ย นำไปสู่บทเรียนราคาแพงที่ต้องจำไปจนวันตาย!
I. เช้าที่แสนหดหู่และคราบโคลนบนพื้นหินอ่อน
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องเข้ามาในคฤหาสน์หรูหลังใหญ่ บรรยากาศควรจะสงบเงียบและร่มรื่น แต่กลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้ากระแทกส้นที่เดินอย่างอารมณ์เสียของ “นิตา” ลูกสะใภ้สาวผู้เย่อหยิ่งและรักความสบายเป็นชีวิตจิตใจ
“ลุงสมภพ!” เสียงแหลมปรี๊ดตวาดลั่น เรียกชายชราวัยหกสิบกว่าที่กำลังก้มหน้าก้มตาเช็ดกระจกอยู่อีกมุมหนึ่งของห้องโถง
“สมภพ” วางผ้าขี้ริ้วลงและหันไปมองลูกสะใภ้ด้วยความประหลาดใจ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากถามอะไร นิตาก็เหวี่ยงรองเท้าส้นสูงแบรนด์เนมที่เปื้อนดินโคลนเละเทะ กระเด็นมาตกอยู่แทบเท้าของชายชรา คราบโคลนสีดำกระเด็นเปื้อนกางเกงเก่าๆ ของเขา
“เอาไปซักให้ฉันเดี๋ยวนี้! เมื่อคืนฝนตกหนัก ฉันเดินย่ำโคลนจนรองเท้าคู่ละเจ็ดหมื่นของฉันเละไปหมด ซักให้สะอาดล่ะ อย่าให้หนังเป็นรอยเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นคนแก่ที่ไม่มีรายได้แบบลุง ไม่มีปัญญาชดใช้แน่!” นิตาสั่งเสียงแข็ง พร้อมกับกอดอกมองเหยียดหยาม
สมภพมองรองเท้าส้นสูงที่เปื้อนโคลน สลับกับใบหน้าของลูกสะใภ้ หัวใจของคนเป็นพ่อตาเจ็บปวดลึกๆ เขาไม่ใช่คนรับใช้ แต่เป็นพ่อแท้ๆ ของสามีเธอ
“นิตา… พ่อเป็นพ่อตาของเธอนะ ไม่ใช่คนรับใช้ในบ้าน รองเท้าของเธอ เธอควรจะให้สาวใช้ไปซัก หรือไม่ก็ทำความสะอาดเอง พ่อไม่ทำหรอก” สมภพปฏิเสธด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด
“นี่ลุงกล้าเถียงฉันเหรอ!” นิตากรีดร้อง อาละวาดเสียงดังลั่นบ้าน
II. คำประกาศิตของสายเลือด
เสียงโวยวายของนิตาทำให้ “กฤต” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของสมภพ รีบเดินลงมาจากชั้นสองในชุดสูทเตรียมไปทำงาน กฤตรีบตรงรี่เข้าไปโอบไหล่ภรรยาสาวของเขาทันที
“มีอะไรกันนิตา? เสียงดังไปถึงข้างบนเลย” กฤตถามภรรยาด้วยน้ำเสียงเอาใจ
“ก็พ่อของคุณน่ะสิกฤต! นิตาแค่ขอร้องให้ช่วยซักรองเท้าให้หน่อย เพราะสาวใช้ลางานกันหมด แต่พ่อคุณกลับตวาดใส่นิตา แถมยังด่าว่านิตาขี้เกียจอีก นิตาไม่ยอมนะคะ!” นิตาบีบน้ำตา แสร้งทำเป็นเหยื่อผู้ถูกกระทำอย่างแนบเนียน
กฤตหันขวับมามองผู้เป็นพ่อด้วยสายตาที่แข็งกร้าวและไม่พอใจ สมภพมองลูกชายด้วยแววตาที่มีความหวัง หวังว่าลูกชายที่เขาเลี้ยงดูส่งเสียจนจบเมืองนอก จะมีเหตุผลและปกป้องศักดิ์ศรีของคนเป็นพ่อบ้าง
แต่ทว่า… คำพูดที่หลุดออกมาจากปากของกฤต กลับกลายเป็นมีดแหลมที่แทงทะลุขั้วหัวใจของสมภพจนยับเยิน
“ขอโทษนิตาเดี๋ยวนี้ครับพ่อ แล้วก็เอารองเท้าไปซักตามที่เธอบอก…” กฤตตวาดเสียงแข็ง ก่อนจะชี้หน้าไปยังประตูบ้าน “แต่ถ้าพ่อไม่ทำ ก็เก็บข้าวของของพ่อ แล้วออกไปจากบ้านของผมซะ!”
