กุญแจทองเหลืองกับโลงศพที่ว่างเปล่า: เมื่อสัปเหร่อกร

กุญแจทองเหลืองกับโลงศพที่ว่างเปล่า: เมื่อสัปเหร่อกระซิบความลับหน้าหลุมศพพ่อ… สู่คำเตือนมรณะที่สั่งห้ามผมกลับไปเหยียบ ‘บ้าน’ อีกตลอดกาล!

I. เสียงกระซิบหลังม่านฝน

เม็ดฝนสีหม่นโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย ท้องฟ้าเหนือสุสานคริสต์ชานเมืองกรุงเทพฯ มืดครึ้มราวกับจะตอกย้ำความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ในชีวิตของผม บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยกลิ่นดินชื้นและเสียงสะอื้นไห้ที่ถูกดัดแปลงให้ดูน่าสงสาร

ผมชื่อ “เตชิต” ชายหนุ่มวัย 25 ปี ที่เพิ่งสูญเสีย “คุณศิริวัฒน์” พ่อบังเกิดเกล้า ผู้เป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศไปด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน

โลงศพไม้สักทองคำถูกหย่อนลงสู่ก้นหลุมอย่างเชื่องช้า “คุณหญิงดาริกา” แม่เลี้ยงของผม ยืนซับน้ำตาปลอมๆ อยู่ข้างตึกฝังศพ โดยมี “ทนายวิเชียร” ทนายความประจำตระกูลคอยยืนกางร่มและประคองร่างของเธอไว้อย่างแนบชิดเกินความจำเป็น ผมมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกขยะแขยง แต่ก็ไม่มีเรี่ยวแรงพอจะปริปากพูดอะไรออกมา

เมื่อพิธีการทั้งหมดสิ้นสุดลง แขกเหรื่อและญาติมิตรเริ่มทยอยเดินกลับไปที่รถ คุณหญิงดาริกาหันมามองผมด้วยสายตาที่เย็นชาผิดกับเมื่อครู่

“เตชิต… เดี๋ยวกลับรถคันเดียวกับแม่นะจ๊ะ เรามีเรื่องพินัยกรรมต้องคุยกันที่บ้าน”

ผมพยักหน้ารับอย่างแกนๆ และขอเวลาอยู่หน้าหลุมศพพ่อตามลำพังอีกสักพัก ดาริกาและทนายวิเชียรจึงเดินล่วงหน้าไปรอที่รถตู้สีดำคันหรู

ในขณะที่ผมกำลังยืนเหม่อลอยมองป้ายหินอ่อนสลักชื่อพ่อนั้นเอง “ลุงชัย” ผู้ดูแลสุสานวัยชราที่สวมเสื้อกันฝนสีมอซอ ก็เดินถือพลั่วเข้ามาใกล้ๆ เขาทำทีเป็นจัดดอกไม้หน้าหลุมศพ แต่จู่ๆ มือที่เหี่ยวย่นและสั่นเทาของแกก็เอื้อมมา คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของผมอย่างแรง!

ผมสะดุ้งสุดตัว กำลังจะอ้าปากถาม แต่ลุงชัยกลับดึงผมเข้าไปใกล้ๆ แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่แข่งกับเสียงฝน ประโยคที่หลุดออกมาจากปากของแก ทำให้โลกทั้งใบของผมพังทลายและหมุนคว้างอยู่ในวินาทีนั้น

“พ่อของคุณ… จ่ายเงินให้ผมเพื่อฝังแค่โลงศพที่ว่างเปล่าเท่านั้น!”

“ลุงพูดเรื่องอะไร! โลงศพเปล่า? แล้วร่างของพ่อผม…” ผมเบิกตากว้าง พยายามจะคาดคั้นความจริง

แต่ก่อนที่ผมจะทันได้โวยวาย ลุงชัยรีบยัด “กุญแจทองเหลืองสลักลายโบราณ” ดอกหนึ่งใส่มือผม แกบีบมือผมแน่น แววตาของแกเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด แกเหลือบซ้ายแลขวาก่อนจะเอ่ยคำเตือนสุดท้ายที่เยียบเย็นไปถึงกระดูกดำ

“ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ตาม… ห้ามกลับไปที่บ้านเด็ดขาด! หนีไปซะ!”

พูดจบลุงชัยก็รีบคว้าพลั่วแล้วเดินแกมวิ่งหายเข้าไปในดงต้นไม้หลังสุสาน ทิ้งให้ผมยืนตัวสั่นเทาอยู่ท่ามกลางสายฝน พร้อมกับกุญแจทองเหลืองในมือที่เย็นเฉียบ

II. การตัดสินใจบนทางแพร่ง

ห้ามกลับไปที่บ้านเด็ดขาด…

คำเตือนของลุงชัยดังก้องอยู่ในหัว ผมกำกุญแจทองเหลืองไว้แน่นจนเจ็บมือ เมื่อผมหันกลับไปมองที่ลานจอดรถ ผมเห็นชายชุดดำสองคนซึ่งเป็นบอดี้การ์ดคนใหม่ที่ดาริกาเพิ่งจ้างมาเมื่อสัปดาห์ก่อน กำลังยืนจ้องมองมาที่ผมอย่างไม่วางตา ท่าทีของพวกมันไม่ใช่การดูแลความปลอดภัย แต่มันคือ ‘การจับตาดู’ ไม่ให้ผมหนีไปไหน

สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของผมทำงานทันที พ่อต้องรู้อะไรบางอย่าง! พ่อถึงต้องจ้างสัปเหร่อฝังโลงเปล่า และทิ้งกุญแจดอกนี้ไว้ให้ผม

“คุณเตชิตครับ คุณหญิงให้มาตามครับ” บอดี้การ์ดร่างยักษ์ตะโกนเรียกและเริ่มเดินพุ่งตรงมาหาผม

“บอกคุณหญิงว่าฉันปวดหัว ขอแวะไปโรงพยาบาลก่อน ไม่ต้องตามมา!” ผมตะโกนสวนกลับไป ก่อนจะตัดสินใจวิ่งฝ่าสายฝนไปอีกทางซึ่งเป็นประตูด้านหลังของสุสาน ผมวิ่งลัดเลาะข้ามหลุมศพนับร้อย ทะลุออกไปยังถนนสายรอง โชคดีที่มีรถแท็กซี่ผ่านมาพอดี ผมกระโดดขึ้นรถและสั่งให้คนขับออกรถให้เร็วที่สุด

“ไปไหนครับพี่?” คนขับถาม

ผมก้มลงมองกุญแจทองเหลืองในมือ มันมีตัวอักษรย่อสลักไว้เล็กๆ ว่า “จ.ก.”

สมองของผมประมวลผลอย่างรวดเร็ว จ.ก. … เจริญกรุง! พ่อเคยมีร้านขายของเก่าเล็กๆ อยู่ที่ย่านเจริญกรุง ซึ่งปิดตายไปตั้งแต่ผมยังเด็ก พ่อเคยบอกว่ามันเป็นสมบัติชิ้นแรกก่อนที่ท่านจะร่ำรวย

“ไปถนนเจริญกรุงครับพี่ เอาให้เร็วที่สุด!”

III. ความลับในร้านของเก่า

รถแท็กซี่จอดเทียบหน้าตึกแถวไม้โบราณสองชั้นย่านเจริญกรุงที่ดูทรุดโทรมและถูกทิ้งร้างมานานนับสิบปี ผมจ่ายเงินและรีบวิ่งเข้าไปหลบฝนใต้กันสาด แม่กุญแจเหล็กตัวเขื่องคล้องอยู่ที่ประตูบานพับ ผมลองเอากุญแจทองเหลืองในมือเสียบเข้าไป

แกร๊ก…

มันเปิดออกได้อย่างง่ายดาย!

