I. สัญญาณเตือนที่ความสูงสามหมื่นฟุต
ท่ามกลางความเงียบสงบในเคบินชั้นเฟิร์สคลาสของสายการบินที่กำลังมุ่งหน้าสู่ลอนดอน ที่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 30,000 ฟุต ผม “นที” นักธุรกิจหนุ่มที่ต้องเดินทางไปเจรจาโปรเจกต์สำคัญ กำลังเอนหลังพักผ่อนด้วยความเหนื่อยล้า
แต่แล้ว โทรศัพท์มือถือที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน Wi-Fi บนเครื่องบินก็สั่นเตือนขึ้น หน้าจอปรากฏการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันกล้องวงจรปิดที่กริ่งหน้าประตูบ้าน
ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย ปกติเวลานี้ที่ไทยน่าจะดึกมากแล้ว ใครกันที่มาด้อมๆ มองๆ หน้าบ้านในยามวิกาล? ด้วยความสงสัย ผมจึงกดเปิดดูภาพถ่ายทอดสดจากกล้องหน้าประตูบ้าน
ทว่า… ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอ กลับทำเอาเลือดในกายของผมเย็นเฉียบราวกับถูกแช่แข็ง หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติกลับกระตุกวูบและบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก!
II. ภาพถ่ายทอดสดจากขุมนรก
ในลานหญ้าหน้าบ้านที่มืดมิด มีเพียงแสงไฟจากสปอตไลต์ที่สาดส่อง “คุณหญิงอมรรัตน์” แม่ยายของผม กำลังใช้มือที่เต็มไปด้วยเครื่องประดับราคาแพง กระชากลากจูงแขนเล็กๆ ของ “น้องณิลา” ลูกสาววัยห้าขวบของผมอย่างรุนแรง
เด็กน้อยร้องไห้จ้า น้ำตานองหน้า ขาทั้งสองข้างพยายามยื้อยุดและตะเกียกตะกายไปกับพื้นหญ้าจนหัวเข่าถลอกปอกเปิก
“คุณยายขา! หนูเจ็บ! หนูยอมแล้ว ปล่อยณิลาเถอะนะคะ ฮือๆๆ!” เสียงร้องปานจะขาดใจของลูกสาวทะลุผ่านลำโพงโทรศัพท์เข้ามาเสียดแทงหัวใจคนเป็นพ่ออย่างผมจนแหลกสลาย
แต่สิ่งที่ทำให้ผมช็อกและโกรธแค้นจนถึงขีดสุด ไม่ใช่แค่การกระทำอันป่าเถื่อนของแม่ยาย… แต่เป็น “ริสา” ภรรยาที่ผมรักและไว้ใจ เธอยืนอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว ในมือถือโทรศัพท์มือถือที่เปิดไฟวงแหวน (Ring Light) สว่างจ้า กำลังถ่ายคลิปวิดีโอเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนาน!
“ลากไปที่กรงหมาเลยแม่! เอาให้มันร้องดังกว่านี้อีก! คลิปที่แล้วที่จับขังห้องมืดคนดูตั้งล้านวิว ได้ยอดโดเนทมาเพียบ คลิปนี้แหละริสาจะเอาให้ยอดทะลุสองล้านไปเลย พวกลูกเพจมันชอบดูเด็กร้องไห้ดราม่าหนักๆ!” ริสาตะโกนสั่งผู้เป็นแม่ด้วยน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความเป็นคน
ความจริงอันน่าสะอิดสะเอียนพุ่งชนหน้าผมอย่างจัง… ตลอดเวลาที่ผมบินไปทำงานต่างประเทศ ริสาและแม่ของเธอใช้ลูกสาวตัวน้อยของผมเป็นเครื่องมือหาเงิน สร้างคอนเทนต์ทรมานเด็กเพื่อเรียกยอดไลก์และเงินบริจาคจากความสงสารในโซเชียลมีเดีย!
III. เสียงตะโกนเหนือเมฆา
ความโกรธเกรี้ยวพุ่งทะยานจนผมแทบคลั่ง ผมรีบกดปุ่มไมโครโฟนบนแอปพลิเคชันเพื่อส่งเสียงกลับไปยังลำโพงหน้าบ้านทันที
“ริสา!! ปล่อยลูกเดี๋ยวนี้!! คุณมันบ้าไปแล้วหรือไง!!” เสียงตะโกนดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณหน้าบ้าน
ริสาและคุณหญิงอมรรัตน์สะดุ้งสุดตัว พวกเธอหันขวับมามองที่กล้องหน้ากริ่งประตู ริสามีสีหน้าตกใจเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกสีแดงสดของเธอจะแสยะยิ้มออกมาราวกับปีศาจร้าย
“อ้าว… คุณสามีสุดที่รัก ดูไลฟ์สดอยู่เหรอคะ? บินอยู่บนฟ้าไม่ใช่เหรอ ทำอะไรฉันไม่ได้หรอกนะ นั่งดูเมียทำเงินไปเงียบๆ เถอะค่ะ!”
พูดจบ ริสาก็เดินตรงเข้ามาที่กล้องหน้าประตู แล้วใช้ไม้กวาดกระแทกเข้าที่ตัวกล้องอย่างแรงจนภาพตัดเป็นสีดำสนิท
“ริสา!! ริสา!!” ผมตะโกนใส่โทรศัพท์อย่างบ้าคลั่ง น้ำตาแห่งความแค้นและความเป็นห่วงลูกไหลทะลักออกมา ผมติดอยู่บนเครื่องบินที่ความสูงสามหมื่นฟุต ไม่สามารถพังประตูลงไปช่วยลูกสาวตัวน้อยได้เลย
IV. การโต้กลับของคนเป็นพ่อ
ผมจะไม่ยอมให้พวกปีศาจนั่นทำร้ายลูกผมไปมากกว่านี้แม้แต่วินาทีเดียว! ผมตั้งสติ มือที่สั่นเทารีบกดเปลี่ยนหน้าจอไปที่รายชื่อผู้ติดต่อ และกดโทรออกหา “ผู้กองพายุ” เพื่อนสนิทที่ทำงานเป็นนายตำรวจระดับสูง ซึ่งบ้านของเขาอยู่ห่างจากบ้านผมไปเพียงสองซอยเท่านั้น
โชคดีที่พายุรับสายทันที ผมเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างด้วยน้ำเสียงร้อนรนและส่งรหัสผ่านประตูรั้วบ้านให้เขาทั้งหมด
“มึงใจเย็นๆ นที กูกำลังขับรถออกไปเดี๋ยวนี้ กูจะเอาลูกมึงออกมาให้ได้ มึงรอฟังข่าวดี!” พายุรับปากด้วยน้ำเสียงขึงขัง
สิบห้านาทีหลังจากนั้น คือช่วงเวลาที่ยาวนานและทรมานที่สุดในชีวิตของผม ผมนั่งมองหน้าจอโทรศัพท์ที่ว่างเปล่า ภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกดวงให้ลูกสาวปลอดภัย จนกระทั่งข้อความจากพายุก็เด้งขึ้นมา… เป็นภาพของน้องณิลาที่กำลังนอนหลับซบอยู่บนไหล่ของเขาในชุดเครื่องแบบตำรวจ พร้อมกับข้อความว่า
“หลานปลอดภัยแล้ว กูกระทืบประตูเข้าไปตอนพวกมันกำลังจะจับหลานยัดกรงหมาพอดี ตอนนี้พวกมันสองแม่ลูกถูกจับใส่กุญแจมืออยู่ที่โรงพัก มึงจัดการธุระเสร็จแล้วค่อยกลับมาเชือดพวกมัน”
V. การชำระความ
ผมไม่ได้บินไปถึงลอนดอน ทันทีที่เครื่องแวะเปลี่ยนเครื่องที่ดูไบ ผมทิ้งโปรเจกต์ร้อยล้านทั้งหมด ซื้อตั๋วเที่ยวบินแรกสุดบินตรงกลับกรุงเทพมหานครทันที
สิบสองชั่วโมงต่อมา ผมก้าวเท้าเข้ามาในห้องสอบสวนของสถานีตำรวจ ริสาและคุณหญิงอมรรัตน์ในชุดนักโทษกำลังนั่งตัวสั่นงันงก สภาพที่เคยฟู่ฟ่าหยิ่งยโส บัดนี้ดูไม่ต่างจากสุนัขจนตรอก ทันทีที่ริสาเห็นหน้าผม เธอก็รีบถลันเข้ามากอดขาผม ร้องไห้ฟูมฟายราวกับคนเสียสติ
“นทีคะ! ริสาขอโทษ! ริสาไม่ได้ตั้งใจ ริสาแค่หน้ามืดอยากได้เงินยอดวิวไปปลดหนี้พนันของแม่! เรากลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันเหมือนเดิมเถอะนะคะ พ่อ แม่ ลูก ไงคะนที!”
ผมก้มมองผู้หญิงที่ผมเคยรักด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและเย็นเยียบที่สุด ก่อนจะสะบัดขาออกอย่างแรงจนเธอล้มลงไปกองกับพื้น
“ครอบครัวงั้นเหรอ? ผู้หญิงที่ใช้หยาดน้ำตาและความหวาดกลัวของลูกตัวเองเพื่อแลกกับเศษเงิน เขาไม่เรียกว่าแม่หรอก… เขาเรียกว่าเดรัจฉาน”
ผมหันไปมองหน้าทนายความส่วนตัวที่ยืนอยู่ข้างๆ “คลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดทั้งหมด ผมอัปโหลดเข้าเซิร์ฟเวอร์ไว้หมดแล้ว ใช้มันฟ้องร้องให้ถึงที่สุด เอาให้พวกมันสองแม่ลูกไม่มีสิทธิ์ได้เห็นแสงตะวันข้างนอกคุกอีก และดำเนินการฟ้องหย่า ยึดทรัพย์สินที่เคยเป็นชื่อผมคืนมาให้หมดทุกบาททุกสตางค์”
“นที!! แกทำแบบนี้กับฉันไม่ได้นะ!!” คุณหญิงอมรรัตน์กรีดร้องโวยวาย แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวออกไปพร้อมกับริสาที่สิ้นสติไปแล้ว
ผมหันหลังเดินออกจากห้องสอบสวนที่แสนอึดอัด มุ่งหน้าไปยังห้องรับรองที่น้องณิลากำลังนั่งวาดรูปเล่นอยู่ ทันทีที่แกเห็นผม เด็กน้อยก็ทิ้งสีเทียน วิ่งโผเข้ามากอดผมแน่น
“คุณพ่อขา… คุณพ่อกลับมาแล้ว” เสียงเล็กๆ นั้นสั่นเครือแต่เต็มไปด้วยความอุ่นใจ
ผมอุ้มลูกสาวตัวน้อยขึ้นมาแนบอก จูบลงบนหน้าผากที่บอบช้ำเบาๆ ทิ้งเรื่องราวเลวร้ายทั้งหมดไว้เบื้องหลัง
“พ่อกลับมาแล้วลูก… กลับมาเป็นท้องฟ้าที่ปลอดภัยที่สุดให้ณิลาแล้ว และจะไม่มีใครหน้าไหนมาทำร้ายลูกของพ่อได้อีกตลอดไป”
