งพ่อบังเกิดเกล้า สู่กับดักมรณะที่ผมเตรียมไว้กระชากหน้ากากพวกมัน!
I. หมึกสีเลือดและรอยยิ้มของปีศาจ
“เซ็นมันเดี๋ยวนี้! ถ้าแกไม่อยากให้แขนอีกข้างต้องหักป่นปี้เหมือนเศษไม้!”
เสียงตวาดกร้าวของ “เสี่ยกิตติ” พ่อบังเกิดเกล้าของผมดังก้องไปทั่วห้องทำงานสุดหรู ฝ่ามือหนาที่เคยใช้ตบตีผมมาตั้งแต่เด็ก บัดนี้กำลังกำคอเสื้อของผมแน่นจนผมแทบหายใจไม่ออก แขนซ้ายของผมห้อยต่องแต่งเข้าเฝือกอยู่จากการถูกเขาฟาดด้วยไม้กอล์ฟเมื่อคืนก่อน ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาถึงสมอง แต่ผมกลับกัดฟันแน่น ไม่ยอมส่งเสียงร้องออกมาให้พวกมันได้ใจ
เอกสารตรงหน้าคือ ‘หนังสือยินยอมสละสิทธิ์ในกองมรดก’ สมบัติมูลค่ากว่าพันล้านบาทที่ “คุณย่า” ทิ้งไว้ให้ผมเพียงผู้เดียว… ผู้หญิงคนเดียวในบ้านที่รักและปกป้องผมมาตลอดชีวิต
“แหม คุณพี่ก็ใจเย็นๆ สิคะ ดูสิ… ตานาวาหน้าซีดหมดแล้ว”
เสียงดัดจริตของ “มณี” แม่เลี้ยงใจร้ายดังขึ้น เธอเบ้ปากมองผมด้วยสายตาขยะแขยง ขณะจิบไวน์แดงราคาแพงอยู่บนโซฟาบุหลุยส์
“นั่นสิคะคุณพ่อ รีบๆ ให้มันเซ็นเถอะค่ะ ริสาจะได้เอาคลิปนี้ไปลงในกลุ่มลับ ให้พวกเพื่อนๆ ดูว่าจุดจบของลูกเมียน้อยที่คิดจะชูคอในบ้านนี้ มันน่าสมเพชแค่ไหน!”
“ริสา” น้องสาวต่างแม่วัยยี่สิบปี หัวเราะคิกคักพลางยกสมาร์ทโฟนเครื่องหรูขึ้นมาอัดวิดีโอ แสงแฟลชสาดส่องเข้ามาที่ใบหน้าของผมที่บอบช้ำ มีรอยเลือดซึมที่มุมปาก
เสี่ยกิตติผลักร่างของผมกระเด็นไปกระแทกกับโต๊ะทำงาน เขาโยนปากกาสีทองหมึกซึมลงตรงหน้าผม
“ฉันให้เวลาแกสามวินาที นาวา… ถ้าแกไม่เซ็น ฉันจะทำให้แกพิการไปตลอดชีวิต!”
ผมค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้น นัยน์ตาของผมจ้องมองใบหน้าของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อ สลับกับแม่เลี้ยงและน้องสาวที่กำลังหัวเราะเยาะอย่างสะใจ… พวกเขาคิดว่าผมคือลูกแกะตัวสั่นเทาที่ไร้ทางสู้ พวกเขาคิดว่าความรุนแรงจะสามารถบดขยี้ผมได้เหมือนที่ผ่านมา
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เอื้อมมือขวาที่สั่นเทาไปหยิบปากกาด้ามนั้นขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งจนน่าขนลุก
“ตกลงครับ… ผมจะเซ็น”
ผมจรดปลายปากกาลงบนกระดาษ ตวัดลายเซ็นของตัวเองลงไปอย่างชัดเจน โดยที่พวกมันไม่เคยรู้เลยว่า… ลายเซ็นอันแสนเรียบง่ายบนแผ่นกระดาษใบนั้น ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่มันคือ ‘จุดชนวน’ ของแผนการสืบสวนลับที่ผมและทีมงานเตรียมการมานานกว่าแปดเดือนเต็ม!
