หยามฉันว่าจนไม่พอ ยังด่าลูกฉันว่าไร้ค่า!
I. แขกที่ไม่ได้รับความต้อนรับ
เสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงคลอเคล้าไปกับแสงไฟแชนเดอเลียร์ระยิบระยับในห้องบอลรูมของโรงแรมหรูระดับห้าดาว วันนี้คืองานแต่งงานของ “นลินี” น้องสาวแท้ๆ ของฉัน ผู้ซึ่งสอบผ่านการคัดเลือกเป็นสะใภ้ของ “เอก” นักธุรกิจหนุ่มที่ใครๆ ก็ลือกันว่าร่ำรวยมหาศาล
ฉันชื่อ “ลลิล” เป็นเพียงซิงเกิลมัมที่เลี้ยงดู “น้องพิมพ์” ลูกสาววัย 8 ขวบมาเพียงลำพัง หลังจากหย่าขาดจากอดีตสามีที่ทิ้งหนี้สินไว้ให้ ฉันก้มหน้าก้มตาทำงานหนักจนเปิดร้านเบเกอรี่เล็กๆ เป็นของตัวเองได้ แม้จะไม่ได้ร่ำรวยฟู่ฟ่า แต่เราสองแม่ลูกก็ไม่เคยเดือดร้อนใคร
ทว่าในสายตาของครอบครัว… ฉันคือความด่างพร้อย
“นี่แกกล้าใส่ชุดราคาถูกๆ แบบนี้มางานแต่งงานระดับประเทศของฉันเหรอ ลลิล?” เสียงแหลมปรี๊ดของนลินีดังก้องขึ้นขณะที่ฉันกำลังจูงมือน้องพิมพ์เดินเข้าหน้างาน นลินีในชุดเจ้าสาวฟูฟ่องประดับลูกไม้ฝรั่งเศสปรายตามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความรังเกียจ
“ผัวก็ไม่มีควงมาแถมยังหอบ ‘ภาระที่ไม่มีประโยชน์’ มาเดินเกะกะในงานฉันอีก รู้ไหมว่าแขกวันนี้มีแต่ระดับวีไอพี ถ้าพวกเขารู้ว่าฉันมีพี่สาวจนๆ เป็นแม่ม่ายลูกติด ฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!”
“น้าเนยคะ หนูไม่ใช่ภาระนะคะ หนูมาแสดงความยินดีกับน้าเนย” น้องพิมพ์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงใสซื่อและพยายามยื่นกล่องของขวัญที่ฉันตั้งใจอบคุกกี้สูตรพิเศษมาให้
เพี๊ยะ! นลินีปัดกล่องของขวัญในมือเด็กน้อยตกลงพื้นจนคุกกี้แตกกระจาย “ใครอยากกินขนมชั้นต่ำของพวกแก! ขยะชัดๆ!”
“เนย! ทำไมทำกับหลานแบบนี้!” ฉันรีบดึงน้องพิมพ์เข้ามากอด แววตาของฉันเริ่มมีน้ำตาแห่งความโกรธเอ่อล้น
“เนยพูดถูกแล้วลลิล” เสียงเย็นชาของ ‘คุณแม่มยุรา’ ผู้เป็นแม่แท้ๆ ของฉันดังขึ้นจากด้านหลัง ท่านเดินเข้ามาในชุดไหมไทยราคาแพงระยับ “แกพาลูกของแกไปนั่งหลบมุมที่โต๊ะหลังสุดติดประตูห้องน้ำนู่นเลยนะ และจำไว้… ไม่ต้องเสนอหน้ามาถ่ายรูปครอบครัวหน้าแบ็คดร็อป! หน้าตาหมองๆ จืดชืดของแก จะทำให้รูปถ่ายงานแต่งลูกสาวคนโปรดของฉันดรอปลงไปเปล่าๆ”
คำพูดของคนเป็นแม่เปรียบเสมือนมีดกรีดลงกลางหัวใจ ฉันสูดลมหายใจลึกๆ พยายามกลั้นน้ำตาเพื่อไม่ให้ลูกสาวเห็นความอ่อนแอ “เข้าใจแล้วค่ะคุณแม่… ลลิลจะไปนั่งเงียบๆ ไม่ให้เกะกะสายตาใคร”
ฉันจูงมือน้องพิมพ์เดินฝ่าสายตาดูถูกของญาติพี่น้อง ไปนั่งที่โต๊ะมุมอับที่สุดของงาน โดยไม่รู้เลยว่า… แววตาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบที่กำมือแน่นอยู่ข้างกายฉันนั้น ไม่ได้มีความหวาดกลัวอยู่เลย มีเพียงความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะปกป้องผู้เป็นแม่!
