ขวบท่ามกลางสายฝน แต่พ่อแม่กลับส่งรูปจิบแชมเปญริมหาดพร้อมข้อความเย้ยหยัน… สู่การตัดขาดที่ทำให้พวกเนรคุณต้องชดใช้!
I. หยาดฝนบนโลงศพสองใบ
ท้องฟ้าเหนือสุสานในเช้าวันนั้นมืดครึ้มราวกับจะถล่มลงมา สายฝนโปรยปรายลงมากระทบร่มสีดำที่ฉันถือไว้ หยดน้ำเย็นเฉียบไหลผ่านแก้ม ผสมปนเปไปกับน้ำตาที่เหือดแห้งจนแทบจะเป็นสายเลือด
ฉันชื่อ “รินลดา” หญิงสาวที่เพิ่งสูญเสียโลกทั้งใบไปในชั่วข้ามคืน… “ธาม” สามีผู้แสนดี และ “น้องมุก” ลูกสาววัย 7 ขวบที่น่ารักที่สุดของฉัน ทั้งสองคนจากไปอย่างไม่มีวันกลับจากอุบัติเหตุคนเมาขับรถฝ่าไฟแดงพุ่งชนรถของเรา
ร่างของฉันรอดพ้นจากความตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่หัวใจของฉันถูกฝังกลบลงไปพร้อมกับโลงศพไม้สองใบที่กำลังถูกหย่อนลงสู่หลุมตรงหน้า ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัดและหนาวเหน็บ แขกเหรื่อที่มาร่วมงานมีเพียงเพื่อนสนิทและญาติฝั่งสามีเท่านั้น… ไร้เงาของสายเลือดแท้ๆ ของฉันเอง
II. ข้อความกรีดหัวใจจากมัลดีฟส์
ในขณะที่ก้อนดินก้อนแรกกำลังถูกโปรยลงบนโลงศพ โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อโค้ทสีดำของฉันก็สั่นเตือน ฉันหยิบมันขึ้นมาดูด้วยดวงตาที่พร่ามัว หวังเพียงลึกๆ ว่ามันจะเป็นข้อความแสดงความเสียใจจากคนเป็นพ่อเป็นแม่
แต่สิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอ กลับกรีดหัวใจฉันจนขาดวิ่น!
มันคือภาพถ่ายจากแอปพลิเคชัน Line ที่ถูกส่งมาจาก “คุณหญิงดาริกา” แม่แท้ๆ ของฉัน ในภาพนั้น แม่ พ่อ และ “พศิน” น้องชายหัวแก้วหัวแหวนของพวกท่าน กำลังสวมชุดว่ายน้ำสีสันสดใส นั่งชูแก้วแชมเปญชนกันอย่างเริงร่าอยู่บนเรือยอร์ชสุดหรู โดยมีฉากหลังเป็นน้ำทะเลสีฟ้าครามของเกาะมัลดีฟส์
และใต้ภาพนั้น คือข้อความที่ตอกฝาโลงความเป็นคนของพวกท่านอย่างสมบูรณ์แบบ…
“ริน… แม่อวยพรให้งานศพผ่านไปได้ด้วยดีนะ แต่งานศพของพวกเขาสองคน ไม่ได้สำคัญถึงขนาดที่พวกเราจะต้องทิ้งตั๋วเครื่องบินราคาแพงและยกเลิกทริปพักผ่อนของครอบครัวเราหรอกนะ ทำหน้าที่ภรรยาให้ดีล่ะ กลับไปถึงไทยเมื่อไหร่ค่อยเจอกัน”
ฉันจ้องมองตัวอักษรเหล่านั้น มือที่สวมถุงมือสีดำสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่มีความเศร้าโศกเพิ่มขึ้น มีเพียงความโกรธแค้นและรังเกียจที่พุ่งทะลุขีดสุด
III. ลูกชังผู้เป็นตู้เอทีเอ็ม
ฉันเป็น “ลูกชัง” มาตั้งแต่จำความได้ พ่อและแม่รักพศินที่เป็นลูกชายคนเดียวมากกว่าสิ่งใด พวกเขาสปอยล์น้องชายจนกลายเป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ไม่เคยทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน ในขณะที่ฉันต้องดิ้นรนสอบชิงทุน เรียนจบ และออกมาสร้างธุรกิจกับธามจนประสบความสำเร็จระดับพันล้าน
ที่ผ่านมา พ่อแม่และพศินเห็นฉันเป็นแค่ “ตู้เอทีเอ็ม” บัตรเครดิตเสริมไม่จำกัดวงเงินที่พวกเขากำลังรูดใช้จ่ายอย่างบ้าคลั่งที่มัลดีฟส์ในตอนนี้… ก็เป็นเงินจากน้ำพักน้ำแรงของฉันและธาม!
