื้องหน้าทำเอาหัวใจของฉันแทบหยุดเต้น เลือดในกายเย็นเฉียบราวกับถูกสาดด้วยน้ำแข็ง!
ผู้ชายที่กำลังเปลื้องผ้าและพรมจูบอย่างเร่าร้อนอยู่บนเตียงคือ ‘กฤต’ ว่าที่เจ้าบ่าวของฉัน และผู้หญิงที่กำลังกอดรัดเขาด้วยความลุ่มหลง ไม่ใช่ใครอื่น… แต่เป็น “คุณหญิงพิมผกา” แม่บังเกิดเกล้าของฉันเอง! แม่ผู้ที่ห่วงใยความสวยความงามและทำตัวราวกับเป็นสาวสะพรั่งอยู่ตลอดเวลา
“กฤตคะ พรุ่งนี้คุณต้องทนแสดงละครรักนังรินให้เนียนๆ นะคะ รอให้มันเซ็นโอนหุ้นโรงแรมให้คุณเมื่อไหร่ เราค่อยหาทางเขี่ยมันทิ้ง แล้วเสวยสุขด้วยกัน” เสียงของแม่บังเกิดเกล้าช่างเลือดเย็นและน่าสะอิดสะเอียน
“ผมรักแค่คุณคนเดียวนะพิม รินรดาก็แค่ผู้หญิงจืดชืดที่ผมใช้เป็นสะพานเท่านั้นแหละ จุ๊บ…”
ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่น คงจะพังประตูเข้าไปกรีดร้อง ด่าทอ ตบตี หรือไม่ก็ทรุดลงไปร้องไห้ฟูมฟายแทบขาดใจ แต่สำหรับฉัน… น้ำตาที่เอ่อล้นขึ้นมาถูกสูบกลับลงไปในวินาทีนั้น ความโศกเศร้าถูกแปรเปลี่ยนเป็นความแค้นที่เยือกเย็นที่สุด
ฉันหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา กดบันทึกวิดีโอความคมชัดระดับ 4K เก็บทุกภาพการกระทำและทุกบทสนทนาอันเน่าเฟะของพวกเขานานกว่าห้านาที ก่อนจะเดินกลับห้องไปอย่างเงียบเชียบ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น…
พรุ่งนี้… ฉันมีของขวัญชิ้นใหญ่ที่จะต้องเตรียมให้พวกเขา
II. งานแต่งงานแห่งหน้ากาก
แสงไฟแชนเดอเลียร์ในห้องบอลรูมของโรงแรมห้าดาวสว่างไสว แขกเหรื่อระดับวีไอพี นักการเมือง และนักธุรกิจกว่าพันชีวิตมารวมตัวกัน เสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงขับกล่อม บรรยากาศอบอวลไปด้วยความหรูหราอลังการ
ฉันสวมชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ที่สั่งตัดจากฝรั่งเศส เดินควงแขนกฤตที่สวมทักซิโด้สุดเนี้ยบ เขาฉีกยิ้มกว้างให้ช่างภาพ ดูเป็นเจ้าบ่าวที่แสนดีและรักภรรยาที่สุด
ส่วนคุณหญิงพิมผกา แม่ของฉัน สวมชุดราตรีสีแดงเพลิงที่ดูโดดเด่นแทบจะแย่งซีนเจ้าสาว เธอยืนซับน้ำตาปลอมๆ ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่า “ลูกสาวของแม่โชคดีที่สุดที่ได้เจอผู้ชายแสนดีอย่างกฤต แม่หมดห่วงแล้วค่ะ”
ฉันมองดูหน้ากากจอมปลอมของคนทั้งคู่ด้วยรอยยิ้มบางๆ… ยิ้มที่ไม่มีใครอ่านออก
เมื่อพิธีการดำเนินมาถึงช่วงสำคัญ พิธีกรบนเวทีได้ประกาศด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“และแล้วก็ถึงเวลาที่ทุกท่านรอคอยครับ ขอเชิญรับชมวิดีโอพรีเซนเทชั่น เส้นทางความรักอันแสนหวานของบ่าวสาวคู่หยุดโลกในค่ำคืนนี้ครับ!”
ไฟในห้องบอลรูมค่อยๆ หรี่ลงจนมืดสนิท กฤตหันมาจับมือฉันและบีบเบาๆ แสร้งทำเป็นโรแมนติก ฉันดึงมือกลับอย่างแนบเนียน และหันไปจ้องมองที่หน้าจอโปรเจกเตอร์ขนาดยักษ์บนเวที…
III. ของขวัญวิวาห์ที่สั่นสะเทือนทั้งวงการ
จอภาพสว่างวาบขึ้น แทนที่จะเป็นภาพถ่ายพรีเวดดิ้งหวานแหววท่ามกลางทุ่งดอกไม้ ทว่ามันกลับเป็นภาพจากกล้องวิดีโอที่ถูกแอบถ่ายในมุมมืดของห้องนอน!
ภาพการร่วมรักอันเร่าร้อนของชายหญิงคู่หนึ่งฉายชัดเต็มสองตาแขกนับพัน เสียงครางกระเส่าและเสียงสนทนาที่ถูกปรับแต่งให้ดังฟังชัดกระหึ่มไปทั่วระบบเครื่องเสียงระดับโลกของโรงแรม
“…รอให้มันเซ็นโอนหุ้นโรงแรมให้คุณเมื่อไหร่ เราค่อยหาทางเขี่ยมันทิ้ง แล้วเสวยสุขด้วยกัน…”
“…รินรดาก็แค่ผู้หญิงจืดชืดที่ผมใช้เป็นสะพานเท่านั้นแหละ…”
เพล้ง!
