รอยแค้นพรางเงา: วันที่เมียน้อยสั่งลูกชายฉันคุกเข่า

คือวันที่ฉันตัดสินตอกฝาโลงชีวิตพวกมันด้วยมือตัวเอง

ปฐมบท: การกลับมาของมัจจุราชไร้เงา

หยาดฝนตกกระหน่ำในค่ำคืนที่กรุงเทพมหานครถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด ฉัน… “รินลดา” ก้าวลงจากรถตู้กันกระสุนสีดำสนิทด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดสามเดือนเต็ม ไม่มีใครรู้ว่าผู้หญิงที่ดูเหมือนภรรยาธรรมดาๆ คนนี้ เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจกวาดล้างเครือข่ายค้าอาวุธข้ามชาติในฐานะสายลับระดับสูงของหน่วยข่าวกรองลับ

ตลอดห้าปีที่แต่งงานกับ “กวิน” ฉันสร้างฉากบังหน้าว่าเป็นเพียงพนักงานราชการระดับล่าง เงินเดือนน้อยนิด เพื่อปกปิดสถานะที่แท้จริงและเพื่อปกป้องครอบครัวจากอันตราย ฉันยอมให้เขาเป็นผู้นำครอบครัว ยอมให้เขาเชิดหน้าชูตาในฐานะผู้บริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่… โดยที่เขาไม่เคยรู้เลยว่า ประธานกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่สุดของบริษัทที่เขาทำงานอยู่ ก็คือตัวฉันเอง

คืนนี้ฉันตั้งใจจะกลับมาเซอร์ไพรส์ลูกชายตัวน้อย… “น้องพอร์ช” วัยห้าขวบ แก้วตาดวงใจเพียงดวงเดียวของฉัน แต่ทว่า เซอร์ไพรส์ที่ฉันได้รับกลับคืนมา กลับเปลี่ยนชีวิตของทุกคนในบ้านหลังนี้ไปตลอดกาล

บทที่ 1: รอยน้ำตาบนพื้นหินอ่อน

เมื่อฉันผลักบานประตูไม้สักบานใหญ่ของคฤหาสน์หรูเข้าไป สิ่งที่รอต้อนรับฉันไม่ใช่รอยยิ้มหรืออ้อมกอดของลูกชาย แต่มันคือเสียงสะอื้นไห้ที่ดังก้องกังวานมาจากห้องนั่งเล่น

ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เลือดในกายของฉันเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง

ลูกชายตัวน้อยของฉัน… น้องพอร์ช กำลังคุกเข่าร้องไห้ตัวสั่นเทาอยู่บนพื้นหินอ่อนที่เย็นเยียบ บนศีรษะของเขามีคราบน้ำผลไม้หกเลอะเทอะ ไหลหยดลงมาเปื้อนชุดนอนลายการ์ตูนตัวโปรด

ที่โซฟาบุหนังอิตาลีตรงหน้าเด็กน้อย มีผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่งนั่งไขว่ห้างจิบไวน์แดงด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง หล่อนสวมชุดเดรสรัดรูปสีแดงสด ใบหน้าถูกแต่งแต้มอย่างฉูดฉาด หล่อนคือ “รตี” เลขาสาวคนใหม่ของกวิน และข้างกายหล่อน… คือสามีของฉัน ที่กำลังยืนกอดอกมองลูกชายตัวเองคุกเข่าด้วยสายตาที่เฉยเมย

“แค่ทำน้ำผลไม้หกใส่รองเท้าส้นสูงคู่ละแสนของฉัน แกก็ต้องคุกเข่าสำนึกผิดแบบนี้แหละไอ้เด็กเหลือขอ!” รตีตวาดแหวด้วยน้ำเสียงแสบแก้วหู “พี่กวินคะ ดูลูกชายของเมียเก่าพี่สิคะ สันดานไพร่เหมือนแม่มันไม่มีผิด!”