ฉันเคยยอมทน ยอมโอนเงินให้ทุกเดือนเพราะคำว่า “กตัญญู” มันค้ำคอ แต่ในวันนี้… วันที่ครอบครัวที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวของฉันต้องถูกฝังอยู่ใต้ผืนดิน พวกเขากลับเลือกที่จะไปนอนอาบแดดและส่งข้อความมาเหยียบย่ำดวงวิญญาณของธามและน้องมุก
“หมดเวลาของการเป็นลูกที่แสนดีแล้ว” ฉันพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบที่สุด ก่อนจะเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า หันกลับไปโปรยดอกกุหลาบสีขาวลงบนโลงศพของสามีและลูกสาว
“รินขอสัญญาคะพี่ธาม… รินจะไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบและดูถูกครอบครัวของเราอีกต่อไป”
IV. การตอบโต้ของคนที่ไม่มีอะไรจะเสีย
ทันทีที่งานศพเสร็จสิ้น ฉันไม่ได้กลับไปร้องไห้ฟูมฟายที่บ้าน แต่ฉันตรงดิ่งไปยังสำนักงานใหญ่ของธนาคารที่ดูแลบัญชีทรัพย์สินทั้งหมดของบริษัทและของส่วนตัว
ฉันจัดการเซ็นเอกสาร “อายัดและยกเลิก” บัตรเครดิตเสริมทุกใบที่อยู่ในชื่อของพ่อ แม่ และพศินทันที รวมถึงอายัดบัญชีกระแสรายวันที่ฉันเคยตั้งโอนอัตโนมัติให้พวกเขาทุกเดือน นอกจากนี้ ฉันยังสั่งให้ทนายความร่างจดหมายไล่ออกพศินจากตำแหน่ง ‘ผู้จัดการลอยตัว’ ในบริษัทของฉัน พร้อมตัดสวัสดิการทุกอย่าง
“จัดการให้มีผลทันทีเลยนะคะ” ฉันสั่งผู้จัดการธนาคารด้วยสายตาที่เด็ดเดี่ยว
“เรียบร้อยครับคุณรินลดา บัตรทุกใบของพวกเขาไม่สามารถใช้งานได้ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไปครับ”
V. บทเรียนริมหาดทราย
สองวันต่อมา…
ณ รีสอร์ตใต้น้ำสุดหรูระดับหกดาวที่มัลดีฟส์ พศินกำลังหัวเสียอย่างหนักเมื่อพนักงานต้อนรับแจ้งว่า บัตรเครดิตแบล็กการ์ดของเขา “ถูกปฏิเสธ”
“จะเป็นไปได้ยังไง! รูดใหม่สิ! บัตรใบนี้วงเงินสิบล้านนะ!” พศินโวยวายลั่นล็อบบี้
คุณหญิงดาริการีบยื่นบัตรของตัวเองให้พนักงาน “ใช้ใบนี้แทนสิหนู รูดค่าสปาและค่าดินเนอร์เหมาเรือยอร์ชคืนนี้รวมไปเลย”
พนักงานรูดบัตรอีกครั้ง ก่อนจะยิ้มเจื่อนๆ “ขออภัยด้วยครับคุณผู้หญิง… บัตรใบนี้ก็ถูกอายัดเช่นกันครับ และเนื่องจากยอดค่าใช้จ่ายที่พวกคุณค้างชำระตลอดสามวันที่ผ่านมา สูงถึงหนึ่งล้านบาท… หากไม่สามารถชำระเงินสดได้ ทางเราจำเป็นต้องแจ้งตำรวจท้องถิ่นครับ”
พ่อ แม่ และน้องชายหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ พวกเขาไม่มีเงินสดติดตัวเลยแม้แต่ดอลลาร์เดียว เพราะคิดว่ามาผลาญเงินบนบัตรเครดิตของลูกสาวอย่างที่เคยทำมาตลอด