ผมแทรกตัวเข้าไปในความมืด กลิ่นฝุ่นและไม้เก่าลอยแตะจมูก ภายในร้านเต็มไปด้วยนาฬิกาโบราณและเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาว ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดไฟฉาย เดินสำรวจไปรอบๆ จนกระทั่งสะดุดตาเข้ากับ นาฬิกาคุณปู่ (Grandfather Clock) หลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ชิดผนังด้านในสุด

ผมสังเกตเห็นว่าที่หน้าปัดของมัน มีรูกุญแจที่ทำจากทองเหลืองชนิดเดียวกับที่ผมถืออยู่ ผมกลั้นหายใจ เสียบกุญแจดอกนั้นเข้าไปและหมุนหน้าปัด

ครืด… ครืด…

กลไกฟันเฟืองโบราณทำงาน ตู้ทึบของนาฬิกาคุณปู่ค่อยๆ เลื่อนออกด้านข้าง เผยให้เห็นประตูลับและบันไดปูนแคบๆ ที่ทอดตัวลงสู่ห้องใต้ดิน!

ผมค่อยๆ ก้าวเดินลงไปตามขั้นบันได ด้านล่างนั้นไม่ใช่ห้องเก็บของเก่า แต่มันคือ ห้องทำงานลับ ที่มีระบบระบายอากาศ คอมพิวเตอร์ หน้าจอมอนิเตอร์หลายตัว และบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ มีแฟ้มเอกสารสีแดงวางทับ “จดหมายที่จ่าหน้าซองถึงผม” ด้วยลายมือของพ่อ!

IV. จดหมายจากคนตาย

ผมมือสั่น รีบฉีกซองจดหมายนั้นออกอ่าน

“เตชิต ลูกรัก…

ถ้าลูกได้อ่านจดหมายฉบับนี้ แปลว่าลูกรอดพ้นจากการตามล่าของดาริกาและมาถึงเซฟเฮาส์ของพ่อได้สำเร็จ พ่อขอโทษที่ต้องปิดบังลูก แต่พ่อไม่มีทางเลือกอื่น…

พ่อไม่ได้เป็นโรคหัวใจวาย อาการป่วยของพ่อตลอดหกเดือนที่ผ่านมา เกิดจาก ‘ยาพิษไซยาไนด์เจือจาง’ ที่ดาริกาและไอ้ทนายวิเชียรแอบลอบวางในอาหารของพ่อทีละนิด เพื่อให้ดูเหมือนพ่อป่วยตายตามธรรมชาติ พวกมันวางแผนจะฮุบบริษัท และขายความลับทางธุรกิจของเราให้กับแก๊งฟอกเงินข้ามชาติ

พ่อรู้ตัวเมื่อสองสัปดาห์ก่อน แต่ร่างกายพ่ออ่อนแอเกินกว่าจะสู้รบปรบมือ พ่อรู้ดีว่าถ้าพ่อยังอยู่ พวกมันจะหันไปฆ่าลูกเพื่อตัดทายาททิ้ง พ่อจึงต้องจ้างหมอเถื่อนให้ฉีดยาที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นชั่วคราว สร้างสถานการณ์ว่าพ่อตายแล้ว และติดสินบนลุงชัยให้เอาโลงศพเปล่าไปฝัง ส่วนร่างที่แท้จริงของพ่อ ถูกทีมพยาบาลลับพาหนีออกมาทางประตูด้านหลังโรงพยาบาล…

ในแฟ้มสีแดงบนโต๊ะ คือหลักฐานการยักยอกทรัพย์ การค้ายาเสพติด และคลิปเสียงที่พวกมันวางแผนฆาตกรรมพ่อและลูก… อย่ากลับไปที่บ้านเด็ดขาด พวกมันเตรียมมือปืนไว้รอรับลูกแล้ว พ่อกำลังประสานงานกับหน่วยสืบสวนพิเศษ (DSI) ลูกจงล็อกห้องนี้จากด้านใน และรอจนกว่าพ่อจะไปรับ…

พ่อยังไม่ตาย… และพ่อจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายลูกของพ่อเด็ดขาด

รักลูกเสมอ… ศิริวัฒน์”

หยาดน้ำตาแห่งความดีใจและความแค้นไหลอาบแก้มผม พ่อยังมีชีวิตอยู่! และผู้หญิงที่แสร้งทำเป็นแม่เลี้ยงที่แสนดีมาตลอดสิบปี คือปีศาจร้ายที่หวังจะฆ่าล้างตระกูลเรา!

