สู่หายนะกลางสำนักงานที่ดินในวินาทีพลิกกระดาน
I. สายเรียกเข้าจากอีกซีกโลก
ท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผาของรัฐเท็กซัส ฐานทัพอากาศที่เต็มไปด้วยเสียงคำรามของเครื่องบินขับไล่ไม่ได้ทำให้จิตใจของ “ผู้กองศิลา” ว้าวุ่นเลยแม้แต่น้อย เขาเพิ่งเสร็จสิ้นจากการฝึกร่วมทางทหารที่กินเวลายาวนานกว่าสัปดาห์ ร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อภายใต้ชุดฝึกเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ชายหนุ่มทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ในห้องพัก ก่อนที่เสียงโทรศัพท์มือถือจะดังขึ้น
หน้าจอแสดงชื่อที่เขาไม่ได้อยากเห็นนัก… ‘เสี่ยสมภพ’ พ่อเลี้ยงจอมละโมบที่แต่งงานกับแม่ของเขาเพียงเพื่อหวังปอกลอกสมบัติ และหลังจากที่แม่จากไป ผู้ชายคนนี้ก็เผยธาตุแท้ออกมาอย่างหมดจด
ศิลากดรับสายโดยไม่พูดอะไร ปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นคนเริ่มบทสนทนา
“ไง… ไอ้ลูกเลี้ยงตกอับ เป็นทหารรับใช้อยู่ต่างบ้านต่างเมือง เหนื่อยไหมล่ะ?” น้ำเสียงยียวนและกลั้วเสียงหัวเราะของสมภพดังลอดมาตามสาย มันเป็นน้ำเสียงของผู้ชนะที่กำลังหลงระเริงในอำนาจ
“มีธุระอะไรครับ” ศิลาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งอารมณ์
“ฉันแค่จะโทรมาบอกข่าวดี…” สมภพหัวเราะในลำคออย่างผู้มีชัย “แกจำ ‘บ้านพักไม้สัก’ ที่เขาใหญ่ของพ่อแท้ๆ แกได้ใช่ไหม? บังเอิญว่าฉันเพิ่งเซ็นสัญญาขายมันไปเมื่อกี้นี้เอง ได้ราคาดีซะด้วยสิ! เงินก้อนนี้ฉันจะเอาไปล้างหนี้พนันของฉันให้หมด แล้วก็… อ้อ! จะแบ่งไปเป็นค่าตั๋วเครื่องบินเฟิร์สคลาสกับค่าชอปปิงทริปฮาวายให้ ‘เอมมี่’ ลูกสาวสุดที่รักของฉันด้วย แกคงไม่ว่าอะไรใช่ไหม?”
เอมมี่คือลูกติดของสมภพที่มักจะทำตัวกร่างและเหยียดหยามศิลามาตั้งแต่เด็ก สมภพตั้งใจโทรมาเพื่อเหยียบย่ำหัวใจของศิลาให้แหลกสลาย เขาหวังจะได้ยินเสียงตะคอก เสียงด่าทอ หรือเสียงร้องไห้คร่ำครวญของลูกเลี้ยงที่ไม่อาจปกป้องสมบัติชิ้นสุดท้ายของพ่อแท้ๆ ได้
II. ความสงบที่น่าขนลุก
ศิลานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง มองดูผืนทรายอันกว้างใหญ่ของเท็กซัส
เขาไม่ได้สติแตก ไม่ได้กรีดร้อง ไม่ได้โวยวายอย่างที่พ่อเลี้ยงคาดหวัง ชายหนุ่มเพียงแค่กระตุกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น ก่อนจะกรอกเสียงกลับไปสั้นๆ และนุ่มนวลว่า
“เข้าใจแล้วครับ… ขอบคุณมากนะครับที่กรุณาโทรมาแจ้งให้ผมทราบ”
ปลายสายชะงักไปเล็กน้อย สมภพรู้สึกขัดใจที่ไม่ได้เห็นความพังทลายของลูกเลี้ยง แต่ความเย่อหยิ่งก็ทำให้เขาปัดความรู้สึกนั้นทิ้งไปทันที
“หึ! ปากดีไปเถอะไอ้ศิลา แกมันก็ทำได้แค่นี้แหละ อยู่ห่างออกไปเป็นหมื่นไมล์ แกจะเอาปัญญาที่ไหนมาหยุดฉันได้ ตอนนี้ฉันนั่งอยู่หน้าเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว อีกไม่เกินห้านาที เงินหลายสิบล้านก็จะโอนเข้าบัญชีฉัน เตรียมตัวกลับมาดูเศษซากบ้านพ่อแกตอนที่นายทุนเขาเอารถแบ็กโฮมาทุบทิ้งได้เลย!”