VI. เสียงสะท้อนจากคนแปลกหน้าทางสายเลือด
โทรศัพท์ของฉันดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง หน้าจอโชว์ชื่อของมารดา ฉันปล่อยให้มันดังอยู่สามครั้ง ก่อนจะกดรับสายและเปิดลำโพง
“นังริน! แกทำบ้าอะไรฮะ! ทำไมบัตรเครดิตรูดไม่ได้ แกจะปล่อยให้พ่อแม่แกโดนตำรวจมัลดีฟส์จับหรือไง โอนเงินมาให้ฉันเดี๋ยวนี้สิบล้าน!” เสียงแผดร้องของคุณหญิงดาริกาดังทะลุออกมา
ฉันนั่งจิบชาร้อนอยู่ที่ระเบียงบ้าน มองดูสวนดอกไม้ที่น้องมุกเคยวิ่งเล่น ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสงบ ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
“อ้าว… งานศพของสามีและลูกสาวริน มันคง ‘ไม่สำคัญ’ ถึงขนาดที่รินจะต้องเสียเวลาไปธนาคารเพื่อโอนเงินให้พวกคุณหรอกมั้งคะ” ฉันนำประโยคของเธอมาตอกกลับอย่างเจ็บแสบ
“แกกล้ายอกย้อนฉันเหรอ! ฉันเป็นแม่แกนะ! แกต้องเลี้ยงดูฉัน พศินก็น้องแกนะ!”
“แม่เหรอคะ?” ฉันแค่นหัวเราะ “แม่ที่ส่งรูปลูกชายคนโปรดจิบแชมเปญมาให้ลูกสาวที่กำลังฝังศพลูกแท้ๆ ของตัวเองเนี่ยนะ?… ฟังให้ดีนะคะทุกคน ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ฉันขอตัดขาดจากพวกคุณ บัตรทุกใบถูกยกเลิก พศินถูกไล่ออกจากบริษัท ส่วนเรื่องหนี้สินที่มัลดีฟส์ ก็หาทางเอาตัวรอดกันเองก็แล้วกัน ถือซะว่าครอบครัวนี้ มันตายไปพร้อมกับพี่ธามและน้องมุกแล้ว!”
“ร-ริน! เดี๋ยวสิริน! อย่าทำแบบนี้ พี่ขอโทษ โอนเงินมาช่วยพวกเราก่อน!” เสียงพศินแทรกเข้ามาอย่างขี้ขลาดและตื่นตระหนก
ฉันไม่ตอบอะไรอีก นิ้วของฉันกดตัดสาย และกดบล็อกเบอร์โทรศัพท์ของพวกเขาทุกช่องทางอย่างถาวร
VII. รุ่งอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่
ฉันไม่รู้ว่าพวกนั้นต้องขายหน้า โดนส่งตัวกลับ หรือต้องหาทางใช้หนี้โรงแรมที่มัลดีฟส์อย่างไร และฉันก็ไม่สนใจอีกต่อไป พวกเขาเลือกทริปพักผ่อนที่แสนเห็นแก่ตัว แลกกับการสูญเสียบ่อเงินบ่อทองเพียงแห่งเดียวในชีวิตไปตลอดกาล
ฉันลุกขึ้นยืน เดินไปที่รูปถ่ายของธามและน้องมุกที่ตั้งอยู่บนเปียโนสีขาว ลูบกรอบรูปนั้นอย่างทะนุถนอม รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยคราบน้ำตา
พายุร้ายได้ผ่านพ้นไปแล้ว ขยะที่เกาะกินชีวิตของฉันถูกกวาดทิ้งไปจนหมดสิ้น แม้จะต้องมีชีวิตอยู่เพียงลำพัง แต่ฉันก็เข้มแข็งพอที่จะก้าวเดินต่อไป เพื่อสานต่อความฝันและธุรกิจที่ธามทิ้งไว้ให้… ด้วยหัวใจที่เด็ดเดี่ยวและสง่างามที่สุด!
