เช้าที่วุ่นวายกับนาฬิกาปลุกมีชีวิต
เข็มนาฬิกาบนผนังชี้ไปที่เวลา 6:45 น. ตรงเผง… และเช่นเคย เสียงขู่คำรามต่ำๆ ในลำคอก็ดังขึ้นจากมุมห้อง
ผมถอนหายใจยาว พลางมองไปที่ “เจ้าบุญรอด” สุนัขพันทางจรจัดตัวใหญ่ที่ผมรับมาเลี้ยงเมื่อปีที่แล้ว มันกำลังหมอบต่ำ แยกเขี้ยวเล็กน้อย และจ้องเขม็งไปที่รองเท้าบูทหนังหุ้มข้อคู่เก่งของผม ราวกับว่ารองเท้าคู่นั้นเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่มันต้องกำจัดให้สิ้นซาก
ทันทีที่ผมเอื้อมมือไปหยิบรองเท้า เจ้าบุญรอดก็พุ่งพรวดเข้ามา มันงับเข้าที่เชือกรองเท้าหนังอย่างแรง สะบัดหัวไปมาจนเชือกขาดวิ่น จากนั้นก็คาบรองเท้าบูทข้างหนึ่งออกตัววิ่งหนีไปซ่อนใต้โซฟาอย่างรวดเร็ว มันทำแบบนี้ ทุกเช้าเวลา 6:45 น. หวงแหนและแย่งชิงราวกับว่ารองเท้าคู่นี้คือสิ่งสำคัญที่มันจำเป็นต้องช่วงชิงไปให้ได้
“บุญรอด! เอามานี่เลยนะ วันนี้ฉันรีบ!” ผมดุเสียงเข้ม พยายามมุดใต้โซฟาเพื่อยื้อแย่งรองเท้ากลับมา ท่ามกลางเสียงครางหงิงๆ ของมันที่ฟังดูเหมือนกำลังอ้อนวอนมากกว่าโกรธเคือง
ความทรงจำผ่านเลนส์ และจุดเริ่มต้นของความผูกพัน
ผมเป็นช่างภาพอิสระที่หลงใหลในความคลาสสิก บนโต๊ะทำงานของผมเต็มไปด้วยฟิล์มและกล้องโพลาลอยด์ตัวโปรด สายตาของผมเหลือบไปมองรูปถ่ายใบหนึ่งที่เพิ่งถ่ายเมื่อสัปดาห์ก่อน มันเป็นภาพที่ดูเหมือนภาพสแนปช็อตสบายๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจจัดฉากหรือโฟกัสอะไรเป็นพิเศษ แต่มันกลับเป็นภาพที่ผมรักที่สุด
ในรูปนั้นคือผมกับ “น้ำหวาน” แฟนสาวของผม เราเป็นคู่รักที่ดูอบอุ่นและเรียบง่าย ภาพจับจังหวะที่ผมกำลังวางมือลงบนศีรษะของเธออย่างทะนุถนอมพร้อมกับรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุข น้ำหวานคือคนที่คะยั้นคะยอให้ผมรับเจ้าบุญรอดมาเลี้ยง หลังจากที่เราไปเจอมันนอนบาดเจ็บอยู่ริมถนนทางขึ้นเขาในทริปถ่ายรูปเมื่อปีก่อน
แต่ช่วงนี้ผมต้องรับงานถ่ายภาพสารคดีในพื้นที่ป่าลึก และต้องใส่รองเท้าบูทหนังคู่เดิมนี้ออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของพฤติกรรมประหลาดของเจ้าบุญรอด
วันที่ความดื้อรั้นพุ่งถึงขีดสุด
เช้าวันนี้อากาศอึมครึม พายุฝนพัดกระหน่ำตั้งแต่ตีห้า ผมมีคิวต้องขับรถขึ้นเขาไปถ่ายภาพจุดชมวิวที่อันตรายที่สุดของหน้าผา
เมื่อเวลา 6:45 น. มาถึง เหตุการณ์กลับไม่เหมือนทุกวัน เจ้าบุญรอดไม่ได้แค่ขู่หรือกัดเชือกรองเท้า แต่มันกระโจนเข้าใส่บูทหนังของผมอย่างบ้าคลั่ง มันใช้ฟันคมๆ กัดทึ้งตัวรองเท้าจนหนังฉีกขาด ยื้อยุดฉุดกระชากสุดแรงเกิดจนผมเสียหลักล้มลง มันเหยียบลงบนอกผม น้ำตาของสุนัขตัวโตไหลซึมออกมาพร้อมกับเสียงเห่าที่ดังก้องกังวานไปทั่วบ้าน มันคาบรองเท้าที่ขาดวิ่นวิ่งฝ่าสายฝนออกไปนอกหน้าต่าง แล้วตะกุยดินฝังรองเท้าของผมไว้ใต้ต้นไม้!
