“เงื่อนไขสุดท้าย” ที่บดขยี้ครอบครัวทรยศให้จมดิน
ในวันเกิดครบรอบอายุ 18 ปีของฉัน แทนที่จะได้เป่าเค้กหรือได้รับคำอวยพรเหมือนวัยรุ่นคนอื่นๆ ฉันกลับยืนกำซองจดหมายจาก มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ไว้แน่นด้วยมือที่สั่นเทา น้ำตาแห่งความปีติเอ่อคลอเบ้า เมื่อเห็นคำว่า ‘ยินดีด้วย คุณผ่านการคัดเลือก’
ฉันวิ่งลงบันไดไปที่ห้องนั่งเล่น หวังจะแบ่งปันความสำเร็จที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและการอดหลับอดนอนตลอดหลายปีให้กับครอบครัว
แต่คำพูดที่หลุดออกจากปากของ “ภพธร” พ่อบังเกิดเกล้าของฉัน กลับกลายเป็นมีดที่กรีดลงกลางใจ
“ยกที่เรียนนั้น… พร้อมกับเงินทุนการศึกษาของแกให้ ‘เจ’ ซะ” พ่อพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความยินดีใดๆ ในดวงตา “ส่วนแกเรียนเก่งอยู่แล้ว จะไปเรียนที่ไหนก็ได้ ก็ไปทำเรื่องกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (กยศ.) เอาเองแล้วกัน”
ฉันเบิกตากว้าง ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง เจ หรือ จิรายุทธ คือลูกติดของแม่เลี้ยง วันๆ เอาแต่ปาร์ตี้และผลาญเงิน ไม่เคยสนใจการเรียน แล้วพ่อจะให้ฉันสละสิทธิ์และเงินก้อนสุดท้ายที่เป็นของฉันให้เขางั้นหรือ?
“วันดา” แม่เลี้ยงของฉันที่นั่งจิบชาอยู่ข้างๆ เหยียดยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนจะพูดเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงดัดจริตว่า “เจเขาสมควรได้รับโอกาสนี้นะณิชา ลูกก็รู้ว่าน้องหัวไม่ค่อยไว ถ้าน้องได้โปรไฟล์ของมหาวิทยาลัยระดับโลกมาประดับบาร์ อนาคตครอบครัวเราก็จะสบาย ส่วนลูกน่ะเก่งอยู่แล้ว… เสียสละให้น้องหน่อยไม่ได้หรือไงจ๊ะ?”
ฉันพยายามอธิบาย ร้องขอ และทวงถามถึงความยุติธรรม แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือการถูกตะเพิดไล่ออกจากบ้านในคืนนั้น พ่อประกาศกร้าวว่าถ้าฉันไม่ยอมทำตาม ก็ไม่ต้องมาเรียกเขาว่าพ่ออีก
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของฝันร้าย
สามสัปดาห์ต่อมา…
ฝนตกหนักจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า ฉันนอนขดตัวด้วยความหนาวเหน็บอยู่เบาะหลังของรถอีโค่คาร์คันเก่าๆ ที่เป็นสมบัติชิ้นเดียวที่เหลือติดตัว ฉันไม่มีบ้านให้กลับ ไม่มีเงินพอจะเช่าหอพัก ต้องอาศัยห้องน้ำปั๊มในการล้างหน้าแปรงฟัน
ก๊อก… ก๊อก…
เสียงเคาะกระจกรถดังขึ้นฝ่าเสียงฝน ฉันสะดุ้งตื่นและมองผ่านกระจกที่ฝ้ามัว เห็นชายวัยกลางคนในชุดสูทสีดำสนิทกางร่มยืนอยู่ ฉันลดกระจกลงเล็กน้อยด้วยความระแวง
“คุณณิชาใช่ไหมครับ?” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ผมคือ ทนายธนา เป็นทนายประจำตัวของ คุณหญิงญาดา… คุณย่าของคุณครับ”
ฉันชะงักไป คุณย่าเสียชีวิตไปเมื่อสองปีก่อน ท่านเป็นคนเดียวในครอบครัวที่รักและเอ็นดูฉัน แต่หลังจากท่านจากไป พ่อและแม่เลี้ยงก็ฮุบสมบัติทุกอย่างไปหน้าตาเฉย
ทนายธนายื่นซองเอกสารสีน้ำตาลที่ถูกปิดผนึกด้วยครั่งสีแดงมาให้ฉัน “คุณย่าของคุณได้ทำพินัยกรรมลับไว้ฉบับหนึ่ง โดยระบุว่าให้เปิดอ่านได้ก็ต่อเมื่อคุณอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ และต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ ‘ถูกทอดทิ้ง’ เท่านั้น”
ทนายความเว้นจังหวะ ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้หัวใจฉันเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก…
“คุณย่าได้ทิ้งอพาร์ตเมนต์หรูระดับซูเปอร์ลักชัวรีใจกลางย่านสุขุมวิท พร้อมกับเงินสดในบัญชีอีก 2 ล้านดอลลาร์ (ราว 70 ล้านบาท) ไว้ให้คุณ… แต่มี ‘เงื่อนไข’ เพียงข้อเดียวครับ”
ฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “เงื่อนไขอะไรคะ?”
ทนายธนาดันแว่นตาของเขาเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด
“เงื่อนไขข้อเดียวนั้นคือ… คุณต้องใช้อำนาจในฐานะเจ้าของตึกคนใหม่ ‘ขับไล่’ ผู้เช่าที่อาศัยอยู่ในเพนต์เฮาส์ชั้นบนสุด ซึ่งก็คือ คุณภพธร และ คุณวันดา ออกจากตึกภายใน 24 ชั่วโมง โดยห้ามมอบเงินชดเชยให้พวกเขาแม้แต่สตางค์แดงเดียว… หากคุณทำได้ ทรัพย์สินทั้งหมดจะเป็นของคุณโดยสมบูรณ์”
เงื่อนไขเดียวข้อนั้น… ได้เปลี่ยนชีวิตของฉันไปตลอดกาล
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ เพนต์เฮาส์หรูใจกลางสุขุมวิท
พ่อ, วันดา และเจ กำลังนั่งทานอาหารเช้ากันอย่างมีความสุขบนโต๊ะอาหารหินอ่อนที่นำเข้าจากอิตาลี พวกเขากำลังพูดคุยถึงแผนการส่งเจไปเรียนต่อต่างประเทศด้วยเงินที่เคยควรจะเป็นของฉัน
ปัง!
ประตูไม้บานใหญ่ถูกเปิดออกอย่างแรงโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของตึก ตามด้วยฉันที่เดินก้าวเข้ามาด้วยชุดสูทสีขาวสะอาดตา ขนาบข้างด้วยทนายธนาและเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนาย
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! แกเข้ามาที่นี่ได้ยังไง นังณิชา! รปภ. ปล่อยให้มันเข้ามาได้ยังไง!” วันดากรีดร้องลั่น
พ่อของฉันลุกขึ้นยืนชี้หน้าด่าทันที “แกยังกล้าเสนอหน้ามาที่นี่อีกเหรอ! ออกไปเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ฉันจะให้ตำรวจลากคอแกออกไป!”
ฉันไม่ตอบโต้ แต่พยักหน้าให้ทนายธนา ทนายความก้าวออกมาข้างหน้าและชูเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ขึ้น
“ต้องขออภัยด้วยครับคุณภพธร แต่ทางเราคงต้องเป็นฝ่ายเชิญคุณออกไป… ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป คุณณิชา คือเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวของตึกแห่งนี้ รวมถึงเพนต์เฮาส์ที่คุณกำลังยืนอยู่ด้วย ตามพินัยกรรมของคุณหญิงญาดา”
ใบหน้าของพ่อซีดเผือดลงทันที ส่วนวันดาอ้าปากค้างจนแทบจะหุบไม่ลง
“ม… ไม่จริง! แม่ตายไปตั้งนานแล้ว ทรัพย์สินพวกนี้ตกเป็นของฉันในฐานะลูกชายสิ!” พ่อตะกุกตะกัก
“คุณหญิงญาดาได้โอนกรรมสิทธิ์ตึกนี้เข้ากองทุนส่วนตัวไว้ก่อนเสียชีวิตครับ และระบุชัดเจนว่าผู้รับผลประโยชน์คือคุณณิชาเท่านั้น ตอนนี้… พวกคุณคือผู้บุกรุก” ทนายธนาตอกกลับอย่างเยือกเย็น
ฉันเดินเข้าไปใกล้โต๊ะอาหาร มองหน้าคนที่เรียกตัวเองว่าพ่อ และแม่เลี้ยงที่เคยเสแสร้งทำตัวสูงส่ง รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของฉัน
“เมื่อสามอาทิตย์ก่อน พ่อบอกให้หนูยกอนาคตของหนูให้เจ… แล้วให้หนูไปหาทางเอาตัวรอดเอง” ฉันก้มลงกระซิบที่ข้างหูพ่อเบาๆ “วันนี้หนูเลยจะมอบบทเรียนแบบเดียวกันคืนให้พ่อบ้าง”
ฉันยืดตัวขึ้นและประกาศเสียงดังฟังชัด
“ฉันขอใช้อำนาจในฐานะเจ้าของตึก สั่งให้พวกคุณเก็บข้าวของและไสหัวออกไปจากที่นี่ภายใน 1 ชั่วโมง! อ้อ… แล้วอย่าหวังว่าจะได้เงินสงเคราะห์จากฉันแม้แต่บาทเดียวนะคะ เพราะสิทธิ์ของพวกคุณ… ฉัน ‘ยกให้’ หมาจรจัดหน้าตึกไปหมดแล้ว”
พ่อทรุดตัวลงกับเก้าอี้ หมดสิ้นซึ่งมาดผู้นำ วันดาร้องไห้โฮกอดลูกชายที่ทำหน้าเลิ่กลั่กทำอะไรไม่ถูก พวกเขาพยายามจะอ้อนวอน ขอร้อง และอ้างถึงสายเลือด… แต่สำหรับฉัน สายเลือดนั้นมันถูกตัดขาดไปตั้งแต่วันที่ฉันถูกไล่ให้ไปนอนตากฝนในรถแล้ว
ฉันหันหลังเดินออกจากเพนต์เฮาส์โดยไม่หันกลับไปมองเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ดังตามหลังมา
อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ฉันกำลังจะก้าวเข้าสู่รั้วสแตนฟอร์ด ในฐานะทายาทเศรษฐีหน้าใหม่ที่สร้างอนาคตด้วยสองมือของตัวเอง ส่วนพวกเขา… ก็คงต้องไปกู้เงินเพื่อประทังชีวิต เอาเองแล้วล่ะ.