แก้วแชมเปญในมือของแขกเหรื่อหลายคนร่วงหล่นแตกกระจาย เสียงฮือฮา เสียงอุทานด้วยความช็อก และเสียงแฟลชจากกล้องของนักข่าวที่รัวถ่ายกันอย่างบ้าคลั่งดังระงมไปทั่วงาน
“ป-ปิดมัน! ปิดเดี๋ยวนี้! ใครเอาคลิปบ้าอะไรมาเปิด!” กฤตหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ตะโกนลั่นอย่างเสียสติ
คุณหญิงพิมผกาเบิกตากว้างจนแทบถลน ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนทรุดลงไปกองกับพื้นพรม ชุดสีแดงเพลิงของเธอตอนนี้ดูไม่ต่างจากสีของความอัปยศ เธอเอามือปิดหน้า กรีดร้องด้วยความอับอายเมื่อรู้ว่าผู้คนทั้งประเทศกำลังจับจ้องมาที่เธอ
ช่างควบคุมเครื่องเสียงพยายามจะปิด แต่ระบบถูกฉันล็อกรหัสไว้ล่วงหน้า วิดีโอความยาวห้านาทีจึงถูกฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าประจานความโสมมของคนทั้งคู่
ฉันเดินนิ่งๆ ไปคว้าไมโครโฟนจากพิธีกรที่กำลังยืนอ้าปากค้าง ก้าวขึ้นไปยืนเด่นเป็นสง่าอยู่กลางเวที ไฟฟอลโลว์สาดส่องลงมาที่ฉันเพียงคนเดียว
“เซอร์ไพรส์ไหมคะ? สำหรับของขวัญวันแต่งงานที่ฉันตั้งใจเตรียมไว้ให้…” น้ำเสียงของฉันกังวานและเยือกเย็นจนทุกคนในงานเงียบกริบ
“นังริน! แกทำบ้าอะไรลงไป! แกประจานแม่ตัวเองทำไม!” คุณหญิงพิมผกาชี้หน้าด่าฉันทั้งน้ำตา
“คนที่ทำลายเกียรติของตัวเอง คือตัวแม่เองต่างหากค่ะ” ฉันตอกกลับเสียงเรียบ ก่อนจะหันไปหากฤตที่กำลังยืนตัวสั่น “ส่วนคุณ… กฤต คุณอยากได้หุ้นโรงแรมของตระกูลฉันมากจนถึงขั้นยอมนอนกับแม่ของฉันเลยสินะ…”
“ริน! รินฟังผมก่อน มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด!” กฤตละล่ำละลัก พยายามจะเดินเข้ามาหาฉัน
“หยุดอยู่ตรงนั้น!” ฉันยกมือขึ้นห้าม ก่อนจะหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลออกมาจากด้านหลังช่อดอกไม้เจ้าสาว “คุณอาจจะผิดหวังหน่อยนะกฤต เพราะเมื่อเช้านี้ ฉันเพิ่งเซ็นเอกสารโอนหุ้นทั้งหมดของตระกูลอัครเมธากุล เข้าสู่ ‘กองทุนการกุศล’ แบบเพิกถอนไม่ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว… หมายความว่าต่อให้คุณจะแต่งงานกับฉัน หรือนอนกับแม่ฉันไปจนตาย คุณก็จะไม่ได้สมบัติของฉันเลยแม้แต่สตางค์แดงเดียว!”
IV. อิสรภาพบนซากปรักหักพัง
คำประกาศของฉันเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางห้องบอลรูม กฤตช็อกจนแทบหยุดหายใจ ความฝันที่จะเป็นมหาเศรษฐีพังทลายลงในพริบตา ส่วนคุณหญิงพิมผกาก็กรีดร้องโหยหวนจนเป็นลมล้มพับไปกลางงาน ท่ามกลางเสียงรัวชัตเตอร์ของนักข่าวที่จะนำภาพความอัปยศนี้ไปพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งในเช้าวันพรุ่งนี้
ฉันถอดแหวนเพชรเม็ดโตที่นิ้วนางข้างซ้าย โยนมันใส่หน้ากฤตอย่างไม่ไยดี
“งานแต่งงานวันนี้ถือเป็นอันยกเลิกค่ะ ขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่มาร่วมเป็นพยานใน ‘การชำระล้าง’ ขยะออกจากชีวิตของฉัน ขอให้ทุกท่านทานอาหารให้อร่อยนะคะ”
ฉันส่งยิ้มหวานให้แขกทั้งงาน ก่อนจะหันหลังเดินลงจากเวที ท่ามกลางเสียงแหวกทางของผู้คนที่ถอยให้ฉันเดินผ่านอย่างตกตะลึง ฉันเชิดหน้าขึ้น ก้าวเดินออกจากห้องบอลรูมนั้นด้วยท่วงท่าที่สง่างามและภาคภูมิใจที่สุด
ไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียวเปื้อนแก้มของฉัน มีเพียงความโล่งใจและอิสรภาพที่ได้โบยบินออกจากกรงขังของคนทรยศ… ปล่อยให้ชายผู้มักมากและหญิงผู้ไร้หิริโอตตัปปะ ต้องจมอยู่กับกองซากปรักหักพังแห่งความอัปยศที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเอง… ตลอดกาล.