สมภพหัวเราะร่วนอย่างบ้าคลั่ง เขาคิดว่าศิลาไร้พลัง ไร้อำนาจ และพ่ายแพ้อย่างราบคาบ
แต่เขาไม่รู้เลยว่า… ความพ่ายแพ้ที่แท้จริง กำลังรอเขาอยู่ในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า
III. พินัยกรรมที่ซ่อนเงื่อน
ณ สำนักงานที่ดินในประเทศไทย
เสี่ยสมภพนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังอย่างโอ่อ่า เขายังคงถือโทรศัพท์ที่เปิดสปีกเกอร์โฟนไว้ หวังจะให้ศิลาได้ยินเสียงการทำธุรกรรมเพื่อเป็นการเหยียบย่ำซ้ำซาก ข้างๆ เขาคือ ‘นายหน้าชวลิต’ และนายทุนกระเป๋าหนักที่หอบเช็คเงินสดหลายสิบล้านมารอแลกกับโฉนดที่ดิน
“เรียบร้อยไหมครับคุณชวลิต รีบๆ ประทับตราโอนสิ ผมจะรีบเอาเงินไปโอนให้ลูกสาวจองตั๋วไปฮาวาย” สมภพเร่งเร้า
นายหน้าชวลิตกำลังก้มหน้าก้มตาตรวจสอบเอกสารชุดสุดท้ายจากแฟ้มของกรมที่ดิน แต่จู่ๆ มือของเขาก็สั่นเทา ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มกลับซีดเผือดราวกับกระดาษ เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นเต็มหน้าผาก เขาเบิกตากว้างจ้องมองเอกสารแผ่นหนึ่งที่เพิ่งถูกดึงออกมาจากซองสลักหลังโฉนด
“เดี๋ยว… เดี๋ยวครับคุณสมภพ…” ชวลิตเสียงสั่นตะกุกตะกัก
“เดี๋ยวอะไรอีกล่ะ! เอกสารก็ครบหมดแล้วนี่!” สมภพเริ่มหงุดหงิด
ชวลิตเงยหน้าขึ้นมองสมภพด้วยแววตาตื่นตระหนก ก่อนจะตะโกนลั่นสำนักงานจนคนรอบข้างหันมามอง
“เดี๋ยว! นี่มันอะไรกัน! ชื่อใครสลักอยู่หลังโฉนดซ่อนฉบับนี้!”
สมภพขมวดคิ้วชนกัน กระชากเอกสารจากมือนายหน้ามาดูด้วยตัวเอง แต่เมื่อสายตาของเขากวาดผ่านตัวอักษรทางกฎหมายที่ประทับตราครุฑแดง ร่างทั้งร่างของเขาก็เย็นวาบราวกับถูกสาดด้วยน้ำแข็ง
ข้อความในเอกสารลับที่แนบมากับโฉนดระบุไว้อย่างชัดเจนว่า:
‘กรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนี้ เป็นของนายศิลาแต่เพียงผู้เดียว โดยให้นายสมภพเป็นเพียงผู้จัดการมรดกชั่วคราว และหากมีการซื้อขายเปลี่ยนมือโดยไม่ได้รับความยินยอมจากนายศิลา กรรมสิทธิ์ทั้งหมดจะถูกโอนเข้าสู่กองทุนการกุศลทันที และผู้จัดการมรดกจะต้องรับโทษทางอาญาฐานยักยอกทรัพย์’
IV. หมากกระดานสุดท้ายของพ่อ
“ม-ไม่จริง… ตอนที่นังนั่นตาย มันบอกว่ายกทุกอย่างให้ฉันเป็นคนจัดการนี่!” สมภพละล่ำละลัก เสียงของเขาเริ่มสั่นควบคุมไม่ได้
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำและเยือกเย็นของศิลาดังลอดออกมาจากสปีกเกอร์โฟนของโทรศัพท์ที่ยังไม่ได้วางสาย
“พ่อแท้ๆ ของผม ท่านเป็นนักกฎหมายที่เก่งที่สุดคนหนึ่งนะคุณสมภพ…” เสียงของศิลาบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของคนฟัง “ท่านรู้ธาตุแท้ของคุณดีตั้งแต่ตอนที่คุณพยายามเข้ามาตีสนิทกับแม่แล้ว ท่านถึงได้แอบทำ ‘โฉนดซ้อนเงื่อน’ ฉบับนี้ไว้ มอบสิทธิ์ขาดให้ผมตั้งแต่ผมอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ สิ่งที่คุณถืออยู่มาตลอด… มันก็แค่กระดาษชั่วคราวที่รอวันหมดอายุ”
“ก-แก… แกหลอกฉัน! แกปล่อยให้ฉันวิ่งเต้นหาคนซื้อ ดิ้นรนทำเอกสารมาตั้งหลายเดือน!” สมภพแผดเสียงด้วยความโกรธแค้นและอับอาย
“ผมไม่ได้หลอกคุณ คุณโลภของคุณเองต่างหาก” ศิลาตอบกลับอย่างเลือดเย็น “แล้วทีนี้… นายทุนที่คุณไปรับเงินมัดจำเขามาล่วงหน้าหลายล้าน เขาจะว่ายังไงล่ะครับ ในเมื่อคุณไม่มีสิทธิ์ขายที่ดินผืนนี้ แถมยังเอาเงินเขาไปหมุนในบ่อนหมดแล้ว”
นายทุนที่นั่งอยู่ข้างๆ ลุกพรวดขึ้นทันที ใบหน้าถมึงทึง “ไอ้สมภพ! นี่มึงกล้าหลอกขายที่ดินติดพันธะให้กูเหรอ! มึงเตรียมตัวโดนฟ้องเรียกค่าเสียหายสามเท่า และกูจะเอาตำรวจไปลากคอมึงเข้าคุกข้อหาฉ้อโกง!”
“ด-เดี๋ยวครับเสี่ย! ผมอธิบายได้! ผม…” สมภพหน้าซีดเผือด ทรุดตัวลงคุกเข่าอ้อนวอนนายทุนอย่างหมดสภาพ ขาของเขาสั่นจนยืนไม่อยู่ ภาพความฝันที่จะได้ล้างหนี้และทริปฮาวายของลูกสาวมลายหายไปในอากาศ เหลือเพียงคุกและหนี้สินก้อนมหึมาที่กำลังจะบดขยี้ชีวิตเขา
ศิลารับฟังเสียงแห่งความพินาศของพ่อเลี้ยงด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม เขามองออกไปที่ขอบฟ้าของเท็กซัส รู้สึกถึงสายลมที่พัดผ่านราวกับอ้อมกอดของพ่อที่ปกป้องเขาเสมอมา
“ขอให้สนุกกับการใช้หนี้และขึ้นศาลนะครับคุณสมภพ… อ้อ ฝากบอกเอมมี่ด้วยนะ ว่าฮาวายช่วงนี้พายุเข้า… เปลี่ยนไปเที่ยวหน้าเรือนจำแทนก็แล้วกัน”
ศิลากดวางสาย โยนโทรศัพท์ลงบนเตียง ก่อนจะลุกขึ้นไปเตรียมตัวสำหรับการฝึกบินในรอบบ่าย ทิ้งให้คนโลภที่อยู่ห่างออกไปอีกซีกโลก ต้องจมดิ่งลงสู่ขุมนรกที่ตัวเองเป็นคนขุดเอาไว้… อย่างสมบูรณ์แบบ
