ไล่ผมไปนอนข้างถนน แลกมาด้วยความพินาศของอาณาจักรตระกูล
I. รอยร้าวและฟางเส้นสุดท้าย
ในสายตาของ “เสี่ยทรงพล” และ “คุณหญิงดาริกา” ผมไม่เคยเป็นลูกชายที่น่าภาคภูมิใจ ผมคือ “กวิน” ไอ้ลูกหัวกบฏที่ปฏิเสธการสืบทอดธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของครอบครัว เพียงเพราะผมทนเห็นการกดขี่แรงงานและการใช้วัสดุที่ไม่ได้มาตรฐานของพวกเขาไม่ได้ ผมเลือกที่จะเดินออกจากคฤหาสน์หรูมาเช่าอพาร์ตเมนต์เล็กๆ และทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ในบริษัทสตาร์ทอัพแทน
ตลอดห้าปีที่ผ่านมา พวกเขาพยายามทุกวิถีทางที่จะบีบให้ผมกลับไปคุกเข่าอ้อนวอนขอเงิน และยอมเป็นหุ่นเชิดในบริษัทของพวกเขา และในที่สุด… พวกเขาก็คิดว่าโอกาสทองนั้นมาถึง
เช้าวันศุกร์ บริษัทสตาร์ทอัพที่ผมทำงานอยู่ประกาศปลดพนักงานกะทันหันเนื่องจากปรับโครงสร้างองค์กร ผมกลายเป็นคนตกงาน ข่าวนี้แพร่ไปถึงหูพ่อกับแม่อย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง ผมคิดว่าพวกเขาอาจจะโทรมาเยาะเย้ยนิดหน่อยตามประสา แต่วิธีการที่พวกเขาเลือกใช้… มันโหดร้ายกว่าที่ผมจินตนาการไว้มาก
II. คำสั่งไล่ตะเพิดก่อนพระอาทิตย์ตก
ช่วงบ่ายโมง เสียงเคาะประตูห้องพักของผมดังขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด เมื่อเปิดออกไปก็พบกับ “เจ๊สุ” ผู้จัดการอพาร์ตเมนต์จอมงก ยืนกอดอกมองผมด้วยสายตาเหยียดหยาม ในมือของเธอมีซองสีน้ำตาลหนาเตอะ
“เก็บข้าวของแล้วไสหัวออกไปจากตึกฉันก่อนพระอาทิตย์ตกดิน วันนี้!” เจ๊สุตวาดเสียงแหลม พร้อมกับโยนซองสีน้ำตาลใส่หน้าอกผม “นี่เงินมัดจำของแก ฉันคืนให้เต็มจำนวน ถือว่าสัญญาเช่าสิ้นสุดลงตั้งแต่วินาทีนี้!”
“เดี๋ยวครับเจ๊ ผมจ่ายค่าเช่าตรงทุกเดือน เจ๊จะมาไล่ผมออกกะทันหันแบบนี้ไม่ได้ มันผิดกฎหมายนะ” ผมแย้งอย่างใจเย็น
“กฎหมายเหรอ? หึ!” เจ๊สุเบ้ปาก “พ่อแม่แกเพิ่งโอนเงินพิเศษมาให้ฉันสามหมื่นห้าพันบาท (ประมาณ 1,000 ดอลลาร์) เป็นค่า ‘เสียเวลา’ เพื่อแลกกับการไล่แกออกไปจัดฉากนอนข้างถนนคืนนี้ พวกเขาบอกว่านี่คือบทเรียนที่จะสอนให้แกดัดสันดาน! รีบๆ เก็บของไปซะ อย่าให้ฉันต้องเรียกยามมาลากคอแก!”