“ชู่ว… ใจเย็นๆ สิรตี ปล่อยให้มันคุกเข่าไปเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่ก็จะส่งมันไปอยู่โรงเรียนประจำแล้ว บ้านหลังนี้จะได้เป็นของเราสองคนสักที” กวินลูบเรือนผมของเมียน้อยอย่างแสนรัก

ฉันยืนนิ่งอยู่ที่กรอบประตู มือที่เคยลั่นไกสังหารผู้ก่อการร้ายมานับไม่ถ้วนกำลังกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ความโกรธเกรี้ยวที่รุนแรงยิ่งกว่าพายุลูกใดบนโลกกำลังปะทุขึ้นในอก

“เกิดอะไรขึ้นที่นี่…” เสียงของฉันดังก้องและเย็นเยียบ

ทุกคนในห้องหันขวับมามอง น้องพอร์ชเงยหน้าขึ้นมาเห็นฉัน แววตาของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความดีใจระคนหวาดกลัว “หม่ามี้… พอร์ชเจ็บหัวเข่า พอร์ชขอโทษที่ทำน้ำหก…”

ฉันพุ่งตัวเข้าไปอุ้มลูกชายขึ้นมาแนบอก ลูบศีรษะที่เปื้อนคราบน้ำผลไม้อย่างทะนุถนอม ก่อนจะตวัดสายตาที่คมกริบดุจใบมีดไปมองผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี และผู้หญิงหน้าด้านที่กล้ามาเหยียบย่ำลูกของฉัน

บทที่ 2: ความเย่อหยิ่งของพวกมดปลวก

“กลับมาแล้วเหรอรินลดา ดีเลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาตามหา” กวินพูดด้วยน้ำเสียงไร้เยื่อใย เขาเดินไปหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลโยนลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าฉัน “เซ็นใบหย่าซะ แล้วเก็บข้าวของของเธอออกไปจากบ้านของฉันได้แล้ว อ้อ… เอาไอ้เด็กนี่ไปด้วยล่ะ ฉันไม่อยากให้มันมาเป็นมารความสุขของฉันกับรตี”

รตีหัวเราะคิกคัก เดินเข้ามากรีดกรายอยู่ตรงหน้าฉัน “ได้ยินชัดแล้วใช่ไหมคะคุณป้า? พี่กวินเขาเลือกฉัน ผู้หญิงที่คู่ควรกับผู้บริหารระดับสูงอย่างเขา ไม่ใช่พนักงานกินเงินเดือนกระจอกๆ ที่วันๆ เอาแต่แต่งตัวเชยๆ แบบเธอ เซ็นๆ ไปซะเถอะค่ะ จะได้จบๆ อ้อ… แล้วอย่าหวังจะมาขอแบ่งสมบัติหรือฟ้องร้องอะไรนะ เพราะบ้านหลังนี้ รถทุกคัน และเงินทุกบาท เป็นชื่อของพี่กวินคนเดียว!”

หล่อนพูดถูก… ในทางนิตินัย กวินมีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินทุกอย่าง แต่สิ่งที่หล่อนและกวินโง่เขลาเกินกว่าจะรู้คือ… ทรัพย์สินทั้งหมดนั้นถูกค้ำประกันและถือครองโดยบริษัท ‘โกลบอล เอนเตอร์ไพรส์’ ซึ่งเป็นบริษัทนอมินีที่ฉันตั้งขึ้นมาเพื่อจัดการทรัพย์สินส่วนตัว

ฉันไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้กรีดร้อง หรือตบตีแย่งชิงสามีอย่างที่ผู้หญิงในละครทำกัน ฉันเพียงแค่วางน้องพอร์ชลงบนโซฟาอีกตัวอย่างเบามือ กระซิบปลอบโยนแกเบาๆ แล้วค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง

รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของฉัน

“บ้านของพี่กวินเหรอคะ?” ฉันเอียงคอถาม ท่ามกลางความงุนงงของทั้งสองคน “แล้วรตีรู้หรือเปล่าคะ ว่าเงินเดือนผู้บริหารระดับประธานแผนกอย่างพี่กวินเดือนละแสนห้า… มันไม่พอจ่ายค่าบำรุงรักษาคฤหาสน์หลังละสามร้อยล้านนี่ด้วยซ้ำ”

กวินหน้าตึง “เธอหมายความว่ายังไงริน! อย่ามาพูดจาเพ้อเจ้อ เซ็นใบหย่าไปซะ!”

