ก่อนเที่ยงคืน เธอต้องมาคุกเข่าหน้าประตูบ้านฉัน!
I. งานเลี้ยงของคนจอมปลอมและคำสั่งที่ไร้ความปรานี
เสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงคลอไปกับเสียงแก้วแชมเปญคริสตัลที่กระทบกันในห้องบอลรูมของ “The Grand Empyrean” โรงแรมหรูระดับห้าดาวที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางมหานคร วันนี้คืองานเลี้ยงฉลองครบรอบการก่อตั้งโรงแรมและงานวันเกิดของพ่อฉัน แขกเหรื่อระดับมหาเศรษฐีและนักการเมืองต่างมารวมตัวกันอย่างคับคั่ง
ฉันชื่อ “อริสา” ทายาทเพียงคนเดียวของอดีตภรรยาหลวงผู้ล่วงลับ ฉันก้าวเข้าไปในงานด้วยชุดเดรสสีดำเรียบหรู แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้เดินไปทักทายพ่อ ผู้หญิงในชุดราตรีสีแดงสดพร้อมเครื่องเพชรระยิบระยับก็เดินเข้ามาขวางหน้าฉันไว้… “วิชุดา” แม่เลี้ยงวัยคราวพี่ที่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อฮุบสมบัติของตระกูล
วิชุดามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาเหยียดหยาม ก่อนจะปรายตาไปมองพนักงานรักษาความปลอดภัยร่างยักษ์สองคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ
“รปภ. ลากตัวยัยนี่ออกไป” เธอออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชาและเย่อหยิ่ง “งานนี้เป็นงานระดับวีไอพี ฉันไม่อนุญาตให้เด็กก้าวร้าวที่ไม่มีผลประโยชน์กับบริษัทอย่างเธอเข้ามาเหยียบที่นี่”
พ่อของฉันยืนอยู่ไม่ไกล เขามองเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง แต่กลับเบือนหน้าหนีและเลือกที่จะเอาใจภรรยาเด็กของเขา แขกหลายคนเริ่มหันมาซุบซิบและมองมาที่ฉันราวกับตัวตลก
ฉันไม่ได้โวยวาย ไม่ได้กรีดร้อง และไม่ได้โต้เถียงใดๆ ทั้งสิ้น ฉันเพียงแค่ส่งยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก โค้งศีรษะให้วิชุดาเล็กน้อยอย่างมีมารยาท แล้วหมุนตัวเดินออกจากห้องบอลรูมไปอย่างสง่างามท่ามกลางความเงียบงันของคนรอบข้าง
พวกเขากำลังหัวเราะเยาะฉันในใจ… แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่า การไล่ฉันออกจากงานในคืนนี้ คือการนับถอยหลังสู่ความพินาศของพวกเขาทั้งหมด
II. อำนาจที่ถูกซ่อนเร้นใต้โฉนดที่ดิน
เมื่อประตูลิฟต์ปิดลง ฉันเดินตรงไปที่รถลีมูซีนส่วนตัวที่จอดรออยู่หน้าโรงแรม ฉันหยิบไอแพดขึ้นมาและต่อสายตรงหา “ทนายธนินทร์” ทนายความส่วนตัวและผู้ดูแลกองทุนทรัสต์ของแม่ฉัน
วิชุดาและพ่อมักจะลืมความจริงที่สำคัญที่สุดไปข้อหนึ่ง… พวกเขาคิดว่าพ่อคือเจ้าของที่แท้จริงของ The Grand Empyrean แต่ความจริงแล้ว ที่ดินผืนงามที่ตั้งโรงแรมแห่งนี้ เป็นมรดกตกทอดจากตระกูลของแม่ฉัน และแม่ได้ทำพินัยกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมด รวมถึงหุ้นส่วนใหญ่ (Majority Shares) ของโรงแรมให้อยู่ในชื่อของฉันตั้งแต่ฉันอายุ 18 ปี
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันยอมให้พ่อบริหารงานและใช้ชื่อโรงแรมเพื่อรักษาหน้าตาทางสังคม เพราะเห็นแก่ความเป็นพ่อลูก แต่ในเมื่อเขาเลือกที่จะปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นมาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของฉันกลางงานเลี้ยง… สัญญาใจระหว่างเราก็ถือเป็นอันสิ้นสุด
“ทนายธนินทร์ ดำเนินการตามแผนกวาดล้างได้เลยค่ะ” ฉันสั่งการด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท
III. การโอนกรรมสิทธิ์แห่งความพินาศ
ภายในเวลาไม่ถึงยี่สิบนาที ขณะที่รถลีมูซีนกำลังแล่นพากลับไปที่เพนต์เฮาส์ส่วนตัวของฉัน การทำธุรกรรมที่สั่นสะเทือนวงการธุรกิจก็เสร็จสมบูรณ์อย่างเงียบเชียบ
-
ประการแรก: ฉันใช้อำนาจของผู้ถือหุ้นใหญ่และเจ้าของที่ดิน ยกเลิกสัญญาเช่าที่ดินของบริษัทบริหารโรงแรม ส่งผลให้ The Grand Empyrean ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของฉันแต่เพียงผู้เดียวในทันที
-
ประการที่สอง: บัญชีร่วมของบริษัทที่มีเงินหมุนเวียนอยู่ 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณแปดร้อยกว่าล้านบาท) ซึ่งวิชุดากำลังวางแผนจะยักยอกไปลงทุนในธุรกิจส่วนตัวของเธอ ถูกฉันใช้อำนาจประธานกรรมการบริหารลับ โอนถ่ายเข้าสู่บัญชีส่วนตัวของฉันอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ
ตอนนี้ โรงแรมคือของฉัน ที่ดินคือของฉัน และเงินสดทุกเซนต์ก็คือของฉัน วิชุดาและพ่อกลายเป็นเพียงผู้บุกรุกที่กำลังจัดปาร์ตี้อยู่ในบ้านของคนอื่น!