เจ๊สุสะบัดหน้าเดินจากไป ทิ้งให้ผมยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ไม่กี่อึดใจต่อมา โทรศัพท์มือถือของผมก็ดังขึ้น หน้าจอแสดงชื่อ ‘เสี่ยทรงพล’
“ไงไอ้ลูกชาย… ได้ข่าวว่าตกงานแถมยังไร้บ้านอีกเหรอ?” เสียงกลั้วหัวเราะเยาะเย้ยของพ่อดังลอดมาตามสาย ตามด้วยเสียงหัวเราะคิกคักของแม่ที่อยู่ข้างๆ
“พ่อทำแบบนี้ทำไม” ผมถามเสียงเรียบ
“ก็เพื่อให้แกตาสว่างไงกวิน! การไปนอนหนาวอยู่ข้างถนนคืนนี้ จะสอนให้แกรู้ว่าปีกแกมันยังไม่กล้าพอที่จะบินเดี่ยว! ถ้าทนไม่ไหว ก็คลานกลับมากราบเท้าฉันที่บ้าน แล้วฉันจะโยนตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการให้แกทำ” พ่อพูดด้วยน้ำเสียงของผู้ชนะ “อ้อ… รีบๆ เก็บของล่ะ เจ๊สุเขาเอาจริงนะ”
ผมไม่ได้ตะโกนด่า ไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย และไม่ได้ขอร้อง ผมเพียงแค่ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง มองดูแสงแดดยามบ่ายที่กำลังทอดตัวลงต่ำ ก่อนจะตอบกลับไปสั้นๆ
“ขอบคุณที่โทรมาบอกนะครับพ่อ… ดูแลสุขภาพด้วย”
ผมกดวางสาย พ่อคงคิดว่าผมกำลังช็อกจนทำอะไรไม่ถูกและสิ้นไร้ไม้ตอกอยู่ห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตร… แต่เขาไม่รู้เลยว่า ความเย่อหยิ่งของเขาในวันนี้ กำลังจะกลายเป็นตะปูตอกฝาโลงใบสุดท้ายของตระกูล
III. ไพ่ตายที่ถูกหงาย
สิ่งที่พ่อแม่และเจ๊สุไม่เคยรู้คือ ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ผมไม่ได้แค่ทำงานกินเงินเดือนไปวันๆ แต่ผมและเพื่อนร่วมก่อตั้งสตาร์ทอัพได้ซุ่มพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบรักษาความปลอดภัยทางการเงิน ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว… บริษัทยักษ์ใหญ่จากอเมริกาเพิ่งเข้าซื้อกิจการของเราด้วยมูลค่ากว่า ห้าร้อยล้านบาท
การ “ตกงาน” ของผม ไม่ใช่การถูกไล่ออก แต่เป็นการลาออกหลังจากที่ผมได้รับเงินปันผลก้อนมหาศาล และกลายเป็นมหาเศรษฐีหน้าใหม่ในชั่วข้ามคืน
และสิ่งที่บังเอิญยิ่งกว่านั้นคือ… เมื่อสองวันก่อน กองทุนส่วนตัวที่ผมเพิ่งตั้งขึ้น ได้ทำการเทกโอเวอร์บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นเจ้าของอพาร์ตเมนต์แห่งนี้ไปเรียบร้อยแล้ว เจ๊สุเป็นแค่ลูกจ้างที่ยังไม่รู้ตัวว่าเจ้านายใหญ่ได้เปลี่ยนมือแล้ว
ผมเดินไปหยิบแล็ปท็อป กดวิดีโอคอลหา “ทนายวิเชียร” ทนายความประจำตัวของผมทันที
“สวัสดีครับคุณกวิน มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ?” ทนายวิเชียรเอ่ยทักทาย
“คุณวิเชียรครับ จัดการไล่ผู้จัดการอพาร์ตเมนต์ที่ชื่อสุออกเดี๋ยวนี้ ข้อหารับสินบนและพยายามไล่ผู้เช่าออกโดยผิดกฎหมาย และเตรียมร่างเอกสารฟ้องร้องเธอด้วย” ผมสั่งการเสียงเฉียบขาด “และอีกเรื่อง… หนี้สินทั้งหมดของ ‘บริษัท ทรงพล คอนสตรัคชั่น’ ที่พ่อผมเอาไปค้ำประกันไว้กับธนาคารพันธมิตรของเรา ดำเนินการยึดทรัพย์และระงับวงเงินกู้ทั้งหมด… ทันทีครับ”
“รับทราบครับ บังเอิญว่าทางเราเพิ่งตรวจสอบพบการทุจริตในบัญชีของบริษัทคุณพ่อคุณพอดี การระงับวงเงินครั้งนี้จะทำให้บริษัทของพวกเขาล้มละลายภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงครับ”
“ขอบคุณครับ จัดการได้เลย”
IV. สายเรียกเข้าแห่งความพินาศ
ณ คฤหาสน์ตระกูลทรงพล
เสี่ยทรงพลและคุณหญิงดาริกากำลังนั่งจิบชาเอิร์ลเกรย์และชนแก้วฉลองชัยชนะ พวกเขาวาดฝันว่าคืนนี้ลูกชายหัวรั้นจะต้องโทรมาฟูมฟายและยอมจำนน แต่ทว่า… เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น กลับไม่ใช่เบอร์ของกวิน
เสี่ยทรงพลขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์จากผู้จัดการธนาคารรายใหญ่ที่ปล่อยกู้ให้บริษัท เขาพยักหน้าให้ภรรยาแล้วกดรับสายพร้อมรอยยิ้ม
“สวัสดีครับคุณสมเกียรติ เรื่องวงเงินกู้ลอตใหม่…”
“เสี่ยครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!” เสียงปลายสายร้อนรนจนแทบจะกลายเป็นตะโกน “บอร์ดบริหารระดับสูงมีคำสั่งด่วนให้ระงับวงเงินกู้ทุกบัญชีของบริษัทเสี่ย และเตรียมยื่นฟ้องยึดทรัพย์คฤหาสน์และที่ดินทั้งหมดเพื่อชำระหนี้สามร้อยล้านบาทครับ!”
ถ้วยชาในมือเสี่ยทรงพลร่วงหล่นแตกกระจายลงบนพื้นพรมราคาแพง “พ-พูดบ้าอะไรคุณสมเกียรติ! ผมเป็นลูกค้าวีไอพีนะ คุณจะมายึดทรัพย์ผมกะทันหันแบบนี้ได้ยังไง! ใครเป็นคนออกคำสั่ง!”
“ประธานกองทุนคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาซื้อหุ้นใหญ่ของธนาคารเราครับเสี่ย… เขาบอกว่าบริษัทของเสี่ยมีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล… อ้อ ท่านประธานฝากข้อความมาถึงเสี่ยด้วยครับ”
“ข้อความอะไร! มันเป็นใคร!” เสี่ยทรงพลตะโกนลั่น หน้าซีดเผือด
“ท่านฝากบอกว่า… ‘หวังว่าคฤหาสน์คงจะกว้างพอให้เก็บของก่อนพระอาทิตย์ตกดินนะครับ เพราะคืนนี้ การนอนข้างถนนน่าจะสอนให้รู้ว่า… อย่าดูถูกคนที่บินเดี่ยว’ …เสี่ยครับ ท่านประธานชื่อ คุณกวิน ครับ”
โทรศัพท์ร่วงหล่นจากมือของเสี่ยทรงพล เขาเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น คุณหญิงดาริกาหวีดร้องด้วยความตกใจเมื่อเห็นสามีหน้ามืดคล้ายจะหมดสติ อาณาจักรที่พวกเขาสร้างมาด้วยความคดโกงและความเย่อหยิ่ง กำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตา ภายในเวลาไม่ถึงสิบห้านาทีหลังจากที่พวกเขาเพิ่งจ่ายเงินเพื่อทำลายชีวิตลูกชายตัวเอง
V. แสงสุดท้ายของวัน
กลับมาที่อพาร์ตเมนต์
ผมยืนจิบกาแฟอยู่ที่ระเบียงห้อง มองดูดวงอาทิตย์ที่กำลังค่อยๆ คล้อยต่ำลงแตะขอบฟ้า แสงสีส้มอมแดงสาดส่องกระทบใบหน้าของผมที่เต็มไปด้วยความสงบ
ด้านล่างตึก ผมเห็นเจ๊สุกำลังหอบกล่องลังกระดาษสองสามใบเดินร้องไห้ฟูมฟายออกจากเขตอพาร์ตเมนต์ โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคุมตัวออกไป เธอถูกไล่ออกและกำลังจะถูกดำเนินคดี
ในขณะเดียวกัน โทรศัพท์ของผมก็แผดเสียงร้องไม่หยุด หน้าจอแสดงสายเรียกเข้านับสิบสายจาก ‘พ่อ’ และ ‘แม่’
ผมยิ้มบางๆ ปล่อยให้มันดังอยู่อย่างนั้น ก่อนจะเอื้อมมือไปกดปุ่ม ‘ปิดเครื่อง’ แล้วหันหลังเดินกลับเข้าห้องไป
พระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว… แต่ชีวิตใหม่ของผมในฐานะผู้กุมชะตาชีวิตของตระกูล เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