สมภพชาวาบไปทั้งตัว ขาทั้งสองข้างไร้เรี่ยวแรงจนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น เขาจ้องมองใบหน้าของลูกชายที่เขาฟูมฟักมาด้วยเลือดและน้ำตา ชายชราสูดลมหายใจลึกๆ พยายามกลั้นน้ำตาที่กำลังจะเอ่อล้น
“แกไล่พ่อ… เพียงเพราะรองเท้าเปื้อนโคลนคู่เดียวของเมียแกงั้นเหรอ กฤต?” สมภพถามเสียงสั่น
“ผมรำคาญปัญหาจุกจิก! บ้านหลังนี้เป็นชื่อผม ผมเป็นหัวหน้าครอบครัว ถ้าพ่ออยู่แล้วสร้างปัญหาให้เมียผม พ่อก็ไม่ควรอยู่ที่นี่!” กฤตประกาศกร้าวอย่างไม่ไยดี
III. การจากลาที่เงียบงัน
ไม่มีการด่าทอ ไม่มีการร้องไห้ฟูมฟาย สมภพเพียงแค่พยักหน้าช้าๆ รอยยิ้มเศร้าๆ ปรากฏขึ้นบนมุมปาก
“ได้… พ่อเข้าใจแล้ว พ่อจะไป”
สมภพหันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องนอนเล็กๆ ของเขา ชายชราเก็บเสื้อผ้าเก่าๆ ไม่กี่ชุดใส่กระเป๋าใบย่อม โดยไม่หยิบของมีค่าใดๆ ในคฤหาสน์หลังนั้นติดตัวไปเลยแม้แต่ชิ้นเดียว เมื่อเขาเดินลากกระเป๋าออกมา นิตายืนแสยะยิ้มอย่างผู้ชนะ ในขณะที่กฤตทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ หยิบกุญแจรถเตรียมออกไปทำงาน
สมภพก้าวเดินออกจากรั้วคฤหาสน์ไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง ทั้งความรัก ความผูกพัน และบ้านที่เขาเคยคิดว่าจะเป็นที่พักพิงในบั้นปลายชีวิต
IV. ความจริงที่ซ่อนอยู่ในแฟ้มเอกสาร
สามเดือนผ่านไป…
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของกฤตประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนักจากการบริหารงานที่ผิดพลาดและใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายของนิตา กฤตกำลังเข้าตาจน เขาจึงตัดสินใจนำคฤหาสน์หรูหลังนี้ไปจำนองกับธนาคารเพื่อกู้เงินมากู้สถานการณ์บริษัท
แต่วันที่เขาไปทำเรื่องที่กรมที่ดิน ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวก็ถูกเปิดเผย!