IV. 74 สายที่ไม่ได้รับ
ฉันกลับถึงเพนต์เฮาส์ รินไวน์แดงชั้นดีใส่แก้ว แล้วไปยืนทอดสายตามองแสงไฟของเมืองหลวงจากริมระเบียง สมาร์ทโฟนที่วางอยู่บนโต๊ะกระจกเริ่มสั่นเตือนอย่างบ้าคลั่ง
หน้าจอสว่างวาบโชว์ชื่อของ “พ่อ” สลับกับ “วิชุดา” และ “ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน” ฉันนั่งจิบไวน์และมองดูตัวเลขสายเรียกเข้าที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ… 10 สาย… 35 สาย… 50 สาย… จนกระทั่งตัวเลขหยุดอยู่ที่ 74 สายที่ไม่ได้รับ (Missed Calls)
จากรายงานของสายลับที่ฉันทิ้งไว้ในงานแจ้งว่า เมื่อถึงเวลาที่วิชุดาต้องรูดบัตรองค์กรเพื่อจ่ายค่าแชมเปญและค่าจัดงานเพิ่มเติม บัตรทุกใบของเธอถูกระงับ ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินวิ่งหน้าตั้งเข้าไปกลางงานเพื่อแจ้งข่าวร้ายกับพ่อว่า เงิน 24 ล้านดอลลาร์หายวับไปจากบัญชี และพวกเขาเพิ่งได้รับอีเมลปลดออกจากตำแหน่งบอร์ดบริหาร รวมถึงประกาศขับไล่ออกจากพื้นที่โรงแรมภายใน 24 ชั่วโมง!
งานเลี้ยงสุดหรูพังทลายลงในพริบตา แขกเหรื่อแตกตื่นเมื่อรู้ว่าเจ้าภาพล้มละลายกลางอากาศ
V. เสียงเคาะประตูก่อนเที่ยงคืน
เวลา 23:45 น. เสียงทุบประตูเพนต์เฮาส์ของฉันดังขึ้นอย่างรุนแรงและร้อนรน บอดี้การ์ดของฉันเปิดประตูออก ปรากฏร่างของวิชุดาในชุดราตรีสีแดงที่ตอนนี้ยับยู่ยี่ เครื่องสำอางที่เคยเป๊ะบัดนี้เลอะเทอะไปด้วยคราบน้ำตา ข้างๆ เธอคือพ่อของฉันที่หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ
“อริสา! แกทำบ้าอะไรลงไป! คืนเงิน 24 ล้านดอลลาร์และโรงแรมมาให้ฉันเดี๋ยวนี้!” วิชุดากรีดร้องและพยายามจะพุ่งเข้ามาหาฉัน แต่ถูกบอดี้การ์ดร่างยักษ์ขวางไว้
ฉันวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะ ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนและเดินเข้าไปหาเธอด้วยท่วงท่าที่สง่างามเหนือกว่า “คืนให้คุณงั้นเหรอคะ?” ฉันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบ “วิชุดา… คุณคงลืมไปว่าที่ดินผืนนั้นเป็นชื่อของฉัน โรงแรมนั้นสร้างบนสิทธิ์ของฉัน และเงินในบัญชีนั้นก็เป็นผลกำไรจากบริษัทที่ฉันถือหุ้นใหญ่ ฉันแค่เอา ‘ของของฉัน’ กลับคืนมา… มันผิดตรงไหนคะ?”
พ่อก้าวออกมาข้างหน้า แววตาเต็มไปด้วยการอ้อนวอน “อริสา ลูกทำแบบนี้กับพ่อไม่ได้นะ ถ้าไม่มีเงินก้อนนั้น พ่อกับวิชุดาจะล้มละลาย เราจะไม่มีที่อยู่นะลูก!”
ฉันหันไปมองผู้ชายที่เห็นผู้หญิงคนอื่นดีกว่าลูกตัวเอง แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความสงสารใดๆ ทั้งสิ้น “ตอนที่คุณปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้สั่งยามโยนฉันออกจากงาน คุณก็ไม่ได้เห็นฉันเป็นลูกนี่คะ คุณพ่อ? พวกคุณอยากได้งานเลี้ยงที่ไม่มีฉัน ฉันก็จัดให้แล้วไงคะ… งานเลี้ยงที่ไม่มีฉัน แต่ก็ไม่มีเงินและไม่มีโรงแรมของพวกคุณอีกต่อไปเช่นกัน”
วิชุดาทรุดตัวลงกองกับพื้น ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างไร้ศักดิ์ศรี ความเย่อหยิ่งที่เธอเคยแสดงออกเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี
“รปภ. คะ…” ฉันเอ่ยขึ้นเบาๆ เลียนแบบน้ำเสียงและคำพูดของวิชุดาในงานเลี้ยงเป๊ะๆ พร้อมกับปรายตามองบอดี้การ์ดของฉัน “ลากตัวพวกเขากลับไปที่ถนนค่ะ ที่นี่เป็นเพนต์เฮาส์ส่วนตัว ฉันไม่อนุญาตให้คนที่ไม่มีผลประโยชน์มาเหยียบย่ำ”
ประตูบานใหญ่ปิดลงพร้อมกับเสียงกรีดร้องอย่างสิ้นหวังของวิชุดา พวกเขาบอกว่าการแก้แค้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี… แต่สำหรับฉัน การลากคนที่เหยียบย่ำเราให้ลงไปนอนคลุกฝุ่นด้วยสติปัญญาและกฎหมาย มันคือค่ำคืนที่แสนหวานและสมบูรณ์แบบที่สุดในชีวิต!
