ในวันที่ความผูกพันพ่ายแพ้ให้กับข้ออ้างของคำว่า ‘เพื่อน’
I. เสียงกัมปนาทและลมหายใจที่แผ่วเบา
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องกังวาน สั่นสะเทือนไปถึงบานหน้าต่างกระจกของห้องพักผู้ป่วยวิกฤต สายฝนสาดกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับพายุโหม แต่ความเหน็บหนาวจากภายนอกกลับไม่สามารถเทียบได้กับความเย็นเยียบที่กำลังกัดกินหัวใจของฉัน
“รินลดา” นั่งจับมือที่เหี่ยวย่นและเย็นเฉียบของ “คุณปู่” เอาไว้แน่น มือที่เคยประคับประคองและเลี้ยงดูฉันมาตั้งแต่กำพร้าพ่อแม่ บัดนี้กำลังจะหมดเรี่ยวแรงลงทุกขณะ เครื่องวัดสัญญาณชีพจรส่งเสียงดังเป็นจังหวะช้าลง… ช้าลง… บ่งบอกว่าเวลาที่เหลืออยู่กำลังจะหมดลงในไม่ช้า
ดวงตาที่ฝ้าฟางและร่วงโรยของคุณปู่ไม่ได้มองมาที่ฉัน ท่านพยายามใช้แรงเฮือกสุดท้ายหันศีรษะไปทางอื่น นัยน์ตาคู่นั้นยังคงจับจ้องไปที่บานประตูห้องผู้ป่วยอย่างมีความหวัง
ฉันรู้ดี… รู้ดีที่สุดว่าท่านกำลังรอใคร
ในมืออีกข้างของฉัน กำภาพถ่ายโพลารอยด์ใบเล็กๆ เอาไว้จนยับยู่ยี่ มันเป็นภาพสแนปช็อตที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ได้ตั้งใจโพสท่า เป็นภาพในวันวานที่เรายังเป็นคู่รักที่แสนหวาน… “ชวิน” ผู้ชายที่เป็นทั้งสามีและคนที่คุณปู่รักและไว้ใจเหมือนหลานแท้ๆ กำลังยิ้มกว้าง โดยมีมือหนาของเขาวางลูบอยู่บนศีรษะของฉันอย่างทะนุถนอม
คุณปู่เคยบอกเสมอว่า ท่านหมดห่วงแล้วที่มีชวินคอยดูแลฉัน และก่อนที่ท่านจะหลับตาลงตลอดกาล ท่านเพียงแค่อยากเห็นหน้าผู้ชายคนนี้… เพื่อฝากฝังดวงใจดวงเดียวของท่านเป็นครั้งสุดท้าย
แต่มันกลับว่างเปล่า ประตูบานนั้นไม่เคยถูกเปิดออก
II. ข้ออ้างที่ซ้ำซาก
เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว ฉันโทรศัพท์หาชวินด้วยน้ำตาที่อาบสองแก้ม บอกเขาว่าหมอให้ทำใจ และขอให้เขารีบมาที่โรงพยาบาลให้เร็วที่สุด
“ริน… พี่ขอโทษนะ แต่ ‘มีน’ กำลังแย่มาก เธอเพิ่งทะเลาะกับแฟนจนสติแตก ขู่จะทำร้ายตัวเอง พี่ต้องอยู่โอ๋มีนก่อน ทิ้งเพื่อนไปตอนนี้ไม่ได้จริงๆ รินให้พยาบาลดูแลคุณปู่ไปก่อนนะ เดี๋ยวพี่รีบตามไป…”
‘มีน’… เพื่อนสนิทสมัยเด็กของเขา ผู้หญิงที่มักจะมีปัญหาชีวิตและต้องการความช่วยเหลือจากสามีของฉันในทุกช่วงเวลาสำคัญเสมอ
ฉันพยายามอ้อนวอน พยายามบอกว่านี่คือนาทีสุดท้ายของคุณปู่แล้ว แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือเสียงตัดสายทิ้งอย่างไร้เยื่อใย ชวินเลือกที่จะไปปลอบโยนรอยขีดข่วนทางอารมณ์ของเพื่อนสนิท แต่กลับทิ้งให้ฉันและคุณปู่ต้องเผชิญหน้ากับความตายเพียงลำพัง
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าร้องดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับร่างกายของคุณปู่ที่กระตุกเกร็งเบาๆ
“ปู่คะ… ไม่ต้องรอแล้วนะคะ ปู่หลับให้สบายเถอะนะ รินอยู่ตรงนี้ รินอยู่กับปู่แล้ว…” ฉันสะอื้นไห้ โน้มตัวลงไปกระซิบที่ข้างหูของท่าน น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นกระทบหลังมือที่หยาบกร้าน
