สัญญาเลือดและเช็คเจ็ดสิบล้าน: เมื่อมหาเศรษฐีไร้หัวใจซื้อลู

กชายฉันไป โดยไม่รู้เลยว่าฉันซ่อน ‘สายเลือดอีกคน’ ไว้ในกระเป๋าเดินทาง!

I. รอยแผลผ่าคลอดและเช็คสั่งลา

กลิ่นยาฆ่าเชื้อในห้องพักฟื้นระดับ VIP ของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ยังคงลอยปะปนอยู่กับความหนาวเย็นของเครื่องปรับอากาศ ฉันชื่อ “ดาริน” กำลังนอนกัดฟันข่มความเจ็บปวดจากแผลผ่าคลอดที่หน้าท้องซึ่งยังไม่ทันจะสมานตัวดี เลือดซึมผ่านผ้าพันแผลเล็กน้อยทุกครั้งที่ฉันขยับตัว

ประตูห้องถูกผลักออกอย่างแรงโดยไม่มีการเคาะ “ภาคิน อัครมหาศาล” มหาเศรษฐีหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลระดับประเทศ ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าที่หล่อเหลาแต่เย็นชาจนจับขั้วหัวใจ เขาสวมสูทอาร์มานีสั่งตัดเนี้ยบกริบ นัยน์ตาสีนิลคู่นั้นมองฉันราวกับเป็นเพียงเครื่องจักรผลิตทายาทที่หมดประโยชน์แล้ว

ภาคินล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสูท หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา ก่อนจะ โยนมันลงบนเตียง ตรงหน้าฉันอย่างไม่ไยดี

“เจ็ดสิบล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2,500 ล้านบาท)… นี่คือค่าจ้างทั้งหมดสำหรับหน้าที่ ‘อุ้มบุญ’ ของเธอ” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ไร้ซึ่งเยื่อใยใดๆ “ลูกชายของฉันแข็งแรงดี และกำลังเตรียมตัวย้ายไปอยู่ที่คฤหาสน์ ส่วนเธอ… เซ็นเอกสารสละสิทธิ์ความเป็นแม่ซะ แล้วไสหัวหายไปจากชีวิตของพวกเราตลอดกาล อย่าให้ฉันเห็นหน้าเธออีก”

ฉันมองเช็คที่มีตัวเลขศูนย์เรียงกันยาวเหยียด ก่อนจะช้อนตาขึ้นมองผู้ชายที่ฉันเคยหลงรักจนหมดหัวใจ… ความรักโง่เขลาที่ทำให้ฉันยอมอุ้มท้องลูกให้เขาโดยไม่สนสถานะ บัดนี้มันถูกฉีกทึ้งจนไม่เหลือชิ้นดี

“เข้าใจแล้วค่ะ…” ฉันตอบเสียงแผ่วเบา หยิบปากกาขึ้นมาเซ็นเอกสารสละสิทธิ์ด้วยมือที่สั่นเทา “ฉันจะไปจากคุณ… และจะไม่กลับมาอีก”

ภาคินกระตุกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ เขาคว้าเอกสารไปและเดินหันหลังออกจากห้องไปทันที โดยไม่แม้แต่จะถามไถ่อาการบาดเจ็บของฉัน หรือกล่าวคำอำลาใดๆ

II. ความลับใต้ซิปกระเป๋าเดินทาง

ทันทีที่เสียงฝีเท้าของภาคินเงียบหายไป… น้ำตาที่ฉันกลั้นไว้ก็ไหลพราก แต่ไม่ใช่เพราะความเสียใจ มันคือความโล่งอกต่างหาก!

“หมอวิกกี้” สูตินารีแพทย์เพื่อนสนิทของฉัน ล็อกประตูห้องพักฟื้นอย่างแน่นหนา ก่อนจะรีบเดินไปที่มุมห้อง เธอเปิดตู้เสื้อผ้า และลาก “กระเป๋าเดินทางใบใหญ่พิเศษ” แบรนด์เนมรุ่นลิมิเต็ดที่ถูกดัดแปลงอย่างลับๆ ออกมา

“เขาไปแล้วใช่ไหมดาริน?” วิกกี้ถามเสียงกระซิบ

“ไปแล้ว… ทุกอย่างเป็นไปตามแผน” ฉันเช็ดน้ำตา พยุงร่างที่เจ็บปวดลุกขึ้นนั่ง

วิกกี้รูดซิปกระเป๋าเดินทางใบใหญ่นั้นออก ภายในไม่ได้บรรจุเสื้อผ้า แต่มันถูกดัดแปลงให้เป็นเบาะนอนปรับอากาศขนาดเล็กที่มีช่องระบายอากาศซ่อนอยู่อย่างแนบเนียน และบนเบาะนุ่มนั้น… ทารกน้อยเพศหญิง หน้าตาจิ้มลิ้มกำลังหลับสนิท!

