ไฮโซต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอเศษเงินจากลูกเขยที่เคยเหยียบย่ำ!
I. งานเลี้ยงหรูหรา และลูกเขยผู้ต่ำต้อย
คฤหาสน์ตระกูล “วรโชติเมธี” สว่างไสวไปด้วยแสงไฟระย้าเจิดจ้า คืนนี้เป็นงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ “คุณหญิงพิมลพรรณ” เป็นเจ้าของ แขกเหรื่อระดับวีไอพีต่างแต่งกายด้วยชุดหรูหรา ประดับเพชรพลอยระยิบระยับ เดินชนแก้วแชมเปญกันอย่างออกรส
ในมุมที่มืดที่สุดของห้องอาหาร “ชานนท์” ชายหนุ่มในชุดสูทสีเทาเรียบๆ ที่ดูราคาถูก กำลังยืนเงียบๆ เขาคือลูกเขยที่แต่งงานกับ “อลิสา” ลูกสาวคนเดียวของคุณหญิงพิมลพรรณ แม้อลิสาจะรักเขามากแค่ไหน แต่ในสายตาของคุณหญิง ชานนท์ก็เป็นแค่ “ปลิง” ที่มาเกาะลูกสาวของเธอ เพราะเขาอ้างว่าตัวเองเป็นเพียงพนักงานออฟฟิศธรรมดาๆ ที่ทำงานกินเงินเดือนไปวันๆ
“อลิสา พาไอ้ลูกเขยกระจอกของแกไปให้พ้นหน้าฉันทีสิ แขกผู้ใหญ่มากันเยอะแยะ ฉันอายเขาที่มีลูกเขยแต่งตัวเหมือนคนขับรถแบบนี้!” คุณหญิงพิมลพรรณกระซิบด่าลูกสาวด้วยน้ำเสียงลอดไรฟัน
“คุณแม่คะ! ชานนท์เป็นสามีของลิสานะคะ ทำไมคุณแม่ต้องพูดแรงขนาดนี้” อลิสาพยายามปกป้อง
“ฉันพูดความจริง! แกมันตาบอด!” คุณหญิงตวาดเบาๆ ก่อนจะหันไปจิกตาใส่ชานนท์ “ตามฉันมาที่ห้องครัวเดี๋ยวนี้!”
II. อาหารมื้อค่ำข้างถังขยะ
ชานนท์เดินตามแม่ยายเข้าไปในห้องครัวด้านหลังอย่างเงียบเชียบ เมื่อลับสายตาผู้คน คุณหญิงพิมลพรรณก็หยิบจานกระเบื้องที่เต็มไปด้วยเศษอาหารที่เหลือจากการจัดเลี้ยง ทั้งเศษเนื้อและผักที่ดูเละเทะ โยนโครมลงบนโต๊ะเล็กๆ ข้างถังขยะส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยว
“กินซะ! นี่คืออาหารที่คู่ควรกับคนอย่างแก!” คุณหญิงพิมลพรรณกอดอก เชิดหน้าขึ้นด้วยความหยิ่งยโส “ที่นั่งในโต๊ะอาหารหรูหรานั่น มันสำหรับเศรษฐีและคนมีระดับ ไม่ใช่ขยะสังคมอย่างแก นั่งลงแล้วกินเศษอาหารพวกนี้ข้างถังขยะนี่แหละ จะได้รู้จักที่ต่ำที่สูง!”
ชานนท์มองเศษอาหารในจาน สลับกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังของแม่ยาย เขาสูดหายใจลึก นัยน์ตาสีเข้มของเขาไม่มีความหวาดกลัวหรือความโกรธเกรี้ยว มีเพียงความเย็นเยียบที่อ่านไม่ออก
“คุณหญิงครับ… คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะให้เกียรติคนอื่นได้นะครับ” ชานนท์เอ่ยเสียงเรียบ
“หุบปาก! แกไม่มีสิทธิ์มาสอนฉัน! กินเข้าไป ถ้าแกไม่กิน แกก็ไสหัวออกจากบ้านฉันไปเลย!”