“บุญรอด! แกทำบ้าอะไรเนี่ย!” ผมตะโกนอย่างหัวเสียสุดขีด เพราะรองเท้าบูทคู่นั้นคือคู่เดียวที่ใช้ปีนเขาได้ การกระทำของมันทำให้ผมไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ในเช้านี้
น้ำหวานที่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงโวยวาย รีบวิ่งลงมาดู เธอจับแขนผมไว้แน่นเพื่อลูบหลังให้ใจเย็นลง “เต้… ใจเย็นๆ ก่อน บุญรอดมันไม่เคยเป็นแบบนี้นะ มันคงกลัวอะไรสักอย่าง”
ปาฏิหาริย์แห่งความภักดี
ผมทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างหงุดหงิด หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อจะโทรไปยกเลิกงานกับทีมงานที่รออยู่ที่ตีนเขา
แต่ยังไม่ทันจะได้กดโทรออก… หน้าจอโทรศัพท์ก็เด้งการแจ้งเตือนข่าวข่าวด่วนจากแอปพลิเคชันสำนักข่าว
“ด่วน! เวลา 07:10 น. เกิดเหตุดินถล่มรุนแรงบริเวณถนนทางขึ้นหน้าผา ทับรถยนต์ที่สัญจรผ่านเสียหายยับเยิน เส้นทางถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง!”
ผมเบิกตากว้าง มือที่ถือโทรศัพท์สั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ หัวใจเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกอก หากเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว เจ้าบุญรอดไม่ขัดขวางและทำลายรองเท้าของผม… ผมคงขับรถไปถึงจุดเกิดเหตุในเวลา 07:10 น. พอดีเป๊ะ และคงกลายเป็นหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินโคลนเหล่านั้นไปแล้ว
ผมค่อยๆ หันไปมองหน้าหน้าต่าง เจ้าบุญรอดเดินเปียกปอนกลับเข้ามาในบ้าน มันคาบเศษเชือกรองเท้าหนังที่ขาดวิ่นมาวางไว้แทบเท้าผม แล้วช้อนสายตามองผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโล่งใจ
น้ำหวานปล่อยโฮออกมาแล้วโผเข้ากอดผมแน่น ผมเอื้อมมือไปสวมกอดแฟนสาว พร้อมกับดึงตัวเจ้าบุญรอดเข้ามากอดไว้แนบอก น้ำตาของลูกผู้ชายไหลรินออกมาอย่างไม่อายใคร
ผมเพิ่งเข้าใจในวินาทีนี้เอง… เจ้าบุญรอดเคยเป็นหมาจรจัดบนภูเขา เจ้าของเก่าของมันอาจจะใส่รองเท้าบูทหนังแบบเดียวกัน และเดินออกจากบ้านไปในเวลา 6:45 น. ของเช้าวันฝนตกหนัก ก่อนจะไม่มีวันได้กลับมาหามันอีกเลย
มันไม่ได้เกลียดรองเท้าของผม… แต่มันแค่ “หวาดกลัว” ที่จะสูญเสียคนที่มันรักไปอีกครั้ง
“ขอบใจนะ… ขอบใจที่ช่วยชีวิตฉันไว้” ผมกระซิบที่ข้างหูของมันเบาๆ เจ้าตูบสี่ขาเลียคราบน้ำตาบนใบหน้าของผมราวกับจะบอกว่า… ตราบใดที่มันยังมีลมหายใจ มันจะไม่มีวันยอมให้ผมใส่รองเท้าคู่นั้นเดินออกไปพบกับความตายอย่างเด็ดขาด