ภาคินไม่เคยรู้เลยว่า… การตั้งครรภ์ครั้งนี้ ฉันได้ลูกแฝดชายหญิง!

เมื่อฉันรู้ธาตุแท้ของเขาว่าต้องการแค่ทายาทผู้ชายเพื่อสืบทอดธุรกิจ และเตรียมจะเขี่ยฉันทิ้ง ฉันจึงติดสินบนและวางแผนกับวิกกี้ ปลอมแปลงผลอัลตราซาวนด์มาตลอดเก้าเดือน และในวันผ่าคลอด เราก็ทำการซ่อน ‘ลูกสาว’ ตัวน้อยไว้ในกระเป๋าเดินทางดัดแปลงใบนี้อย่างแนบเนียน

“เงินเจ็ดสิบล้านดอลลาร์นี่ จะเป็นทุนตั้งตัวให้ฉันกับยัยหนู ‘รินลณี’ ของแม่…” ฉันอุ้มลูกสาวตัวน้อยขึ้นมาแนบอก จูบซับที่หน้าผากเล็กๆ นั้นด้วยความรักสุดหัวใจ “ภาคินได้ทายาทของเขาไปแล้ว… ส่วนฉัน ก็ได้โลกทั้งใบของฉันมาเหมือนกัน”

คืนนั้น ฉันหอบกระเป๋าเดินทางและลูกสาว ลักลอบบินข้ามทวีปไปยังนิวยอร์ก ทิ้งอดีตอันแสนเจ็บปวดไว้เบื้องหลังอย่างถาวร

III. ห้าปีแห่งการจุติใหม่

5 ปีต่อมา ณ มหานครกรุงเทพฯ

การทำธุรกิจในวงการอสังหาริมทรัพย์และเทคโนโลยีเป็นไปอย่างดุเดือด บริษัท ‘อัครมหาศาล กรุ๊ป’ ของภาคินกำลังประสบปัญหาสภาพคล่องอย่างหนักจากการลงทุนที่ผิดพลาด เขาต้องการเงินทุนก้อนใหญ่เพื่อพยุงอาณาจักรไม่ให้ล่มสลาย

ความหวังเดียวของภาคินคือ “D.R. Capital” กองทุนร่วมลงทุนข้ามชาติยักษ์ใหญ่จากอเมริกา ที่เพิ่งขยายสาขามาที่ไทย และว่ากันว่าประธานกรรมการบริหารของกองทุนนี้ เป็นเศรษฐีนีที่ทั้งสวยและทรงอำนาจที่สุดในวอลล์สตรีท

ที่ห้องประชุมชั้นบนสุดของโรงแรมห้าดาว ภาคินและทีมบริหารนั่งรอประธานของ D.R. Capital ด้วยความตื่นเต้นและกดดัน

ประตูไม้บานใหญ่ถูกผลักออก บอดี้การ์ดชุดดำสี่คนเดินนำเข้ามา ก่อนจะแหวกทางให้หญิงสาวในชุดสูทสีขาวบริสุทธิ์ที่ตัดเย็บอย่างประณีต สวมรองเท้าส้นสูงสีแดงเพลิงก้าวเข้ามาในห้อง…

ภาคินเบิกตากว้างจนแทบถลน แฟ้มเอกสารในมือร่วงหล่นลงพื้นกระแทกเสียงดัง!

“ด-ดาริน…?” เขาครางชื่อนั้นออกมาด้วยความช็อกสุดขีด

“สวัสดีค่ะ คุณภาคิน” ฉันถอดแว่นกันแดดแบรนด์เนมออก ส่งยิ้มเยือกเย็นให้ผู้ชายที่เคยโยนเช็คใส่หน้าฉันเมื่อห้าปีก่อน “ตอนนี้ฉันใช้ชื่อว่า ดาริน รุ่งเรืองทรัพย์ ประธานกรรมการบริหารของ D.R. Capital… เชิญนั่งสิคะ เรามีเรื่องธุรกิจต้องคุยกัน”

IV. วันพิพากษาของคนเห็นแก่ตัว

ตลอดการประชุม ภาคินแทบจะไม่มีสมาธิ เขาเอาแต่จ้องมองฉันด้วยความสับสนและไม่เชื่อสายตา ผู้หญิงที่เขาเคยมองว่าเป็นแค่ที่บ่มเพาะทายาท บัดนี้กลับกลายเป็นมหาเศรษฐีนีที่กุมชะตากรรมบริษัทของเขาเอาไว้

“ข้อเสนอของคุณน่าสนใจนะคะ คุณภาคิน…” ฉันกอดอก พิงพนักเก้าอี้หนัง “แต่ฉันตัดสินใจแล้วว่า ฉันจะไม่ร่วมลงทุนกับบริษัทของคุณ… แต่ฉันจะ ‘เทกโอเวอร์’ มันทั้งหมดแทน”