เพื่อไม่ให้อลิสาต้องมาลำบากใจและทะเลาะกับแม่ ชานนท์ยอมนั่งลงที่เก้าอี้ข้างถังขยะ เขาหยิบช้อนขึ้นมาตักข้าวในจานนั้นเข้าปากช้าๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะหยันของคุณหญิงพิมลพรรณที่เดินสะบัดบ๊อบออกไป
‘สนุกกับความเย่อหยิ่งของคุณไปเถอะครับ คุณหญิงพิมลพรรณ… เพราะพรุ่งนี้ โลกของคุณจะเปลี่ยนไปตลอดกาล’ ชานนท์คิดในใจ
III. วิกฤตธุรกิจและฟางเส้นสุดท้าย
เช้าวันรุ่งขึ้น… คฤหาสน์วรโชติเมธีเต็มไปด้วยความวุ่นวาย
“อะไรนะ!! ธนาคารปฏิเสธการต่อตั๋วสัญญาเงินป้ายงั้นเหรอ! ถ้าเราไม่ได้เงินกู้ 500 ล้านบาทภายในวันนี้ บริษัทเราต้องถูกฟ้องล้มละลายแน่ๆ!” คุณหญิงพิมลพรรณกรีดร้องใส่โทรศัพท์ ใบหน้าที่เคยหยิ่งยโสบัดนี้ซีดเผือดราวกับกระดาษ
หุ้นส่วนพากันถอนตัว โครงการคอนโดมิเนียมยักษ์ใหญ่ถูกระงับ ทางรอดเดียวของเธอคือการบากหน้าไปขอกู้เงินจาก “แกรนด์ ทรัสต์ แบงก์” (Grand Trust Bank) สถาบันการเงินที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ ซึ่งเพิ่งมีข่าวว่าประธานกรรมการบริหารคนใหม่ที่เก่งกาจและดุดันเพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง
คุณหญิงพิมลพรรณรีบแต่งตัวด้วยชุดแบรนด์เนมที่แพงที่สุด สวมเครื่องเพชรเต็มยศ เพื่อไปเจรจากับประธานธนาคารคนใหม่ด้วยตัวเอง เธอหวังจะใช้เส้นสายและเสน่ห์ทางการเจรจาแบบสังคมชั้นสูงเพื่อเอาตัวรอด
IV. ความจริงที่เปิดเผยบนบัลลังก์ทองคำ
ณ ชั้นบนสุดของตึกระฟ้า แกรนด์ ทรัสต์ แบงก์…
คุณหญิงพิมลพรรณถูกเลขาพาเดินเข้ามาในห้องทำงานประธานกรรมการบริหารที่กว้างขวางและตกแต่งอย่างหรูหราอลังการ เก้าอี้หนังสีดำตัวใหญ่หันหลังให้เธออยู่ มองเห็นเพียงด้านหลังของเก้าอี้และวิวกรุงเทพมหานครแบบพาโนรามา
“สวัสดีค่ะ ท่านประธาน ดิฉัน พิมลพรรณ จากวรโชติเมธีพร็อพเพอร์ตี้ค่ะ ดิฉันมั่นใจว่าโครงการของเรามีศักยภาพพอที่ท่านจะ…”
เก้าอี้หนังตัวนั้นค่อยๆ หมุนกลับมา…
ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนนั้น สวมสูทอาร์มานี่ (Armani) สั่งตัดพอดีตัว นาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ (Patek Philippe) เรือนละสิบล้านส่องประกายบนข้อมือ แววตาของเขาคมกริบ ทรงอำนาจ และสง่างามจนน่าขนลุก
คุณหญิงพิมลพรรณเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนกระเป๋าแอร์เมส (Hermès) ในมือร่วงหล่นลงกับพื้น
“ช-ชานนท์!! แก… แกเข้ามาทำความสะอาดห้องนี้เหรอ! ออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ ถ้าท่านประธานมาเห็น แกถูกไล่ออกแน่!” เธอละล่ำละลักตวาด แม้ในใจจะเริ่มสั่นสะท้านกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของเขา
ชานนท์ประสานมือไว้บนโต๊ะทำงานกระจกใส แสยะยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
“ผมไม่ได้มาทำความสะอาดครับ คุณหญิงพิมลพรรณ… แต่ผมมาเพื่อตัดสินว่า จะปล่อยให้บริษัทที่บริหารงานห่วยแตกของคุณล้มละลายวันนี้ หรือพรุ่งนี้ดี”
“ก-แกหมายความว่ายังไง…”
“ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการนะครับ ผม ชานนท์ ประธานกรรมการบริหาร แกรนด์ ทรัสต์ แบงก์ และผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของสถาบันการเงินแห่งนี้”
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางแสกหน้าของคุณหญิงพิมลพรรณ โลกทั้งใบของเธอหมุนคว้าง ความจริงกระแทกหน้าจนเธอแทบหยุดหายใจ ลูกเขยที่เธอเพิ่งบังคับให้กินเศษอาหารข้างถังขยะเมื่อคืน คือมหาเศรษฐีผู้กุมชะตาชีวิตของเธอ!
V. คำขอโทษที่สายเกินไป
“ม-ไม่จริง… ลิสาบอกว่าแกเป็นแค่พนักงานออฟฟิศ…” เสียงของคุณหญิงสั่นเครือ น้ำตาแห่งความหวาดกลัวเริ่มเอ่อล้น
“ผมแค่อยากรู้ว่า ถ้าผมไม่มีเงินทองและอำนาจ ครอบครัวของคุณจะปฏิบัติกับผมอย่างไร… อลิสารักผมที่ผมเป็นผม แต่สำหรับคุณ… คุณตีค่าคนเพียงแค่เปลือกนอก และเมื่อคืน คุณก็แสดงให้เห็นแล้วว่า จิตใจของคุณมันสกปรกยิ่งกว่าเศษอาหารข้างถังขยะนั่นเสียอีก” ชานนท์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“ชานนท์… ลูกเขยของแม่! แม่ขอโทษ! แม่ตาบอดไปเอง แม่มันโง่!”
ความหยิ่งยโสที่มีมาทั้งชีวิตพังทลายลง คุณหญิงพิมลพรรณทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นพรม ร้องไห้ฟูมฟายและคลานเข้าไปเกาะโต๊ะทำงานของเขา
“ช่วยบริษัทแม่ด้วยนะชานนท์! อนุมัติเงินกู้ 500 ล้านให้แม่เถอะนะ ถือว่าเห็นแก่อลิสา เมียของแกไงลูก! ถ้าบริษัทล้มละลาย แม่ต้องผูกคอตายแน่ๆ!”
ชานนท์มองดูหญิงวัยกลางคนที่กำลังคุกเข่าร้องไห้อย่างน่าสมเพชด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งความเวทนา
“บริษัทของคุณมีหนี้สินล้นพ้นตัว บริหารงานผิดพลาด และมีการยักยอกเงินภายใน… ในฐานะประธานธนาคาร ผมไม่อนุมัติสินเชื่อที่มีความเสี่ยงสูงระดับขยะแบบนี้ครับ” ชานนท์กดปุ่มอินเตอร์คอมบนโต๊ะ “รปภ. เข้ามาพาตัวคุณพิมลพรรณออกไปทีครับ การเจรจาธุรกิจจบลงแล้ว”
“ไม่นะชานนท์! ชานนท์! แกทำแบบนี้กับแม่ยายไม่ได้นะ! ชานนท์!!!”
รปภ. ร่างยักษ์สองคนเข้ามาหิ้วปีกคุณหญิงพิมลพรรณที่กำลังดิ้นรนและกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งออกไปจากห้องทำงานที่หรูหรา
ชานนท์ลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่ มองออกไปยังทิวทัศน์ของเมืองหลวง เขาไม่ได้รู้สึกสะใจจนเนื้อเต้น แต่เขารู้สึกสงบ… เขาจะดูแลอลิสาด้วยชีวิตและทรัพย์สินทั้งหมดที่มี แต่สำหรับผู้หญิงที่เคยมองเขาเป็นเพียงขยะ เธอจะได้เรียนรู้รสชาติของการเป็นผู้พ่ายแพ้ และต้องไปใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับเศษซากแห่งความหยิ่งยโสของตัวเธอเองตลอดกาล.