แต่ก่อนที่ผมจะทันได้ดีใจไปมากกว่านี้…

โครม!!!

เสียงพังประตูด้านบนตึกแถวดังสนั่นหวั่นไหว ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนนับสิบก้าวเข้ามาในร้านขายของเก่า!

V. นรกมาเยือน

“มันอยู่นี่แหละ! GPS จากโทรศัพท์มือถือมันชี้มาที่ตึกนี้ หาตัวมันให้เจอ คุณหญิงสั่งว่าคืนนี้ต้องไม่มีไอ้เตชิตอยู่บนโลกนี้อีก!”

เสียงของบอดี้การ์ดร่างยักษ์ที่สุสานตะโกนสั่งการ ผมเบิกตากว้าง ลืมไปสนิทเลยว่าโทรศัพท์มือถือของผมมีแอปพลิเคชันติดตามตัวที่ดาริกาเคยอ้างว่าลงไว้เพื่อ ‘ความปลอดภัย’ ของผม!

ผมรีบกดล็อกประตูเหล็กของห้องใต้ดินจากด้านใน ปิดไฟฉายในมือ และถอยร่นไปหลบอยู่หลังตู้เอกสารเหล็ก หัวใจของผมเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก

ปัง! ปัง! ปัง!

“เฮ้ย! มันมีประตูลับอยู่หลังนาฬิกาว่ะ! พังมันเข้าไป!”

เสียงกระสุนปืนซองระเบิดยิงอัดใส่ประตูเหล็กอย่างบ้าคลั่ง รอยร้าวเริ่มปรากฏขึ้นบนบานประตู ผมหยิบแฟ้มหลักฐานสีแดงมากอดไว้แนบอก พยายามมองหาอาวุธหรือทางหนีทีไล่ แต่ห้องใต้ดินนี้ไม่มีทางออกอื่นอีกแล้ว!

“ออกมาซะคุณเตชิต! ยอมตายดีๆ จะได้ไม่ทรมาน คุณหญิงฝากมาบอกว่า หลุมศพของพ่อคุณน่ะ มันยังกว้างพอที่จะใส่ร่างของคุณลงไปซ้อนได้นะ!” เสียงเยาะเย้ยดังลอดช่องประตูเข้ามา

บานประตูเหล็กถูกถีบจนบานพับเริ่มหลุดออก แสงไฟฉายจากกระบอกปืนสาดส่องเข้ามาในความมืด พวกมันกำลังจะพังเข้ามาได้แล้ว!

ผมหลับตาลง เตรียมใจรับความตายอย่างน้อยผมก็ได้รู้ความจริงว่าพ่อรักผมมากแค่ไหน…

แต่ทว่า…

VI. การกลับมาของพญาพยัคฆ์

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

จู่ๆ เสียงปืนก็ดังรัวขึ้นจากด้านบนชั้นหนึ่ง แต่ไม่ใช่เสียงปืนที่ยิงใส่ประตู มันคือเสียงปืนปะทะกันอย่างดุเดือด!

“เฮ้ย! ตำรวจ! วางอาวุธเดี๋ยวนี้ นี่คือหน่วยปฏิบัติการพิเศษ!”