II. เซอร์ไพรส์ที่ไม่มีใครคาดคิด
พิธีการบนเวทีดำเนินไปอย่างหรูหราอลังการ พิธีกรกล่าวเชิดชูความรักที่แสนจะเพียบพร้อมของเจ้าบ่าวเจ้าสาว เอกและนลินียืนส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้กล้องราวกับกิ่งทองใบหยก
“และลำดับต่อไปครับ ขอเชิญแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน รับชมวิดีโอพรีเซนเทชั่น เส้นทางรักอันแสนโรแมนติกของคู่บ่าวสาวครับ!” พิธีกรประกาศเสียงดังกังวาน
ไฟในห้องบอลรูมหรี่ลงจนมืดสนิท… แต่แทนที่วิดีโอพรีเซนเทชั่นจะเริ่มฉาย จู่ๆ เสียงไมโครโฟนก็ดังหวีดขึ้นกลางเวที
ไฟสปอตไลต์ดวงหนึ่งสว่างวาบ ฉายไปที่กลางเวที… ปรากฏร่างเล็กๆ ของ น้องพิมพ์ ยืนถือไมโครโฟนอยู่อย่างกล้าหาญ! (ฉันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ น้องพิมพ์หายไปจากโต๊ะตั้งแต่เมื่อไหร่?!)
“สวัสดีค่ะแขกทุกท่าน หนูชื่อพิมพ์ เป็นหลานสาวของคุณน้านลินีค่ะ” เสียงเล็กๆ ของเด็กหญิงวัย 8 ขวบดังก้องไปทั่วห้องบอลรูม “เมื่อกี้คุณยายและคุณน้าบอกว่า หนูและคุณแม่เป็นพวกไม่มีประโยชน์ และหน้าตาของเราจะทำให้งานแต่งงานนี้แปดเปื้อน…”
แขกในงานเริ่มซุบซิบกันดังอื้ออึง นลินีหน้าซีดเผือด รีบหันไปตวาดใส่พนักงาน “ใครปล่อยให้เด็กบ้าบ้านี่ขึ้นไปบนเวที! ลากตัวมันลงมาเดี๋ยวนี้!”
“แต่ก่อนที่หนูจะลงไป…” น้องพิมพ์พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบเกินเด็ก “หนูมีของขวัญชิ้นพิเศษที่เพิ่ง ‘บังเอิญ’ อัดไว้ได้ตอนเดินไปเข้าห้องน้ำหลังเวทีเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว มามอบให้คุณน้าค่ะ… พี่คะ เปิดคลิปจากแฟลชไดร์ฟของหนูเลยค่ะ!”
ปรากฏว่าก่อนหน้านี้ น้องพิมพ์ได้เดินไปที่โต๊ะควบคุมเครื่องเสียง และส่งแฟลชไดร์ฟให้พนักงานโดยหลอกว่าเป็น ‘เซอร์ไพรส์พิเศษจากเจ้าบ่าว’
III. ความลับหลังม่านวิวาห์
จอโปรเจกเตอร์ขนาดยักษ์สว่างขึ้น… ภาพที่ปรากฏไม่ใช่พรีเซนเทชั่นงานแต่ง แต่เป็นภาพจากกล้องวิดีโอโทรศัพท์มือถือที่ถูกแอบถ่ายบริเวณมุมอับของระเบียงบันไดหนีไฟหลังห้องแต่งตัว!
ในคลิปนั้น ปรากฏใบหน้าของ เอก (เจ้าบ่าว) กำลังยืนกอดจูบอย่างดูดดื่มกับ แอนนา เพื่อนเจ้าสาวคนสนิทของนลินี!
“เอกคะ… แอนนาทนดูคุณสวมแหวนให้นังเนยไม่ได้จริงๆ นะ” แอนนาในคลิปพูดพร้อมกับซบลงบนอกเจ้าบ่าว “โธ่ ที่รัก อดทนหน่อยสิครับ” เสียงเอกหัวเราะอย่างชั่วร้าย “คุณก็รู้ว่าผมล้มละลาย ติดหนี้พนันบอลตั้งสามสิบล้าน ที่ผมยอมทนปั้นหน้าแต่งงานกับนังเนยผู้หญิงสมองกลวงคนนี้ ก็เพราะหวังจะหลอกให้แม่ของมันโอนโฉนดที่ดินคฤหาสน์มาเป็นชื่อนังเนยเพื่อทำเรือนหอ พอได้โฉนดมา ผมก็จะเอาไปจำนองล้างหนี้ แล้วเราค่อยหอบเงินหนีไปเสวยสุขด้วยกันไงล่ะ!”
“นังเนยมันโง่จริงๆ ด้วย คิดว่าตัวเองได้ผัวรวย ฮ่าๆๆ”
คลิปวิดีโอจบลง… พร้อมกับความเงียบสงัดที่น่าสะพรึงกลัวปกคลุมไปทั่วทั้งห้องบอลรูม
IV. งานวิวาห์หรือลานประหาร
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด!” เสียงกรีดร้องของนลินีทำลายความเงียบ เธอหันขวับไปมองเอกที่ตอนนี้หน้าซีดเป็นไก่ต้ม ขาทั้งสองข้างสั่นพั่บๆ ร่างกายของเขาราวกับถูกแช่แข็ง
เพี๊ยะ!! เพี๊ยะ!! นลินีพุ่งเข้าไปตบหน้าเอกซ้ายขวาอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะหันไปกระชากหัวแอนนา เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดที่ยืนอยู่หน้าเวทีจนล้มลุกคลุกคลาน “อีเพื่อนเลว! ไอ้ผู้ชายสารเลว! พวกแกหลอกฉัน!”
คุณแม่มยุราที่นั่งอยู่โต๊ะวีไอพีด้านหน้าสุด เอามือทาบอก ดวงตาเบิกโพลง “ท-ที่ดินคฤหาสน์… แกตั้งใจจะฮุบสมบัติของฉันเหรอไอ้เอก!” พูดจบ คุณแม่ก็หน้ามืดและเป็นลมล้มพับตกจากเก้าอี้ไปทันที ญาติๆ ต้องรีบพยุงและเรียกคารถพยาบาลกันจ้าละหวั่น
แขกวีไอพี นักธุรกิจ และสื่อมวลชนที่มาร่วมงานต่างหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิปและกดชัตเตอร์กันรัวๆ งานแต่งงานที่แสนจะฟู่ฟ่าหรูหรา กลายเป็นลานประจานความโง่เขลาและความเน่าเฟะของครอบครัวที่ดูถูกฉันเมื่อชั่วโมงที่แล้ว
V. รอยยิ้มของผู้ชนะ
ท่ามกลางความวุ่นวาย โกลาหล และการตบตีกันบนเวที ฉันลุกขึ้นยืนด้วยความสง่างาม เดินตรงไปที่หน้าเวทีและอ้าแขนรับน้องพิมพ์ที่เพิ่งเดินลงมาตามบันได
“เก่งมากค่ะลูกสาวของแม่” ฉันหอมแก้มเด็กน้อยที่ฉลาดและกล้าหาญที่สุดในโลก
เอกพยายามจะคลานเข้ามาจับข้อเท้าของฉันเพื่อขอร้อง “ล-ลลิล ช่วยผมด้วย บอกพวกเขาทีว่าคลิปนี้เป็นของปลอม!”
ฉันปัดเท้าหนีด้วยความขยะแขยง มองดูครอบครัวที่กำลังพังทลายลงด้วยผลแห่งกรรมของพวกเขาก่อนจะเหยียดยิ้มเย็นชา “ของปลอมหรือเปล่า คงต้องไปอธิบายกับทนายและเจ้าหน้าที่ตำรวจเอานะคะ เพราะดูเหมือนเจ้าหนี้พนันของคุณคงกำลังเดินทางมาทวงเงินถึงที่นี่แล้ว”
ฉันหันไปมองนลินีที่กำลังนั่งทรุดอยู่บนพื้น ร้องไห้ฟูมฟายจนมาสคาร่าไหลเยิ้มเปื้อนชุดเจ้าสาวราคาแพง “เป็นไงล่ะเนย? ชุดซอมซ่อของพี่และหลานที่ไม่มีประโยชน์คนนี้… ดูเหมือนจะช่วยรักษาโฉนดที่ดินของครอบครัวเราไว้ได้นะ หวังว่ารูปถ่ายงานแต่งวันนี้ของเธอ… จะออกมาสวยสมใจเธอนะจ๊ะ”
ฉันพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะจูงมือน้องพิมพ์ หันหลังเดินออกจากห้องบอลรูมที่กำลังลุกเป็นไฟอย่างสง่างาม ไม่หันกลับไปมองเศษซากความพินาศของคนที่เคยกดหัวพวกเราอีกเลย
คืนนั้น… สองแม่ลูกเดินกลับบ้านพร้อมกับรอยยิ้มที่เบิกบานที่สุดในชีวิต เพราะบางครั้ง “ขยะ” ในสายตาของคนใจร้าย ก็คือ “เพชรเม็ดงาม” ที่พร้อมจะสะท้อนแสงบาดตาพวกคนตาบอดให้มืดบอดไปตลอดกาล!