“คุณทำแบบนี้ไม่ได้นะดาริน! นี่มันบริษัทของตระกูลผม!” ภาคินลุกขึ้นยืนตบโต๊ะด้วยความโกรธ

“ฉันทำได้ค่ะ เพราะฉันกว้านซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายย่อยของคุณมาหมดแล้ว ตอนนี้ฉันคือผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุด!” ฉันตอกกลับเสียงแข็ง

จังหวะนั้นเอง ประตูห้องประชุมก็เปิดออกอีกครั้ง บอดี้การ์ดส่วนตัวของฉันได้จูงมือเด็กหญิงตัวเล็กวัย 5 ขวบ ถักเปียสองข้าง สวมชุดกระโปรงแบรนด์เนมสุดน่ารักเดินเข้ามา

“หม่ามี้ขา! รินลณีวาดรูปเสร็จแล้วค่ะ!” เด็กน้อยวิ่งเข้ามากอดเอวฉัน

ภาคินมองเด็กหญิงตรงหน้าแล้วเหมือนถูกฟ้าผ่ากลางอก โครงหน้า ดวงตากลมโต และรอยยิ้มของเด็กคนนั้น… มันถอดแบบมาจาก ‘ภคิน’ ลูกชายของเขาไม่มีผิดเพี้ยน!

“น-นี่มันเรื่องอะไรกัน…” ภาคินเข่าอ่อน ทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้ “เด็กคนนี้หน้าเหมือนลูกชายผม… ดาริน! คุณปิดบังอะไรผม!”

V. บทสรุปที่ไม่ได้เขียนด้วยเงิน

ฉันลูบหัวรินลณีเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าสบตากับภาคินด้วยแววตาของผู้ชนะ

“ตกใจเหรอคะ? ก็สมควรอยู่หรอก… วันนั้นที่คุณโยนเช็ค 70 ล้านดอลลาร์ให้ฉัน คุณเอาไปแค่ลูกชาย เพราะคุณไม่เคยรู้เลยว่า… ฉันได้ซ่อนแฝดน้องของเขาเอาไว้ในกระเป๋าเดินทางที่ฉันลากออกจากโรงพยาบาล”

“คุณมันบ้าไปแล้ว! นั่นมันสายเลือดของผม ผมมีสิทธิ์ในตัวเด็กคนนี้!” ภาคินตะคอก พยายามจะพุ่งเข้ามาหารินลณี แต่บอดี้การ์ดของฉันเข้าขวางไว้ทันที

“คุณไม่มีสิทธิ์อะไรทั้งนั้น!” ฉันประกาศกร้าว “เอกสารที่คุณบังคับให้ฉันเซ็นวันนั้น ระบุชัดเจนว่าคุณสละสิทธิ์การเรียกร้องใดๆ นอกเหนือจากเด็กทารกเพศชายที่คุณอุ้มไป! คุณเป็นคนผลักไสฉันกับลูกสาวออกมาเองด้วยเงินก้อนนั้น และตอนนี้… เงินก้อนนั้นมันได้งอกเงยจนสามารถซื้อบริษัทของคุณได้อย่างง่ายดาย”

ภาคินน้ำตาคลอเบ้า ความหยิ่งยโสที่เคยมีพังทลายลงจนไม่เหลือชิ้นดี เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าความเห็นแก่ตัวในอดีต ได้สร้างปีศาจร้ายที่กลับมากลืนกินชีวิตของเขาเอง

“กลับกันเถอะลูก หม่ามี้คุยธุระเสร็จแล้ว” ฉันจูงมือรินลณี หันหลังเดินออกจากห้องประชุม

“ดาริน! ให้ผมได้กอดลูกบ้างเถอะนะ ผมขอร้อง!” ภาคินร้องตะโกนอย่างน่าสมเพช

ฉันหยุดชะงัก หันกลับไปมองเขาเป็นครั้งสุดท้าย

“เก็บอ้อมกอดของคุณ ไปกอดบริษัทที่กำลังจะล้มละลายเถอะค่ะ… อ้อ แล้วอย่าลืมเก็บของออกจากห้องทำงาน CEO ภายในพรุ่งนี้ด้วยนะคะ เพราะฉันจะส่งทีมงานเข้าไปรีโนเวทใหม่ทั้งหมด”

ฉันก้าวเดินออกไปอย่างสง่างาม ทิ้งมหาเศรษฐีที่เคยไร้หัวใจ ให้จมอยู่กับกองน้ำตาและความสูญเสียอย่างโดดเดี่ยว… นี่แหละคือราคาที่เขาต้องจ่าย สำหรับการประเมินค่าความรักของแม่ ต่ำเกินไป!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *