ฉันล้มป่วยด้วยโรคประหลาดมาเกือบสามเดือน ร่างกายที่เคยแข็งแรงกลับซูบผอมและไร้เรี่ยวแรงจนแค่นั่งพิงหัวเตียงก็ยังเหนื่อยหอบ ในขณะที่ฉันกำลังต่อสู้กับความเจ็บปวด “เจตน์” สามีที่แสนดีของฉันกลับยืนผิวปากอย่างอารมณ์ดีอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า เขากำลังจัดกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เตรียมบินไปพักผ่อนที่ยุโรปกับคุณหญิงแม่และน้องสาวของเขา
ฉันพยายามพยุงตัวขึ้น มองเขาด้วยสายตาเว้าวอน “เจตน์คะ… นลินปวดหัวเหลือเกิน หายใจไม่ค่อยออกเลย คุณเลื่อนตั๋วไปก่อนไม่ได้เหรอคะ…”
เจตน์หันมามองฉัน เขารูดซิปกระเป๋าจนสุด เดินเข้ามาลูบผมฉันเบาๆ รอยยิ้มที่เคยทำให้ฉันตกหลุมรักบัดนี้กลับดูเย็นเยียบจนน่าขนลุก
“ออมแรงไว้นะนลิน… ไม่ต้องห่วงหรอก แค่ไม่กี่สัปดาห์เดี๋ยวผมก็กลับมา”
นั่นคือประโยคสุดท้ายก่อนที่เขาจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไป เสียงสตาร์ทรถตู้ยุโรปดังขึ้นและค่อยๆ ห่างออกไปจนลับตา
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวแถบชานเมือง ฉันพยายามรวบรวมพละกำลังเฮือกสุดท้ายเพื่อลุกไปกินยาที่หัวเตียง… แต่ขวดยาหายไป
ฉันขมวดคิ้ว ค่อยๆ ลากสังขารที่หนักอึ้งไปที่สวิตช์ไฟ… ไม่มีแสงสว่างใดๆ เกิดขึ้น ไฟถูกตัด
ฉันเดินโซเซไปที่ห้องน้ำ บิดก๊อกน้ำที่อ่างล้างหน้า… ไม่มีน้ำสักหยดไหลออกมา น้ำถูกตัด
ความตื่นตระหนกเริ่มจู่โจม ฉันพาร่างที่สั่นเทาลงบันไดไปที่ประตูหน้าบ้าน มือที่ซีดเซียวบิดลูกบิดประตูอย่างแรง… มันถูกล็อก
ฉันพยายามเดินไปที่หน้าต่างทุกบาน ประตูหลังบ้าน ประตูห้องครัว… ทุกบานถูกล็อกกุญแจอย่างแน่นหนาจาก “ด้านนอก”
ในวินาทีนั้น ขาทั้งสองข้างของฉันทรุดลงไปกองกับพื้น ความจริงที่โหดร้ายกระแทกเข้ากลางใจอย่างจัง เจตน์ไม่ได้ไปพักผ่อน… แต่เขาจงใจขังฉันไว้ในคฤหาสน์ที่ถูกตัดน้ำตัดไฟ ปราศจากยารักษาโรค ปราศจากอาหาร เพื่อปล่อยให้ฉันค่อยๆ ตายอย่างทนทุกข์ทรมานและโดดเดี่ยวที่สุด! เขาต้องการฮุบสมบัติและเงินประกันชีวิตมหาศาลของฉัน!
วันเวลาในนรกขุมนี้เริ่มต้นขึ้น ฉันต้องประทังชีวิตด้วยน้ำที่เหลืออยู่ในแท็งก์ชักโครก และอาหารกระป๋องไม่กี่กระป๋องที่แม่บ้านลืมทิ้งไว้ในห้องเก็บของใต้บันได ฉันนอนรอความตายอย่างสิ้นหวังในความมืด
แต่ทว่า… ปาฏิหาริย์หรือตลกร้ายก็ไม่รู้ เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ อาการปวดหัวอย่างรุนแรงและอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่ฉันเผชิญมาตลอดสามเดือน กลับค่อยๆ ดีขึ้น!
ฉันเริ่มลุกขึ้นยืนได้เต็มซีก เริ่มมีแรงเดินโดยไม่ต้องพิงผนัง และในตอนนั้นเองที่ฉันตาสว่าง… “ยารักษาโรค” ที่เจตน์บังคับให้ฉันกินทุกวันหลังอาหาร มันไม่ใช่ยา แต่มันคือ “ยาพิษ” ที่ออกฤทธิ์อย่างช้าๆ!
การที่เขาขโมยยาไปด้วยเพราะกลัวตำรวจมาตรวจเจอศพและหลักฐานหารู้ไม่ว่า การที่ฉันขาดหายจากยาพิษนั่นแหละ คือสิ่งที่ชุบชีวิตฉันขึ้นมาใหม่!
เมื่อร่างกายเริ่มฟื้นฟู ความเศร้าโศกก็แปรเปลี่ยนเป็นความแค้นที่ลุกโชน ฉันใช้ค้อนทุบกระจกห้องใต้หลังคาเพื่อรองน้ำฝนและรับแสงสว่าง ฉันงัดตู้เซฟลับของเจตน์ในห้องทำงานจนพบเอกสารกรมธรรม์ประกันชีวิตที่เขาแอบทำไว้ในชื่อฉันมูลค่ากว่าร้อยล้านบาท รวมถึงหลักฐานการโอนเงินซื้อยาพิษจากตลาดมืด
ฉันใช้เวลาที่เหลือฟื้นฟูร่างกายตัวเองให้กลับมาสวยสง่าและแข็งแรงที่สุด ฉันซ่อมโทรศัพท์บ้านที่ถูกตัดสายทิ้ง ติดต่อทนายความส่วนตัวและผู้บัญชาการตำรวจที่สนิทกับคุณพ่อของฉัน ทุกอย่างถูกเตรียมการไว้อย่างเงียบเชียบและสมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อรอคอยการกลับมาของฆาตกร!
74 วันต่อมา…
รถตู้คันหรูแล่นเข้ามาจอดที่หน้าคฤหาสน์ เจตน์ คุณหญิงจงกล และจิตรา น้องสาวของเขา ก้าวลงจากรถ ทุกคนสวมชุดสีดำสนิทราวกับเตรียมตัวมาเพื่องานศพ ในมือของคุณหญิงแม่มีผ้าเช็ดหน้าเตรียมไว้บีบน้ำตาแสดงละครหลอกตำรวจ
“ป่านนี้ศพเน่าเฟะเหม็นคลุ้งไปทั้งบ้านแล้วมั้งพี่เจตน์ จิตราไม่อยากเข้าไปดูเลย อุดจาดตา” เสียงน้องสาวพูดขึ้นด้วยความรังเกียจ
“ทนหน่อยน่าจิตรา ทนดมกลิ่นศพมันแค่แป๊บเดียว แลกกับเงินประกันร้อยล้าน ยังไงก็คุ้ม” เจตน์หัวเราะในลำคอ ก่อนจะล้วงกุญแจออกมาไขประตูหน้าบ้าน
กริ๊ก… เอี๊ยด…
ประตูบานใหญ่เปิดออก เจตน์ก้าวเท้าเข้ามาเป็นคนแรก เขาเตรียมใจที่จะต้องสูดดมกลิ่นศพที่เน่าเปื่อย แต่สิ่งที่ปะทะจมูกกลับเป็นกลิ่นน้ำหอม Chanel No.5 ที่คุ้นเคย และแอร์เย็นฉ่ำที่เปิดไว้ทั่วทั้งบ้าน
“ม-มีใครเข้ามาเปิดไฟเปิดแอร์เนี่ย!” เจตน์อุทานด้วยความตกใจ ขาของเขาก้าวเข้าไปในห้องนั่งเล่น ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเบิกกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า เลือดในกายเย็นเฉียบราวกับถูกสาดด้วยน้ำแข็ง!
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด!!!”
เจตน์แหกปากร้องลั่นราวกับเห็นผี ขาของเขาอ่อนแรงจนล้มหงายหลังลงไปกองกับพื้น คุณหญิงจงกลและจิตราที่วิ่งตามเข้ามาก็ช็อกจนหน้าซีดเผือดแทบสลบ
บนโซฟาบุหนังราคาแพงกลางห้อง… ไม่ใช่ซากศพที่เน่าเปื่อยอย่างที่พวกเขาหวัง
แต่เป็นฉัน… นลิน ในชุดเดรสสีแดงเพลิงสุดหรู นั่งไขว่ห้างจิบไวน์แดงอย่างสง่างาม ร่างกายของฉันเปล่งปลั่ง สวยสะพรั่ง และแข็งแรงยิ่งกว่าตอนก่อนแต่งงานเสียอีก!
“ก-กลับมาแล้วเหรอคะ… เจตน์” ฉันแสยะยิ้ม วางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะ “ไปเที่ยวยุโรปมา 74 วัน สนุกไหมคะ? บังเอิญจังเลยนะคะที่ใส่ชุดดำมาพอดี… เพราะวันนี้ต้องมีคนได้เข้าไปนอนในคุก คงเหมือนตายทั้งเป็นเลยล่ะค่ะ”
“ผ-ผี! นังนลิน! แกยังไม่ตายได้ยังไง! ฉันตัดน้ำตัดไฟแกหมดแล้ว!” เจตน์ละล่ำละลัก ชี้หน้าฉันด้วยมือที่สั่นเทา
“ถ้าฉันตาย แล้วใครจะส่งคุณไปลงนรกล่ะคะ?”
ทันทีที่ฉันพูดจบ ตำรวจในเครื่องแบบกว่าสิบนาย พร้อมด้วยทนายความของฉัน ก็ก้าวออกมาจากมุมมืดของบ้าน ทนายความชูหลักฐานการซื้อยาพิษและกรมธรรม์ร้อยล้านขึ้นมา
“คุณเจตน์ คุณถูกจับกุมในข้อหาพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฉ้อโกงประกันภัย ส่วนคุณหญิงจงกลและคุณจิตรา ถือเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด” สารวัตรตำรวจประกาศเสียงกร้าว
“ไม่! ไม่จริง! ฉันไม่เกี่ยว! นังนลิน แกทำแบบนี้กับผัวแกได้ยังไง!” เจตน์ดิ้นพล่าน ร้องไห้ฟูมฟายขณะถูกกุญแจมือสับเข้าที่ข้อมือ คุณหญิงแม่ของเขาก็เป็นลมล้มพับไปกลางกองเยี่ยวของตัวเอง ส่วนน้องสาวก็กรีดร้องอย่างบ้าคลั่งเมื่อถูกตำรวจรวบตัว
ฉันเดินเข้าไปใกล้ๆ เจตน์ ก้มลงกระซิบที่ข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบที่สุด
“ขอบคุณนะเจตน์ ที่ขังฉันไว้… เพราะ 74 วันในความมืด มันทำให้ฉันตาสว่าง และรู้ว่าฉันควรจะเหยียบหัวพวกเนรคุณอย่างพวกแกยังไงให้จมดิน… ลาก่อนนะ ขอให้สนุกกับทริปทัวร์นรกในคุกตลอดชีวิตของคุณ!”
ฉันยืนมองรถตำรวจที่ขับออกไปจากคฤหาสน์ด้วยรอยยิ้ม วันนี้อากาศช่างสดใสเหลือเกิน และชีวิตใหม่ที่ปราศจากปลิงดูดเลือดของฉัน… เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น.