“พี่ไม่ต้องรีบหย่าหรอกค่ะกวิน…” ฉันก้าวเดินเข้าไปหาพวกเขาอย่างช้าๆ รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาทำให้รตีถึงกับก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ “เพราะพรุ่งนี้… พี่จะไม่มีแม้แต่เศษเงินติดตัวไปทำเรื่องหย่าที่สำนักงานเขตเลยด้วยซ้ำ”

บทที่ 3: กระชากหน้ากาก เปิดบัญชีแค้น

ฉันล้วงสมาร์ทโฟนสีดำสนิทออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ท กดโทรออกหาเบอร์สายตรงเพียงเบอร์เดียว

“คุณลีออน ดำเนินการตามแผนระดับ ‘ซีโร่’ ทันที”

กวินขมวดคิ้ว “เธอโทรหาใคร? คิดจะเล่นบ้าอะไร!”

เพียงไม่ถึงหนึ่งนาที โทรศัพท์ของกวินก็แผดเสียงร้องดังลั่น หน้าจอแสดงชื่อ ‘ท่านประธานใหญ่’ กวินหน้าซีดเผือด เขารีบกดรับสายด้วยมือที่สั่นเทา

“ส-สวัสดีครับท่านประธาน…”

สิ่งที่เล็ดลอดออกมาจากปลายสาย ไม่ใช่คำทักทาย แต่เป็นเสียงตะคอกที่ดังก้องจนรตีที่ยืนอยู่ข้างๆ ยังได้ยิน

(ไอ้กวิน! แกทำบ้าอะไรลงไป! ทำไมจู่ๆ บอร์ดบริหารใหญ่ถึงมีคำสั่งปลดแกออกจากตำแหน่ง แถมยังอายัดบัญชีธนาคารทุกใบของแก และยื่นฟ้องแกคดียักยอกทรัพย์บริษัทมูลค่าห้าสิบล้าน!)

โทรศัพท์ในมือของกวินร่วงหล่นกระแทกพื้น เขาทรุดฮวบลงกับพื้นหินอ่อน ขาทั้งสองข้างหมดเรี่ยวแรง “ม-ไม่จริง… ผมไม่ได้ยักยอก… ผม…”

“ตกใจเหรอคะ?” ฉันเดินเข้าไปเหยียบโทรศัพท์เครื่องนั้นจนหน้าจอแตกละเอียดด้วยรองเท้าบูทหนัง “พี่แอบโอนเงินบริษัทไปซื้อคอนโดให้เมียน้อย ซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมให้มัน พี่คิดว่าการปลอมแปลงบัญชีโง่ๆ ของพี่ จะตบตา ‘เจ้าของบริษัทตัวจริง’ อย่างฉันได้งั้นเหรอ?”

“จ-เจ้าของบริษัท… หมายความว่ายังไง ริน… เธอพูดเรื่องอะไร!” กวินละล่ำละลัก แววตาเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดกลัวสุดขีด

ฉันล้วงเอาแบล็กการ์ดแบบสั่งทำพิเศษที่มีตราสัญลักษณ์ของโกลบอล เอนเตอร์ไพรส์ และโฉนดที่ดินตัวจริงที่ระบุชื่อผู้ครอบครองสูงสุดคือ ‘รินลดา’ โยนใส่หน้าผู้ชายสารเลว

“บริษัทที่พี่ทำงานให้ บ้านหลังที่พี่ซุกหัวนอน รถหรูที่พี่ขับไปรับส่งอีนังเมียน้อยนี่… ทุกอย่างมันเป็นของฉัน! ฉันคือผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้น 100% ของโกลบอล เอนเตอร์ไพรส์!” เสียงของฉันตวาดลั่นจนคฤหาสน์สั่นสะเทือน “ฉันยอมอดทนทำตัวเป็นเมียโง่ๆ เพื่อให้พี่มีที่ยืนในสังคม แต่พี่กลับตอบแทนความรักของฉัน ด้วยการพาผู้หญิงชั้นต่ำเข้ามาในบ้าน… และที่อภัยให้ไม่ได้ที่สุด… คือพี่ปล่อยให้มันสั่งลูกชายของฉันคุกเข่า!”

รตีหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ หล่อนทรุดลงไปนั่งกับพื้น มองหน้ากวินสลับกับฉัน “พ-พี่กวิน… นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! พี่บอกว่าพี่รวย พี่เป็นเจ้าของทุกอย่างไง!”

“หึ… หล่อนนี่มันก็แค่ปลิงที่เกาะผิดตัวรตี” ฉันแสยะยิ้มสมเพช “ผู้ชายที่หล่อนกำลังเกาะกินอยู่ตอนนี้ มันคือบุคคลล้มละลายที่กำลังจะโดนหมายศาล และมีหนี้สินติดตัวห้าสิบล้าน… ขอให้รักกันให้สนุกในคุกนะ”

บทสรุป: กวาดล้างขยะ

“ริน… รินจ๋า พี่ขอโทษ! พี่ตาบอดไปชั่วขณะ พี่โดนนังนี่มันหลอกล่อ!” กวินที่เพิ่งตาสว่าง คลานเข่าเข้ามากอดขาฉัน น้ำตาของลูกผู้ชายไหลอาบแก้มอย่างน่าสมเพช “เห็นแก่พอร์ชนะริน… เรากลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันเหมือนเดิมเถอะนะ!”

“ครอบครัวเหรอ?” ฉันสะบัดขาออกอย่างแรงจนกวินหงายหลัง “วันที่แกยืนมองลูกร้องไห้คุกเข่าบนพื้น คำว่าครอบครัวมันก็ตายไปแล้ว!”

ฉันดีดนิ้วเพียงหนึ่งครั้ง ประตูคฤหาสน์ก็ถูกเปิดออก ชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำเจ็ดคน ซึ่งเป็นบอดี้การ์ดและอดีตทหารรับจ้างในสังกัดของฉัน เดินเรียงแถวเข้ามาในห้อง

“โยนขยะสองชิ้นนี้ออกไปนอกรั้วบ้าน” ฉันสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “ไม่ต้องให้พวกมันเอาอะไรติดตัวไปเลยแม้แต่ชิ้นเดียว เสื้อผ้าที่ใส่อยู่ถือว่าทำทาน… และถ้าพวกมันยังกล้าโผล่หน้ามาให้ฉันหรือลูกเห็นอีก… จัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อย อย่าให้เหลือร่องรอย”

“รับทราบครับนายหญิง!”

กวินและรตีถูกชายฉกรรจ์หิ้วปีกออกไปจากคฤหาสน์ราวกับสุนัขข้างถนน เสียงกรีดร้องด่าทอกันเองของอดีตคู่ชู้รัก และเสียงวิงวอนขอความเมตตาของกวิน ดังก้องฝ่าสายฝนออกไป ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไปในความมืด

คฤหาสน์กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปรับอารมณ์ที่ขุ่นมัวให้กลับมานุ่มนวลที่สุด ก่อนจะเดินกลับไปหาลูกชายที่นั่งมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยดวงตาเบิกกว้าง

“หม่ามี้เก่งจังเลย…” น้องพอร์ชโผเข้ากอดคอฉัน “หม่ามี้ไล่คนใจร้ายไปหมดแล้ว”

ฉันอุ้มลูกชายขึ้นมาแนบอก จูบซับที่หน้าผากเล็กๆ นั้นอย่างแสนรัก น้ำตาแห่งความโล่งใจไหลรินออกมา

“ใช่ลูก หม่ามี้ไล่พวกมันไปหมดแล้ว…” ฉันกระซิบ “ตั้งแต่วินาทีนี้ไป จะไม่มีใครกล้ามาทำร้าย หรือสั่งให้ลูกของหม่ามี้คุกเข่าได้อีก ต่อให้หม่ามี้จะต้องพลิกแผ่นดินล่าพวกมัน หม่ามี้ก็จะทำ เพื่อปกป้องโลกทั้งใบของหม่ามี้… โลกที่มีแค่พอร์ชคนเดียว”

ข้างนอก พายุฝนยังคงตกกระหน่ำ แต่วันพรุ่งนี้… ท้องฟ้าของฉันและลูกจะกลับมาสดใสอีกครั้ง ส่วนชีวิตของพวกมันสองคน… ได้ถูกฝังกลบลงในนรกขุมที่ลึกที่สุดเรียบร้อยแล้ว.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *