งทิ้งหลานทั้ง 8 ให้ฉันรับกรรม… สู่บทเรียนราคาแพงที่พวกมันจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต!
I. ความเสียสละที่ถูกมองข้าม
ฉันชื่อ “อารยา” หญิงม่ายวัย 62 ปี ผู้ใช้เวลาทั้งชีวิตทุ่มเทให้กับคำว่า ‘ครอบครัว’ ตั้งแต่สามีจากไป ฉันก็รับหน้าที่เป็นเสาหลัก ดูแลกิจการร้านทองจนส่งลูกทั้งสามคน—กวิน, พิมพิกา และ เตชินท์—เรียนจบเมืองนอกเมืองนาและมีครอบครัวที่สุขสบาย
เมื่อพวกเขาแต่งงานและมีลูก รวมแล้วฉันมีหลานถึง 8 คน บ้านหลังใหญ่ของฉันจึงกลายเป็น ‘สถานรับเลี้ยงเด็กฟรี’ ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์หรือปิดเทอม ลูกๆ มักจะเอาหลานมาฝากไว้ โดยอ้างว่า “คุณแม่จะได้ไม่เหงาไงคะ” ฉันยอมเหนื่อย ยอมอดหลับอดนอนดูแลสายเลือดของตัวเองด้วยความรัก โดยไม่เคยเรียกร้องเงินทองหรือคำขอบคุณใดๆ
จนกระทั่ง… หนึ่งสัปดาห์ก่อนเทศกาลคริสต์มาส ความจริงอันโหดร้ายก็ตบหน้าฉันอย่างจัง
II. ความลับหลังบานประตู
วันนั้นเป็นบ่ายวันอาทิตย์ ฉันเพิ่งอบคุกกี้เสร็จและกำลังจะยกไปให้ลูกๆ ที่นั่งคุยกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่น แต่เมื่อเดินไปถึงหน้าประตู ฉันกลับได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักและบทสนทนาที่ทำให้หัวใจของคนเป็นแม่แตกสลาย
“พี่กวินจองตั๋วไปฮอกไกโดเรียบร้อยแล้วใช่ไหม? พิมไม่อยากพลาดทริปเล่นสกีปีนี้นะ” เสียงพิมพิกาเอ่ยถามพี่ชายอย่างตื่นเต้น
“เรียบร้อย! ทั้งตั๋วทั้งโรงแรมระดับห้าดาว เราสามพี่น้องไปเที่ยวกันให้สุดเหวี่ยงไปเลย ไม่ต้องมีเด็กๆ ไปคอยกวนใจ” กวินตอบอย่างอารมณ์ดี
“แล้วเด็กๆ ตั้ง 8 คนล่ะเฮีย จะเอาไปไว้ไหน? จ้างพี่เลี้ยงช่วงเทศกาลแพงหูฉี่เลยนะ” เตชินท์น้องคนเล็กแย้งขึ้น
“ก็เอาไปทิ้งไว้ให้แม่สิ!” กวินหัวเราะร่วน “แกจะไปกลัวอะไร แม่เขาไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว วันๆ ก็เอาแต่รดน้ำต้นไม้กับดูทีวี โยนเด็กๆ ให้แกเลี้ยงนั่นแหละ แกชอบจะตาย ไม่ต้องเสียเงินจ้างพี่เลี้ยงสักบาท แถมเรายังได้ไปเที่ยวแบบผัวเมียวัยรุ่นด้วย… แค่แกล้งบอกว่าเราติดประชุมด่วนที่ต่างประเทศ แม่ก็เชื่อสนิทใจแล้ว!”
“จริงด้วยเฮีย! แม่น่ะหัวอ่อนจะตาย แค่อ้อนนิดอ้อนหน่อยก็ยอมหมดแล้ว” พิมพิกาเสริมพร้อมกับเสียงหัวเราะของทั้งสามคน
ถาดคุกกี้ในมือฉันสั่นกึก… น้ำตาที่ควรจะไหลกลับเหือดแห้งไปในพริบตา พวกเขามองความเสียสละของฉันเป็นความโง่เขลา มองฉันเป็นเพียง ‘เครื่องจักรเลี้ยงเด็กฟรี’ ที่ไร้ค่าและไม่มีหัวจิตหัวใจ
ความรักและความเมตตาที่ฉันมีให้ ถูกเหยียบย่ำด้วยความเห็นแก่ตัวของลูกที่ฉันเบ่งออกมาเอง!
III. แผนตอกกลับที่ไม่มีวันลืม
ฉันถอยหลังกลับเข้าครัว วางถาดคุกกี้ลงอย่างเงียบเชียบที่สุด ความเศร้าเสียใจถูกแทนที่ด้วยความโกรธและความเด็ดขาด… ถ้าพวกเขากล้าทำตัวไร้ความรับผิดชอบและเห็นแก่ตัวขนาดนี้ ฉันก็จะมอบ ‘ของขวัญคริสต์มาส’ ที่พวกเขาจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต!
ในวันรุ่งขึ้น ฉันจัดการทุกอย่างด้วยความรวดเร็วและเงียบเชียบ:
-
จองตั๋วเรือสำราญ: ฉันติดต่อบริษัททัวร์ จองทริปล่องเรือสำราญสุดหรูรอบยุโรปเป็นเวลา 2 เดือนเต็ม โดยจะเดินทางในเช้าตรู่ของวันที่พวกเขานัดหมายจะเอาเด็กๆ มาทิ้งไว้
-
ปิดคฤหาสน์: ฉันสั่งให้บริษัทรักษาความปลอดภัยมาเปลี่ยนระบบรหัสผ่านประตูทั้งหมด และล็อกบ้านทุกบานอย่างแน่นหนา
-
อายัดบัตรเครดิต: บัตรเครดิตเสริมทุกใบที่ฉันเคยเปิดไว้ให้ลูกๆ ทั้งสามคนใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย ถูกสั่งระงับการใช้งานทันที
-
ติดต่อทนายความ: ฉันเรียกทนายประจำตระกูลมาเพื่อปรับเปลี่ยนพินัยกรรมใหม่ทั้งหมด
ฉันเก็บกระเป๋าเดินทางด้วยหัวใจที่เบิกบานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ที่ฉันจะได้ใช้ชีวิตเพื่อ ‘ตัวเอง’ อย่างแท้จริง
IV. ของขวัญใต้ต้นคริสต์มาสแห่งความพินาศ
เช้าวันที่ 24 ธันวาคม… วันที่ลูกๆ ทั้งสามคนวางแผนจะบินไปฮอกไกโดในตอนบ่าย
กวิน พิมพิกา และเตชินท์ ขับรถมาจอดที่หน้าคฤหาสน์ของฉัน พร้อมกับเด็กๆ ทั้ง 8 คนและกระเป๋าสัมภาระใบใหญ่ พวกเขากดกริ่งหน้าบ้านซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ประตูรั้วเหล็กดัดกลับปิดสนิท ไม่มีใครออกมาต้อนรับ
“แม่ไปไหนเนี่ย! ทำไมไม่เปิดประตู โทรไปก็ไม่ติด เครื่องจะออกบ่ายนี้แล้วนะ!” กวินโวยวายอย่างหัวเสีย
ทันใดนั้น พนักงานรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านก็ขี่จักรยานยนต์เข้ามา พร้อมกับยื่น ‘ซองจดหมายสีแดง’ ให้กับกวิน
“คุณผู้หญิงฝากสิ่งนี้ไว้ให้พวกคุณครับ ท่านเดินทางออกจากบ้านไปตั้งแต่ตีห้าแล้วครับ”
กวินรีบฉีกซองจดหมายออก พิมพิกาและเตชินท์ชะโงกหน้าเข้ามาดู เนื้อความในจดหมายเขียนด้วยลายมืออันคุ้นเคยของฉัน…
“ถึง กวิน, พิมพิกา และ เตชินท์… ลูกที่น่ารักของแม่
แม่บังเอิญได้ยินแผนการไปเที่ยวฮอกไกโดของพวกลูกแล้วล่ะ ฟังดูน่าสนุกดีนะ แต่แม่มาคิดดูแล้ว… แม่อายุ 62 ปีแล้ว จะให้มานั่งเลี้ยงเด็ก 8 คนในวันคริสต์มาสก็คงจะไม่ไหว แม่เลยตัดสินใจให้รางวัลตัวเองด้วยการไปล่องเรือสำราญที่ยุโรปสัก 2 เดือน
อ้อ… บัตรเครดิตทุกใบแม่ระงับการใช้งานแล้วนะจ๊ะ เพราะพวกลูกคงรวยพอที่จะไปเที่ยวหรูๆ โดยทิ้งภาระไว้ให้คนแก่ได้ ก็คงมีเงินจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินและค่าโรงแรมเองทั้งหมด ส่วนเด็กๆ ทั้ง 8 คน… แม่ขอให้พวกลูกสนุกกับการเลี้ยงลูกของตัวเองในช่วงวันหยุดยาวนี้นะ!
ปล. แม่เพิ่งคุยกับทนายเรื่องพินัยกรรมใหม่ ถ้าพวกลูกยังทำตัวเห็นแก่ตัวและไม่รู้จักโตแบบนี้ สมบัติทั้งหมดแม่จะบริจาคให้มูลนิธิเด็กกำพร้าแทน
เมอร์รี่คริสต์มาสจ้ะ!
จาก… แม่ (ผู้ไม่ใช่เครื่องจักรเลี้ยงเด็กของพวกแก)”
V. อิสรภาพที่หอมหวาน
“ไม่จริงน่า! บัตรเครดิตโดนอายัด! ค่าโรงแรมที่ญี่ปุ่นเรายังไม่ได้รูดจ่ายเลยนะเฮีย!” พิมพิกากรีดร้องเสียงหลง เมื่อลองเช็กแอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือ
“เวรเอ๊ย! ตั๋วเครื่องบินก็คืนเงินไม่ได้ จ้างพี่เลี้ยงตอนนี้ก็ไม่มีใครรับแล้ว!” กวินสบถอย่างหัวเสีย ใบหน้าของเขาซีดเผือดเมื่อมองไปที่ลูกๆ และหลานๆ ทั้ง 8 คนที่กำลังวิ่งซนและร้องไห้งอแงอยู่หน้าประตูบ้านที่ถูกล็อกอย่างแน่นหนา
พวกเขาต้องสูญเงินค่าตั๋วเครื่องบินนับแสนบาท ทริปเล่นสกีในฝันพังทลายลงไม่เป็นท่า และต้องกลับไปเผชิญหน้ากับความวุ่นวายของการเลี้ยงเด็ก 8 คนด้วยตัวเองตลอดช่วงเทศกาล โดยไม่มีบัตรเครดิตของแม่คอยซัพพอร์ตอีกต่อไป
ในขณะที่ลูกๆ กำลังยืนกุมขมับอยู่หน้าคฤหาสน์ที่ว่างเปล่า…
ณ ท่าเรือในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ฉันกำลังนั่งจิบแชมเปญชั้นเลิศอยู่บนระเบียงห้องสวีทของเรือสำราญสุดหรู สายลมเย็นๆ พัดผ่านใบหน้า เสียงเพลงคลาสสิกบรรเลงแว่วมาแต่ไกล ฉันมองออกไปที่เส้นขอบฟ้ากว้างใหญ่ รอยยิ้มแห่งความสุขที่แท้จริงปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก…
ฉันได้เรียนรู้แล้วว่า ความรักที่ปราศจากขอบเขต มักจะถูกคนเห็นแก่ตัวนำไปเอาเปรียบเสมอ และบทเรียนที่ฉันมอบให้พวกเขาในวันคริสต์มาสปีนี้ จะทำให้พวกเขาจดจำไปตลอดชีวิตว่า… อย่ากล้ามาลองดีกับความอดทนของคนเป็นแม่!