เสียงตะโกนดุดันดังแทรกขึ้นมา ตามด้วยเสียงร้องโอดครวญของพวกมือปืน ร่างของบอดี้การ์ดคนหนึ่งร่วงกลิ้งตกลงมาตามบันได กระแทกกับประตูเหล็กจนนอนสลบเหมือดไป

ความวุ่นวายด้านบนเกิดขึ้นเพียงไม่ถึงห้านาที ทุกอย่างก็สงบลง

“เตชิต… เตชิตลูก! เปิดประตูให้พ่อเถอะ ปลอดภัยแล้ว!”

เสียงที่คุ้นเคยและอบอุ่นที่สุดในชีวิตดังขึ้นที่หน้าประตู ผมมือสั่นเทา รีบปลดล็อกประตูเหล็กและผลักมันออกไป

ตรงหน้าผมคือ… คุณศิริวัฒน์ พ่อของผมที่ควรจะนอนอยู่ในโลงศพ! ท่านสวมเสื้อเกราะกันกระสุนทับเสื้อเชิ้ต ใบหน้าดูอิดโรยแต่ดวงตายังคงความเด็ดเดี่ยวและทรงอำนาจ ข้างกายท่านคือเจ้าหน้าที่ตำรวจคอมมานโดนับสิบนายที่ตรึงกำลังควบคุมตัวพวกมือปืนไว้หมดแล้ว

“พ่อครับ!” ผมโผเข้ากอดพ่อแน่น ร้องไห้ออกมาเหมือนเด็กๆ พ่อลูบหัวผมด้วยความรัก

“พ่ออยู่นี่แล้วลูก… พ่ออยู่นี่ ขอโทษที่ปล่อยให้หนูต้องเจอเรื่องเลวร้ายนะ”

“แล้วดาริกาล่ะครับพ่อ…” ผมถามเสียงสั่น

พ่อแสยะยิ้มเยือกเย็น “ตอนนี้หน่วย DSI อีกชุด บุกเข้าไปรวบตัวดาริกากับไอ้ทนายวิเชียรคาเตียงนอนที่คฤหาสน์แล้วล่ะ หลักฐานที่พ่อมี บวกกับหลักฐานในแฟ้มที่ลูกถืออยู่… มันมากพอที่จะส่งพวกเดรัจฉานพวกนั้นไปเน่าตายในคุกตลอดชีวิต!”

VII. รุ่งอรุณแห่งชีวิตใหม่

เช้าวันรุ่งขึ้น ข่าวการจับกุมตัวคุณหญิงดาริกาและทนายวิเชียรในข้อหาพยายามฆ่าและฟอกเงิน กลายเป็นข่าวพาดหัวกึกก้องไปทั่วประเทศ สังคมต่างตื่นตะลึงกับแผนการอันแยบยลและอำมหิตของแม่เลี้ยงใจยักษ์

ส่วนผมและพ่อ เรายืนมองคฤหาสน์หลังงามที่ถูกตำรวจล้อมเทปสีเหลืองกั้นเป็นพื้นที่เกิดเหตุ จากนี้ไป บ้านหลังนี้คงกลายเป็นเพียงอดีตที่พวกเราไม่คิดจะกลับไปเหยียบอีก

“เราไปหาบ้านหลังใหม่กันเถอะเตชิต บ้านที่ไม่มีเงาของความหลอกลวง” พ่อตบไหล่ผมเบาๆ

ผมพยักหน้า ก้มลงมอง กุญแจทองเหลือง ในมือ กุญแจดอกเล็กๆ ที่สัปเหร่อผู้ซื่อสัตย์แอบยัดใส่มือผมในวันนั้น กุญแจที่ไขความจริงและช่วยชีวิตผมให้รอดพ้นจากความตาย

บทเรียนครั้งนี้สอนให้ผมรู้ว่า บางครั้งศัตรูที่น่ากลัวที่สุด ก็คือคนที่สวมหน้ากาก ‘ครอบครัว’ อาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกับเรา… และบางครั้ง ความรอดพ้นก็เริ่มต้นจากเสียงกระซิบเบาๆ และความกล้าหาญที่จะวิ่งหนีออกจากกรงมฤตยู เพื่อไขประตูสู่ความจริง!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *