I. สายน้ำแห่งความสิ้นหวัง
พายุดีเปรสชันลูกใหญ่พัดถล่มภาคเหนือตอนล่าง ฝนที่ตกหนักติดต่อกันสามวันสามคืนทำให้มวลน้ำป่าจากภูเขาหลากเข้าท่วมหมู่บ้าน “บางกระเบา” อย่างฉับพลันในกลางดึก ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนมิดหลังคาบ้านชั้นเดียวภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือดังระงมแข่งกับเสียงฟ้าร้องและกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก
ผม “ผู้กองเขตต์” หัวหน้าชุดปฏิบัติการกู้ภัยทางน้ำ นำทีมเจ้าหน้าที่พร้อมเรือท้องแบนฝ่ากระแสน้ำอันตรายเข้าไปอพยพชาวบ้าน ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงไฟฉายจากหมวกนิรภัยสาดส่อง เราช่วยชีวิตผู้คนออกมาได้หลายสิบคน แต่ภารกิจยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
“ผู้กองครับ! ทางซ้ายมือตรงบ้านหลังคาสีฟ้า มีรอยกระเพื่อมน้ำแปลกๆ เหมือนมีสิ่งมีชีวิตอยู่ครับ!” “จ่าชัย” ลูกน้องในทีมตะโกนบอกแข่งกับเสียงเครื่องยนต์เรือ
ผมหันหัวเรือส่องไฟฉายไปตามทิศทางนั้น ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือเพิงเก็บของสังกะสีที่กำลังจะถูกน้ำกลืนกิน และที่เกาะอยู่ตรงขอบหลังคาเพิงที่เหลือพื้นที่เพียงน้อยนิด… คือสุนัขสายพันธุ์พิตบูลตัวเมีย สภาพของมันอิดโรย แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบ คือสิ่งที่มันคาบไว้ในปากอย่างทะนุถนอม… ลูกสุนัขตัวน้อยที่ยังไม่ลืมตาดูโลก
II. สัญชาตญาณความเป็นแม่
“พิตบูลดุนะผู้กอง ระวังตัวด้วย!” จ่าชัยเตือนขณะที่เราค่อยๆ เทียบเรือเข้าใกล้
แต่พิตบูลตัวนี้ไม่มีท่าทีก้าวร้าวเลยแม้แต่น้อย ทันทีที่หัวเรือสัมผัสกับหลังคาเพิง มันใช้แรงที่เหลืออยู่ดันตัวเองขึ้นมา แล้วค่อยๆ วางลูกน้อยในปากลงบนพื้นเรืออย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่แม่สุนัขตัวหนึ่งจะทำได้
ลูกสุนัขตัวน้อยส่งเสียงร้องอี๊ดๆ ด้วยความหนาวสั่น ผมรีบคว้าผ้าขนหนูมาห่อตัวมันไว้
“เก่งมากแม่หนู… มา ขึ้นเรือมาเร็ว” ผมยื่นมือออกไปเพื่อจะดึงแม่สุนัขขึ้นเรือ ระดับน้ำตอนนี้สูงถึงกรามของมันแล้ว มันต้องพยายามเชิดหน้าขึ้นเพื่อให้จมูกพ้นน้ำ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น ทำให้พวกเรากู้ภัยทั้งลำเรือต้องตกตะลึง
แทนที่มันจะตะเกียกตะกายขึ้นมาบนเรือที่ปลอดภัย แม่พิตบูลกลับชะงัก มันมองลูกน้อยบนเรือเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังกลับ แล้วกระโจนลงสู่กระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ว่ายสวนทางมุ่งหน้ากลับไปยังเพิงเก็บของที่กำลังจะจมมิดหลังคา!
“เฮ้ย! มันจะไปไหนน่ะผู้กอง!”
“มันคงมีลูกอีกตัว! ตามมันไป!” ผมตะโกนสั่งจ่าชัยให้บังคับเรือตามไปติดๆ
III. ภารกิจห้าชีวิต กับเรี่ยวแรงที่ถดถอย
เราตามแม่พิตบูลกลับไปที่เพิงเก็บของ มันมุดเข้าไปในช่องว่างแคบๆ ใต้หลังคาสังกะสีที่แทบจะไม่มีอากาศหายใจ ไม่กี่อึดใจต่อมา มันก็โผล่หัวออกมาพร้อมกับลูกสุนัขอีกตัวในปาก มันว่ายฝ่ากระแสน้ำกลับมาที่เรือของเราอย่างยากลำบาก
ผมรับลูกสุนัขตัวที่สองมาห่อผ้าไว้ และกำลังจะดึงแม่สุนัขขึ้นมา แต่มันก็ทำแบบเดิม… มันว่ายกลับไปอีกครั้ง!
ครั้งที่สาม… ครั้งที่สี่…
ลูกสุนัขตัวที่สามและสี่ถูกส่งขึ้นเรืออย่างปลอดภัย แต่สภาพของแม่พิตบูลในตอนนี้แทบจะดูไม่จืด ขาทั้งสี่ของมันอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด การว่ายสวนกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากครั้งแล้วครั้งเล่ากำลังสูบเอาพละกำลังทั้งหมดของมันไป ระดับน้ำก็สูงขึ้นเรื่อยๆ จนเพิงเก็บของแทบจะไม่เหลือพื้นที่ให้ยืนแล้ว
“ผู้กองครับ มันว่ายกลับไปอีกแล้ว! ครั้งนี้ที่ห้าแล้วนะ มันจะไหวเหรอเนี่ย!” จ่าชัยตะโกนด้วยน้ำเสียงร้อนรน
ผมส่องไฟฉายตามร่างของแม่พิตบูลที่ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่กลางผิวน้ำ มันกำลังจะหมดแรง จมูกของมันเริ่มจมลงใต้น้ำเป็นพักๆ
“เตรียมเชือกกับห่วงยางให้พร้อม! ถ้ามันจม เราต้องลงไปช่วยทันที!” ผมกำชับลูกน้อง หัวใจเต้นระทึก ลุ้นให้แม่สุนัขเอาชีวิตรอดกลับมาให้ได้
IV. ลมหายใจสุดท้ายเพื่อลูก
เวลาผ่านไปเกือบนาที ซึ่งยาวนานราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์ ในที่สุด… หัวของแม่พิตบูลก็โผล่พ้นน้ำขึ้นมาใกล้กับเรือของเรา ในปากของมันคาบลูกสุนัขตัวที่ห้า… ตัวสุดท้าย
แต่มันไม่มีแรงเหลือที่จะยกหัวขึ้นมาวางลูกบนเรือแล้ว ดวงตาของมันปรือลง ร่างกายเริ่มจมดิ่งลงสู่ใต้น้ำ
“จ่าชัย! จับหางเรือไว้!” ผมตะโกนลั่น ก่อนจะตัดสินใจกระโจนลงสู่น้ำที่เย็นเฉียบและเชี่ยวกราก
ผมคว้าปลอกคอของแม่สุนัขไว้ได้ทันท่วงที ออกแรงดึงร่างที่หนักอึ้งของมันให้ลอยพ้นน้ำ ในขณะที่มืออีกข้างประคองลูกสุนัขตัวที่ห้าไว้ จ่าชัยและลูกน้องคนอื่นๆ รีบดึงตัวผม แม่พิตบูล และลูกน้อยขึ้นมาบนเรืออย่างทุลักทุเล
ทันทีที่ขึ้นมาบนเรือ แม่พิตบูลล้มตัวลงนอนหอบหายใจรวยริน ร่างกายของมันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง มันแทบจะลืมตาไม่ขึ้น แต่สัญชาตญาณความเป็นแม่ก็ยังทำให้มันพยายามกวาดสายตามองหาลูกๆ ทั้งห้าตัว
เราจับลูกสุนัขทั้งห้าตัวที่ห่อด้วยผ้าขนหนูอุ่นๆ มาวางเรียงกันใกล้ๆ จมูกของมัน แม่สุนัขใช้แรงเฮือกสุดท้ายเลียทำความสะอาดลูกๆ ทีละตัวอย่างอ่อนโยน ราวกับจะตรวจดูว่าพวกมันปลอดภัยดีไหม
เมื่อแน่ใจว่าลูกทุกตัวอยู่ครบและปลอดภัย ดวงตาของแม่พิตบูลก็ค่อยๆ ปิดลงอย่างสงบ พร้อมกับเสียงถอนหายใจยาว… ไม่ใช่เพราะมันสิ้นลม แต่เป็นเพราะมันเหนื่อยล้าจนถึงขีดสุด และในที่สุดก็สามารถปล่อยวางภาระอันหนักอึ้งลงได้
V. วีรสตรีสี่ขาแห่งบางกระเบา
รุ่งเช้า ระดับน้ำเริ่มลดลง เราพาชาวบ้านที่อพยพ รวมถึงแม่พิตบูลและลูกๆ ทั้งห้าตัวมาถึงศูนย์พักพิงชั่วคราวอย่างปลอดภัย
ทีมสัตวแพทย์ของศูนย์พักพิงรีบเข้ามาดูแลแม่สุนัขและลูกๆ อย่างใกล้ชิด พวกเขาให้น้ำเกลือและยาบำรุงแก่แม่สุนัข และบอกเราว่าถ้ามาช้ากว่านี้เพียงนิดเดียว มันอาจจะช็อกและหัวใจวายจากความเหนื่อยล้าได้
ข่าววีรกรรมของแม่พิตบูลถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านต่างพากันมาชื่นชม “วีรสตรีสี่ขา” ที่เสี่ยงตายว่ายน้ำฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวกรากถึงห้าครั้งเพื่อช่วยชีวิตลูกน้อย สัตว์ที่หลายคนมองว่าดุร้าย กลับแสดงให้เห็นถึงความรักและความเสียสละที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของความเป็นแม่
สองวันต่อมา เจ้าของบ้านหลังคาสีฟ้าได้เดินทางมาที่ศูนย์พักพิงเพื่อตามหาสุนัขของตน ทันทีที่เห็นแม่พิตบูลและลูกๆ เจ้าของก็โผเข้ากอดพวกมันพร้อมกับร้องไห้โฮ
“ขอบคุณผู้กองมากๆ นะครับที่ช่วย ‘แดง’ กับลูกๆ ไว้ ตอนน้ำมา มันมาเร็วมาก ผมหนีขึ้นหลังคาบ้านแทบไม่ทัน ไม่รู้เลยว่าไอ้แดงมันแอบไปคลอดลูกไว้ที่เพิงหลังบ้าน…”
ผมยิ้มและมองไปที่ ‘ไอ้แดง’ หรือวีรสตรีแม่พิตบูลของเรา มันกำลังนอนให้นมลูกๆ ทั้งห้าตัวด้วยท่าทีที่สงบและผ่อนคลาย
“ไม่ต้องขอบคุณผมหรอกครับ…” ผมตอบพลางลูบหัวไอ้แดงเบาๆ “ต้องขอบคุณหัวใจอันยิ่งใหญ่ของแม่มันต่างหาก ที่สอนให้เรารู้ว่า… ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ คำว่า ‘แม่’ ก็ยิ่งใหญ่และพร้อมจะสละได้แม้กระทั่งชีวิต เพื่อปกป้องดวงใจของตัวเองเสมอ”