“คุณกฤตครับ คุณไม่สามารถนำบ้านหลังนี้ไปจำนองหรือทำธุรกรรมใดๆ ได้ทั้งสิ้นครับ” เจ้าหน้าที่ที่ดินกล่าวเสียงเรียบ
“ทำไมจะทำไม่ได้! ในเมื่อชื่อหลังโฉนดมันเป็นชื่อผมชัดๆ!” กฤตโวยวาย
เจ้าหน้าที่ถอนหายใจและยื่นเอกสารแนบท้ายโฉนดให้กฤตดู “ตัวบ้านน่ะเป็นชื่อของคุณกฤตครับ แต่ ‘ที่ดิน’ ที่บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ เป็นกรรมสิทธิ์ขาดของคุณสมภพ ผู้เป็นบิดาของคุณ และเมื่อสัปดาห์ก่อน คุณสมภพได้ทำเรื่องขายที่ดินผืนนี้ให้กับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ไปแล้วครับ พวกเขากำลังจะส่งทนายมาขอให้คุณรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่ภายใน 30 วัน”
เหมือนมีฟ้าผ่าลงกลางแสกหน้า! กฤตเข่าอ่อนทรุดลงกับเก้าอี้ เขาเพิ่งตระหนักได้ว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้สร้างบ้านหลังนี้ มาจากเงินเก็บทั้งชีวิตของพ่อ และพ่อฉลาดพอที่จะโอนแค่ตัวบ้านให้เขา แต่เก็บกรรมสิทธิ์ที่ดินไว้เผื่อวันใดวันหนึ่งลูกชายเกิดเนรคุณ… ซึ่งมันก็เกิดขึ้นจริงๆ
V. น้ำตาที่ไม่มีวันไหลย้อนกลับ
กฤตและนิตาหมดตัว สภาพคล่องบริษัทพังทลาย และกำลังจะไร้ที่ซุกหัวนอน ทั้งสองพยายามสืบหาที่อยู่ของสมภพจนแทบพลิกแผ่นดิน และในที่สุด พวกเขาก็พบชายชรานั่งจิบชาอย่างสงบอยู่ที่ระเบียงบ้านพักตากอากาศริมทะเลสุดหรู ซึ่งเป็นสมบัติที่สมภพซื้อไว้ด้วยเงินที่ขายที่ดินได้
กฤตและนิตารีบวิ่งเข้าไปคุกเข่า ร้องไห้ฟูมฟายแทบเท้าของสมภพ
“พ่อครับ! ผมขอโทษ! ผมมันโง่เอง พ่อช่วยผมด้วยนะครับ ถ้าพ่อไม่ช่วย ผมกับนิตาต้องล้มละลายและไม่มีที่อยู่แน่ๆ!” กฤตกอดขาพ่อ ร้องไห้อย่างน่าสมเพช
นิตายกมือไหว้ปลกๆ “คุณพ่อคะ นิตาผิดไปแล้ว นิตาจะซักรองเท้าให้คุณพ่อทุกวันเลยค่ะ ยกโทษให้พวกเราด้วยนะคะ”
สมภพวางแก้วชาลง เขามองดูลูกชายและลูกสะใภ้ด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งความเยื่อใยใดๆ ชายชราดึงขาของตัวเองออกจากการเกาะกุมของลูกชายอย่างช้าๆ
“พ่อบอกแกแล้วไงกฤต… ว่าพ่อไม่ใช่คนรับใช้” สมภพเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบ “วันที่แกไล่พ่อออกจากบ้าน เพียงเพราะรองเท้าเปื้อนโคลนคู่เดียว วันนั้นพ่อได้ตายจากชีวิตของแกไปแล้ว… กลับไปซะ ไปเผชิญกับผลกรรมที่พวกแกสร้างขึ้นเองเถอะ”
สมภพหันหลังเดินกลับเข้าไปในบ้าน พร้อมกับสั่งให้รปภ. มาลากตัวทั้งสองคนออกไป เสียงร้องไห้โหยหวนของกฤตและนิตาดังระงมไปทั่วชายหาด แต่มันไม่สามารถเรียกความเมตตาจากหัวใจของคนเป็นพ่อที่แตกสลายไปแล้วได้อีกต่อไป…
บางครั้ง บทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต ก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดไปตลอดกาล.