II. กับดักที่ถูกวางไว้
เมื่อผมเดินโซเซออกมาจากคฤหาสน์ตระกูลศิริบวร รถตู้สีดำทึบที่จอดซุ่มอยู่ตรงหัวมุมถนนก็เคลื่อนตัวเข้ามารับผมอย่างรวดเร็ว ทันทีที่ประตูรถปิดลง บรรยากาศภายในรถก็เต็มไปด้วยความตึงเครียดของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และหน้าจอมอนิเตอร์นับสิบจอ
“คุณนาวา! แขนคุณ…” “ผู้กองเตชินท์” หัวหน้าหน่วยสืบสวนคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจพิเศษ (DSI) รีบเข้ามาพยุงผมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ผมไม่เป็นไรครับผู้กอง แค่แผลภายนอก… ทุกอย่างเป็นไปตามแผนไหมครับ?” ผมถามพลางรับกล่องพยาบาลเบื้องต้นจากเจ้าหน้าที่อีกคน
ผู้กองเตชินท์พยักหน้า รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้า
“สมบูรณ์แบบครับ ลายเซ็นที่คุณเซ็นลงไป ไม่ใช่แค่การสละมรดก… แต่เอกสารฉบับนั้นถูกทีมทนายของเราสอดไส้ ‘รหัสยินยอมการตรวจสอบบัญชีนิติบุคคลข้ามชาติ’ เอาไว้ด้วยตัวอักษรขนาดจิ๋ว และที่สำคัญที่สุด… คลิปวิดีโอที่นังริสาถ่ายไว้ มันอัปโหลดขึ้นคลาวด์ส่วนตัวของเธอ ซึ่งแฮกเกอร์ของเราเจาะระบบเข้าไปดูดไฟล์มาเรียบร้อยแล้ว!”
“นั่นคือหลักฐานชั้นดีของการ ‘กรรโชกทรัพย์และทำร้ายร่างกาย’ เลยล่ะครับ” เจ้าหน้าที่ไอทีหันมาเสริม
ผมมองออกไปนอกหน้าต่างรถ มองคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ผมเคยถูกทรมานมาตั้งแต่เด็ก
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของเสี่ยกิตติ แท้จริงแล้วเป็นเพียงฉากบังหน้าของการฟอกเงินให้แก๊งมาเฟียข้ามชาติ ผมรู้เรื่องนี้ตั้งแต่คุณย่ายังมีชีวิตอยู่ ท่านจึงแอบมอบหุ้นและหลักฐานทั้งหมดให้ผมเก็บไว้ เสี่ยกิตติต้องการมรดกส่วนนี้เพื่อเอาไปหมุนเวียนกลบเกลื่อนหนี้สกปรกของเขา
“ปล่อยให้พวกมันดีใจไปก่อนเถอะครับ…” ผมพูดเสียงเย็น “พรุ่งนี้เช้า ตอนที่พวกมันเอาเอกสารไปที่ธนาคาร… เราจะปิดบัญชีพวกมันให้หมด”
III. รุกฆาตกลางธนาคาร
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ สำนักงานใหญ่ของธนาคารเอกชนระดับประเทศ
เสี่ยกิตติ มณี และริสา เดินก้าวเข้ามาในห้องรับรองวีไอพีด้วยท่าทีเย่อหยิ่งจองหอง เสี่ยกิตติสวมสูทสั่งตัดราคาแพง หอบเอกสารที่เปื้อนคราบเลือดจางๆ ของผมวางกระแทกลงบนโต๊ะต่อหน้าผู้จัดการธนาคาร
“นี่คือเอกสารสละมรดกของนาวา ลูกชายของฉัน จัดการโอนเงินสดพันล้านและหุ้นทั้งหมดเข้าบัญชีของฉันเดี๋ยวนี้!” เสี่ยกิตติสั่งการด้วยความกร่าง
มณีและริสานั่งไขว่ห้าง จิบชาฝรั่งเศสด้วยรอยยิ้มชื่นมื่น
“ในที่สุด… สมบัติที่ควรจะเป็นของเราก็กลับมาอยู่ในมือสักทีนะคะคุณพี่” มณีหัวเราะคิกคัก
ผู้จัดการธนาคารรับเอกสารไปดู ก่อนจะขยับแว่นตาและส่งยิ้มแปลกๆ ให้
“ต้องขอประทานโทษด้วยนะครับเสี่ยกิตติ… แต่บัญชีนี้ ไม่สามารถทำการโอนย้ายได้ครับ”
“แกว่ายังไงนะ! แกตาบอดหรือไง ลายเซ็นมันก็ทนโท่อยู่นี่!” เสี่ยกิตติทุบโต๊ะดังปัง
“ผู้จัดการเขาไม่ได้ตาบอดหรอกครับ… แต่ตาข่ายกฎหมายต่างหากที่กำลังรัดคอคุณอยู่!”
ประตูห้องรับรองถูกเปิดออกอย่างแรง ผมก้าวเดินเข้ามาในชุดสูทสีดำสนิท แขนซ้ายยังคงใส่เฝือก แต่แววตาและท่วงท่าของผมไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่อีกต่อไป ด้านหลังของผมคือผู้กองเตชินท์และกองกำลังตำรวจติดอาวุธครบมือกว่าสิบนาย!
“น-นาวา! แกมาทำไมที่นี่! ตำรวจพวกนี้มาทำไม!” เสี่ยกิตติหน้าซีดเผือด ผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ
ริสาทำถ้วยชาหล่นแตกกระจาย “กรี๊ด! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!”
IV. บทสรุปของปีศาจร้าย
“นายกิตติ นางมณี และนางสาวริสา…” ผู้กองเตชินท์ก้าวออกมาข้างหน้า ชูหมายจับขึ้น “พวกคุณถูกจับกุมในข้อหากรรโชกทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย ฟอกเงิน และพัวพันกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ!”
“แกใส่ร้ายฉัน! ฉันมีทนาย ฉันจะฟ้องพวกแกให้หมดตัว!” เสี่ยกิตติตะโกนลั่น พยายามจะวิ่งหนี แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจรวบตัวกดลงกับโต๊ะอย่างรวดเร็ว กุญแจมือเหล็กถูกสับเข้าที่ข้อมือของเขาทันที
ผมเดินเข้าไปใกล้ผู้ชายที่เคยบีบบังคับผม ล้วงสมาร์ทโฟนออกมาและกดเล่นวิดีโอ… ภาพที่เสี่ยกิตติกำลังตบตีและขู่หักแขนผม โดยมีมณีและริสาหัวเราะร่วน ดังก้องไปทั่วห้อง
“วิดีโอนี้ น้องริสาเป็นคนถ่ายเองกับมือเลยนะครับ คมชัดระดับ 4K… ต้องขอบคุณความโง่ของน้องจริงๆ ที่ช่วยบันทึกหลักฐานมัดตัวพวกคุณทุกคนอย่างดิ้นไม่หลุด” ผมแสยะยิ้ม มองหน้าริสาที่ตอนนี้ทรุดลงไปนั่งร้องไห้ฟูมฟายกับพื้น
“อ้อ… แล้วเอกสารที่คุณให้ผมเซ็นเมื่อวานน่ะ” ผมหยิบเอกสารฉบับนั้นขึ้นมา “มันไม่ใช่การโอนมรดกให้คุณหรอกครับ แต่มันคือหนังสือยินยอมให้เจ้าหน้าที่ ปปง. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) เข้าอายัดทรัพย์สินทุกอย่างในชื่อของคุณต่างหาก!”
เสี่ยกิตติเบิกตากว้างจนแทบถลน ขากรรไกรค้างด้วยความช็อกสุดขีด เขาเพิ่งตระหนักได้ว่า ตัวเองได้เดินเข้าสู่กรงดักสัตว์ที่ลูกชายที่เขาตราหน้าว่าอ่อนแอ เป็นคนวางเอาไว้ด้วยตัวเอง!
“นาวา! ฉันเป็นพ่อแกนะ! แกทำแบบนี้กับฉันได้ยังไง!” เสี่ยกิตติร้องโหยหวน น้ำตาแห่งความสมเพชไหลอาบแก้ม
“พ่อที่ขู่หักแขนลูกตัวเองเพื่อเงิน… ผมไม่นับว่าเป็นครอบครัวครับ” ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบถึงกระดูกดำ “ขอให้สนุกกับชีวิตในคุกนะครับ… ทั้งครอบครัวเลย”
V. อิสรภาพที่แท้จริง
ตำรวจลากตัวเสี่ยกิตติ มณี และริสา ออกไปจากธนาคาร ท่ามกลางสายตาของผู้คนนับร้อยที่มองมาด้วยความขยะแขยง ข่าวการจับกุมเครือข่ายฟอกเงินของตระกูลศิริบวรกลายเป็นพาดหัวข่าวใหญ่ระดับประเทศในพริบตา
เมื่อทุกอย่างสงบลง ผมเดินออกมาที่หน้าธนาคาร แหงนหน้ามองท้องฟ้าที่สดใสไร้เมฆหมอก
“คุณทำได้ดีมากครับนาวา คุณย่าของคุณคงภูมิใจในตัวคุณมาก” ผู้กองเตชินท์ตบไหล่ผมเบาๆ
“ขอบคุณครับผู้กอง ถ้าไม่ได้ทีมของคุณ แผนนี้คงไม่สำเร็จ” ผมยิ้มบางๆ
ในที่สุด โซ่ตรวนที่ผูกมัดชีวิตของผมมาตลอดยี่สิบปีก็ถูกทำลายลงจนสิ้นซาก มรดกพันล้านที่คุณย่าทิ้งไว้ จะถูกนำไปใช้ในมูลนิธิช่วยเหลือเด็กที่ถูกทารุณกรรมตามเจตนารมณ์ของท่าน ส่วนฝันร้ายที่ชื่อว่าเสี่ยกิตติ… มันได้จบลงและถูกปิดตายอยู่ในเรือนจำตลอดกาล.