ดวงตาที่ฝ้าฟางของคุณปู่ค่อยๆ ปิดลงอย่างช้าๆ พร้อมกับหยาดน้ำตาที่หางตา ลมหายใจเฮือกสุดท้ายถูกระบายออกมาก่อนที่เส้นกราฟบนหน้าจอจะกลายเป็นเส้นตรง… พร้อมกับเสียงสัญญาณเตือนที่ดังก้องไปทั่วห้อง
ท่านจากไปแล้ว… จากไปพร้อมกับการรอคอยที่ไม่มีวันมาถึง
III. คนที่มาเมื่อสายเกินไป
เกือบสองชั่วโมงหลังจากที่คุณปู่สิ้นลม ประตูห้องผู้ป่วยก็ถูกผลักออกอย่างแรง
ชวินวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้อง สภาพของเขาเปียกปอนจากการวิ่งฝ่าฝน แต่เมื่อสายตาของเขาปะทะเข้ากับเตียงผู้ป่วยที่ว่างเปล่า… ร่างไร้วิญญาณของคุณปู่ถูกคลุมด้วยผ้าสีขาวบริสุทธิ์ไปจนมิดศีรษะแล้ว
ขาทั้งสองข้างของชวินหมดแรง เขาทรุดตัวลงคุกเข่าอยู่ข้างเตียง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงและไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น
“ริน… พี่… พี่ขอโทษ…” ชวินละล่ำละลัก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เขาพยายามเอื้อมมือมาจับแขนฉัน “พี่พาแจงไปส่งที่บ้านแล้วรีบเหยียบรถมาเลยนะ พี่ไม่คิดว่า… พี่ไม่คิดว่าคุณปู่จะไปเร็วขนาดนี้”
ฉันค่อยๆ ดึงแขนตัวเองออกจากการเกาะกุมของเขาอย่างช้าๆ และเย็นชาที่สุด ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีการด่าทอทุบตีอย่างที่ผู้หญิงคนหนึ่งควรจะทำเมื่อสูญเสียคนที่รักที่สุดไป มีเพียงความว่างเปล่าที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของฉัน
“คุณปู่รอพี่ชวินจนวินาทีสุดท้าย…” ฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ “ท่านมองไปที่ประตูบานนั้น หวังแค่จะได้ยินคำสัญญาจากปากพี่ ว่าพี่จะดูแลรินได้… แต่พี่ก็ไม่มา”
“ริน… พี่อธิบายได้ มีนเขาขาดสติจริงๆ พี่ทิ้งเพื่อนไม่ได้…” ชวินพยายามแก้ตัว น้ำตาของลูกผู้ชายไหลอาบแก้ม
“แต่พี่ทิ้งรินได้ ทิ้งคุณปู่ที่รักพี่เหมือนลูกหลานแท้ๆ ได้…” ฉันตัดบท
ฉันก้มลงมองภาพโพลารอยด์ในมือ ภาพสแนปช็อตที่เขาเคยวางมือบนศีรษะฉันด้วยความรัก ภาพที่ฉันเคยมองว่ามันคือความสมบูรณ์แบบของชีวิตคู่ แต่วันนี้… แสงแฟลชจากกล้องในวันนั้น มันสว่างไม่พอที่จะทำให้ฉันเห็นธาตุแท้และความเห็นแก่ตัวของผู้ชายตรงหน้าได้เลย
ฉันวางภาพถ่ายโพลารอยด์ใบนั้นลงบนผ้าคลุมสีขาวข้างๆ ร่างของคุณปู่
“รินไม่โกรธหรอกที่พี่ไปดูแลเพื่อน เพราะมันทำให้รินตาสว่างและเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า… สำหรับพี่ รินและครอบครัว ไม่เคยมีความสำคัญมากพอที่จะเป็น ‘อันดับแรก’ ในชีวิตพี่เลย”
“ริน! อย่าพูดแบบนี้สิ พี่รักรินนะ!” ชวินพยายามจะคว้าตัวฉันเข้ามากอด แต่ฉันถอยหลังหนี
“เก็บความรักของพี่… ไปดูแลเพื่อนสนิทของพี่เถอะค่ะ”
ฉันหันหลังเดินออกจากห้องผู้ป่วยวิกฤตไปอย่างเด็ดเดี่ยว ทิ้งให้ชวินคุกเข่าร้องไห้ฟูมฟายอยู่กับภาพถ่ายโพลารอยด์ใบเก่าและคำขอโทษที่สายเกินไป
เสียงฟ้าร้องยังคงดังกึกก้องอยู่เบื้องนอก แต่มันกลับทำให้ใจของฉันสงบและเยือกเย็นอย่างประหลาด พายุฝนในค่ำคืนนี้ได้พัดพาเอาความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมาให้ฉัน พร้อมๆ กับการชะล้าง ‘ความสัมพันธ์ที่ไร้ค่า’ ออกไปจากชีวิตของฉัน… ตลอดกาล
